บทความต้นฉบับ เป็นความเห็นส่วนตัวต่อส่วนราชการไทยและผู้ประกอบการ
สู้ๆ ครับ สู้ไปด้วยกัน
จากกระทู้ Pantip หัวข้อ
"ธุรกิจจีนกินรวบ กิจการไทยตายเรียบ"
https://pantip.com/topic/44170165
ซึ่งพูดถึงปัญหาสินค้าและทุนต่างชาติ (จีน) ทุ่มตลาดและเข้ามาทำธุรกิจในไทย (เช่น ชามตราไก่ลำปาง, มินิมาร์ท/ซูเปอร์มาร์เก็ตจีนที่ขายสินค้าไม่มี อย./ไม่เสียภาษี, สินค้าฝากขาย/กางเกงช้าง และธุรกิจนอมินี)
ในเชิงวิชาการ สามารถสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนของ
ภาครัฐ และ
ผู้ประกอบการ ได้ดังนี้
1. ภาครัฐควรช่วยเหลือและดำเนินการอย่างไร (Government Actions)
1.1มาตรการทางภาษีและการควบคุมการทุ่มตลาด (Anti-Dumping & Tariffs):
กำหนดและจัดเก็บภาษีนำเข้า/ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าราคาถูกอย่างเคร่งครัด รวมถึงบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เพื่อสกัดกั้นสินค้าราคาต่ำกว่าทุน
1.2การบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานสินค้าอย่างจริงจัง:
มาตรฐานความปลอดภัย: ตรวจสอบและกวดขันสินค้า imports ทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน มอก. และ อย. โดยเฉพาะอาหาร ยา เครื่องสำอาง และของใช้
สรรพากรและศุลกากร: ปราบปรามสินค้าหนีภาษี สินค้าเถื่อน สุรา/บุหรี่ผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
ปราบปรามธุรกิจนอมินี (Nominee): ตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและการทำธุรกรรมของบริษัทกลุ่มเสี่ยงต่างชาติที่ใช้คนไทยบังหน้า
1.3การส่งเสริมและปกป้องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และสินค้าท้องถิ่น:
ผลักดันและคุ้มครองสินค้าตรา GI (เช่น ชามตราไก่ลำปาง) ให้มีกลไกป้องกันการแอบอ้าง
สนับสนุนงบประมาณในการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาซื้อของแท้จากแหล่งผลิต
2. ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างไร (Entrepreneur Actions)
2.1ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมและสร้างเรื่องราว (Premiumization & Storytelling):
หลีกเลี่ยงการลงไปแข่ง "สงครามราคา" (Price War) กับสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมราคาถูก
เน้นขายคุณค่าของ
งานฝีมือ (Handcrafted) อัตลักษณ์ท้องถิ่น คุณภาพวัสดุ ความปลอดภัย และเสน่ห์เฉพาะตัวที่เครื่องจักรลอกเลียนไม่ได้
2.2ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้
2.3การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์: เช่น โรงงานเซรามิกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาทำเวิร์กช็อป (DIY) ปั้น/เพ้นท์ชามตราไก่ด้วยตนเอง พร้อมมีคาเฟ่/ร้านของฝาก
2.4ปรับช่องทางการขาย: ใช้การตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย และขายผ่านอีคอมเมิร์ซโดยตรงถึงผู้บริโภค
.25รวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ:
รวมตัวกันในนามสมาคมหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ยื่นข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ และร่วมกันพัฒนวัตกรรมหรือมาตรฐานสินค้าร่วมกัน
ธุรกิจจีนกินรวบ กิจการไทยตายเรียบ ทางรอดของกิจการไทยและประเทศไทย ถอด งานศึกษาจากญี่ปุ่นและยุโรป
สู้ๆ ครับ สู้ไปด้วยกัน
จากกระทู้ Pantip หัวข้อ "ธุรกิจจีนกินรวบ กิจการไทยตายเรียบ"
https://pantip.com/topic/44170165
ซึ่งพูดถึงปัญหาสินค้าและทุนต่างชาติ (จีน) ทุ่มตลาดและเข้ามาทำธุรกิจในไทย (เช่น ชามตราไก่ลำปาง, มินิมาร์ท/ซูเปอร์มาร์เก็ตจีนที่ขายสินค้าไม่มี อย./ไม่เสียภาษี, สินค้าฝากขาย/กางเกงช้าง และธุรกิจนอมินี)
ในเชิงวิชาการ สามารถสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา ทั้งในส่วนของ ภาครัฐ และ ผู้ประกอบการ ได้ดังนี้
1. ภาครัฐควรช่วยเหลือและดำเนินการอย่างไร (Government Actions)
1.1มาตรการทางภาษีและการควบคุมการทุ่มตลาด (Anti-Dumping & Tariffs):
กำหนดและจัดเก็บภาษีนำเข้า/ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าราคาถูกอย่างเคร่งครัด รวมถึงบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) เพื่อสกัดกั้นสินค้าราคาต่ำกว่าทุน
1.2การบังคับใช้กฎหมายและมาตรฐานสินค้าอย่างจริงจัง:
มาตรฐานความปลอดภัย: ตรวจสอบและกวดขันสินค้า imports ทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน มอก. และ อย. โดยเฉพาะอาหาร ยา เครื่องสำอาง และของใช้
สรรพากรและศุลกากร: ปราบปรามสินค้าหนีภาษี สินค้าเถื่อน สุรา/บุหรี่ผิดกฎหมาย และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
ปราบปรามธุรกิจนอมินี (Nominee): ตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและการทำธุรกรรมของบริษัทกลุ่มเสี่ยงต่างชาติที่ใช้คนไทยบังหน้า
1.3การส่งเสริมและปกป้องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และสินค้าท้องถิ่น:
ผลักดันและคุ้มครองสินค้าตรา GI (เช่น ชามตราไก่ลำปาง) ให้มีกลไกป้องกันการแอบอ้าง
สนับสนุนงบประมาณในการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม/ชุมชน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาซื้อของแท้จากแหล่งผลิต
2. ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัวและแก้ปัญหาอย่างไร (Entrepreneur Actions)
2.1ยกระดับเป็นสินค้าพรีเมียมและสร้างเรื่องราว (Premiumization & Storytelling):
หลีกเลี่ยงการลงไปแข่ง "สงครามราคา" (Price War) กับสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมราคาถูก
เน้นขายคุณค่าของ งานฝีมือ (Handcrafted) อัตลักษณ์ท้องถิ่น คุณภาพวัสดุ ความปลอดภัย และเสน่ห์เฉพาะตัวที่เครื่องจักรลอกเลียนไม่ได้
2.2ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้
2.3การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์: เช่น โรงงานเซรามิกเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาทำเวิร์กช็อป (DIY) ปั้น/เพ้นท์ชามตราไก่ด้วยตนเอง พร้อมมีคาเฟ่/ร้านของฝาก
2.4ปรับช่องทางการขาย: ใช้การตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย และขายผ่านอีคอมเมิร์ซโดยตรงถึงผู้บริโภค
.25รวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ:
รวมตัวกันในนามสมาคมหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ยื่นข้อเรียกร้องต่อภาครัฐ และร่วมกันพัฒนวัตกรรมหรือมาตรฐานสินค้าร่วมกัน