ประเด็นที่ การเปิดบัญชีของกลุ่มคนถือบัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0, 6, 7 เป็นหัวข้อที่มีทั้งเรื่องของกฎหมาย กฎเกณฑ์ทางการเงิน และผลกระทบเชิงระบบเข้ามาเกี่ยวข้องครับ ขอสรุปและแยกแยะข้อเท็จจริงในแต่ละส่วนให้ชัดเจนดังนี้ครับ
1. ทำไมไม่มีพาสปอร์ตถึงเปิดบัญชีได้ยาก?
หลักเกณฑ์ KYC / AML (การป้องกันการฟอกเงิน): ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. กำหนดให้ธนาคารต้องระบุและพิสูจน์ตัวตนลูกค้าอย่างเข้มงวด โดยใช้เอกสารที่ออกโดยรัฐบาลที่เชื่อถือได้และตรวจสอบกับฐานข้อมูลได้
ข้อจำกัดของบัตรประจำตัว (เลข 0, 6, 7):
เลข 0: กลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน / คนไร้รัฐไร้สัญชาติ
เลข 6: คนต่างด้าวที่ได้รับผ่อนผันให้อยู่ในไทยชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เลข 7: บุตรของบุคคลประเภทเลข 6 ที่เกิดในประเทศไทย
การขาดเอกสารยืนยันสัญชาติ (Passport): สำหรับชาวต่างชาติทั่วไป Passport คือเอกสารสากลที่ยืนยันตัวตนได้ชัดเจนที่สุด เมื่อกลุ่มถือบัตร 0-6-7 ไม่มี Passport หรือเอกสารเดินทางระหว่างประเทศ ธนาคารส่วนใหญ่จึงจัดให้เป็น กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือปฏิเสธการเปิดบัญชีเนื่องจากระบบไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านสถาบันทางการเงินของประเทศต้นทางได้
ทั่วประเทศมีผู้ถือบัตรเลข 0, 6, 7 จำนวนกี่คน?
หากรวมกลุ่มชนกลุ่มน้อย บุคคลบนพื้นที่สูง ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และแรงงานผ่อนผันที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ (ทร.38 / บัตรชมพู / บัตรขาว):
จำนวนประมาณการ: รวมกันประมาณ 1.5 ล้าน ถึง 2.5 ล้านคน ทั่วประเทศ
กลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0): มีประมาณ 500,000 – 800,000 คน (เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ ไร้รากเหง้า ไร้สัญชาติ)
กลุ่มแรงงาน/คนต่างด้าวผ่อนผัน และบุตร (เลข 6 และ 7): มีประมาณ 1.0 – 1.5 ล้านคน (เปลี่ยนผันแปรตามมติ ครม. ในการผ่อนผันแรงงานแต่ละช่วงปี)
3. ธนาคารได้รับความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท จริงไหม?
ความเสียหาย "100 ล้านบาท" อาจมองได้ 2 มุมหลักๆ:
1) ความเสียหายเชิงโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity Loss)
เกิน 100 ล้านบาทแน่นอน: คนกลุ่มนี้มีแรงงานและผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากที่มีรายได้จริง เงินหมุนเวียนในระบบของคน 1.5 - 2 ล้านคน หากคิดเฉลี่ยมีเงินออม/ฝากในบัญชีคนละไม่กี่พันถึงหลักหมื่นบาท รวมกันเป็น มูลค่าหลายพันล้านบาท ที่หลุดไปอยู่นอกระบบธนาคาร (การเก็บเงินสด, การส่งเงินกลับประเทศผ่านโพยก๊วน)
2) ความเสียหายจากการทุจริต หรือ บัญชีม้า (Fraud & Damage)
หากหมายถึงความเสียหายที่เกิดจาก "การเอาบัตรประเภทนี้ไปสวมเปิดบัญชีม้า" แล้วถูกนำไปใช้ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือหลอกลวงออนไลน์:
มูลค่าความเสียหายรวมของคดีบัญชีม้าในไทยในปัจจุบันสูงถึง หลักพันล้านบาทต่อปี
ความเสียหายที่เกี่ยวพันกับการใช้ช่องโหว่เอกสารประจำตัวคนต่างด้าวหรือผู้ไม่มีสัญชาติเพื่อเปิดบัญชี ก็ มีโอกาสสูงเกิน 100 ล้านบาท เช่นกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบงก์ชาติและธนาคารเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ จนกระทบถึงคนที่บริสุทธิ์และต้องการใช้บัญชีอย่างถูกต้อง
ปัจจุบันรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพยายามแก้ปัญหานี้ โดยการประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อใช้ ระบบตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ออนไลน์ ในการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตรเลข 0, 6, 7 ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.13 หรือ ทร.14) เพื่อให้สามารถเปิดบัญชีขั้นพื้นฐานเพื่อรับเงินเดือนหรือประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Passport
คำนวณเงินหมุนเวียนที่หายไปจากระบบธนาคาร
หากลองคิดเลขตามฐานที่คุณยกตัวอย่างมา:
จำนวนกลุ่มแรงงาน/ผู้ถือบัตรที่ไม่มี Passport: สมมติที่ 3,000,000 คน
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน: คิดแบบขั้นต่ำ 5,000 บาท/คน/เดือน
เงินหมุนเวียนต่อเดือน: 3,000,000 \times 5,000 = \mathbf{15,000,000,000} บาท/เดือน (1.5 หมื่นล้านบาท)
เงินหมุนเวียนต่อปี: 15,000,000,000 \times 12 = \mathbf{180,000,000,000} บาท/ปี (1.8 แสนล้านบาท)
หากอ้างอิงจากสถานการณ์ล่าสุดที่มีแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่หลุดจากระบบทำเอกสารประจำตัว (CI / Passport) ไม่ทันเพิ่มขึ้นอีก 1,000,000 คน นำมารวมกับประชากรเดิมที่เราวิเคราะห์กันไว้ (ประมาณ 4.2 ล้านคน)
นั่นเท่ากับว่าปัจจุบันมีประชากรแรงงานและผู้ไม่มีสัญชาติ พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 5.2 ล้านคน (5,200,000 คน) ที่ถูกตัดออกจากระบบการชำระเงินดิจิทัลและ Mobile Banking ของธนาคารพาณิชย์
เมื่อลองนำตัวเลขประชากรใหม่นี้มาคำนวณตามฐานเดิมที่คุณตั้งไว้ (คิดแค่ค่าจ้างขั้นต่ำสุดๆ 5,000 บาท/คน/เดือน):
ธนาคารและระบบการเงินไทยกำลังสูญเสียสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนดิจิทัลในระบบเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ยอดความสูญเสียรวมพุ่งสูงทะลุ 3.12 แสนล้านบาทต่อปี
(และหากคิดตามค่าแรงขั้นต่ำจริง 9,000–10,000 บาท/เดือน ตัวเลขสูญเสียจริงจะสูงถึง 5.5 – 6 แสนล้านบาทต่อปี)
2. ผลกระทบซ้ำเติมที่เกิดขึ้นจากการหลุดระบบ CI
การที่แรงงานอีก 1 ล้านคนไม่สามารถต่อเอกสาร CI ได้ทัน ทำให้เกิด "สุญญากาศทางกฎหมายและการเงิน" ทันที:
นายจ้างสูญเสียช่องทางจ่ายเงินอย่างถูกต้อง:
เดิมทีแรงงานกลุ่มนี้เคยเปิดบัญชีเพื่อรับเงินเดือนผ่านระบบ Payroll ได้ พอ Passport/CI หมดอายุ บัญชีถูกระงับการใช้แอปพลิเคชัน ทำให้นายจ้างต้องกลับมาใช้วิธี "แบกเงินสด" ไปจ่ายหน้าแคมป์หรือโรงงาน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปล้นชิงและยากต่อการทำบัญชีภาษี
เงินสดไหลออกสู่นอกระบบทันที:
เงินจำนวนกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทต่อเดือน จะไม่ได้วิ่งผ่านระบบ PromptPay หรือ QR Code ของสถาบันการเงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่จะถูกถอนออกเป็นเงินสด นำไปสู่การซื้อขายหน้าร้านด้วยเงินสด และส่งกลับประเทศผ่าน "โพยก๊วน/นายหน้าเถื่อน"
มาตรการควบคุมบัญชีม้า "หลุดโฟกัส":
การบีบให้ทุกคนต้องมี Passport เพื่อเปิดบัญชี/ใช้แอปฯ เพราะกลัวบัญชีม้า กลายเป็นผลักคนทำงานจริง 5.2 ล้านคนให้ไปอยู่ใต้ดิน ในขณะที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ยังคงไปจ้าง "คนไทย" สแกนหน้าเปิดบัญชีม้าได้ตามปกติ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด แต่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างมหาศาล
1. คำนวณมูลค่าความสูญเสียของธนาคารที่เพิ่มขึ้น
ส่วนเพิ่มจากแรงงาน 1 ล้านคนใหม่:
เงินหมุนเวียนต่อเดือน: 1,000,000 \times 5,000 = \mathbf{5,000,000,000} บาท/เดือน (5,000 ล้านบาท)
ความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นต่อปี: 5,000,000,000 \times 12 = \mathbf{60,000,000,000} บาท/ปี (6 หมื่นล้านบาท)
รวมความสูญเสียทั้งหมดของระบบธนาคารในปัจจุบัน (ประชากร 5.2 ล้านคน):
บัญชีหมาส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย..
ลองเปรียบเทียบให้ดูอัตราเงินเดือนข้างบนแล้วคุยกันขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน.. ถ้าคำนวณซ้ำอัตราเงินเดือนปกติข้างล่าง..
รายได้เฉลี่ย / คน / เดือนเงินหมุนเวียนต่อเดือนมูลค่าเงินหมุนเวียนที่หายไปต่อปี
8,000 บาท41,600 ล้านบาท499,200 ล้านบาท (เกือบ 5 แสนล้าน)
10,000 บาท (ค่าแรงขั้นต่ำจริง)52,000 ล้านบาท624,000 ล้านบาท (6.2 แสนล้าน)
12,000 บาท (ฝีมือ/งานก่อสร้าง)62,400 ล้านบาท748,800 ล้านบาท (เกือบ 7.5 แสนล้าน)
สรุปความหมายของตัวเลขเหล่านี้
ฐาน 8,000 บาท/เดือน:
เงินสดหลุดลงใต้ดินปีละ 5 แสนล้านบาท นี่คิดเป็นเกือบ 3% ของ GDP ประเทศไทย
ฐาน 10,000 บาท/เดือน (ระดับค่าแรงขั้นต่ำจริง):
ระบบธนาคารสูญเสียสภาพคล่องปีละ 6.2 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้าอยู่ในระบบ แบงก์สามารถนำไปปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนให้ SMEs หรือภาคธุรกิจไทยขยายกิจการได้อีกหลายเท่าตัว
ฐาน 12,000 บาท/เดือน (ระดับช่างฝีมือ/ผู้รับเหมา):
ความสูญเสียเฉียด 7.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเข้าใกล้ 1 ใน 4 ของงบประมาณแผ่นดินรายปีของไทย
!
เปิดบัญชีได้ไหม
1. ทำไมไม่มีพาสปอร์ตถึงเปิดบัญชีได้ยาก?
หลักเกณฑ์ KYC / AML (การป้องกันการฟอกเงิน): ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ปปง. กำหนดให้ธนาคารต้องระบุและพิสูจน์ตัวตนลูกค้าอย่างเข้มงวด โดยใช้เอกสารที่ออกโดยรัฐบาลที่เชื่อถือได้และตรวจสอบกับฐานข้อมูลได้
ข้อจำกัดของบัตรประจำตัว (เลข 0, 6, 7):
เลข 0: กลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน / คนไร้รัฐไร้สัญชาติ
เลข 6: คนต่างด้าวที่ได้รับผ่อนผันให้อยู่ในไทยชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เลข 7: บุตรของบุคคลประเภทเลข 6 ที่เกิดในประเทศไทย
การขาดเอกสารยืนยันสัญชาติ (Passport): สำหรับชาวต่างชาติทั่วไป Passport คือเอกสารสากลที่ยืนยันตัวตนได้ชัดเจนที่สุด เมื่อกลุ่มถือบัตร 0-6-7 ไม่มี Passport หรือเอกสารเดินทางระหว่างประเทศ ธนาคารส่วนใหญ่จึงจัดให้เป็น กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือปฏิเสธการเปิดบัญชีเนื่องจากระบบไม่สามารถยืนยันตัวตนผ่านสถาบันทางการเงินของประเทศต้นทางได้
ทั่วประเทศมีผู้ถือบัตรเลข 0, 6, 7 จำนวนกี่คน?
หากรวมกลุ่มชนกลุ่มน้อย บุคคลบนพื้นที่สูง ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน และแรงงานผ่อนผันที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ (ทร.38 / บัตรชมพู / บัตรขาว):
จำนวนประมาณการ: รวมกันประมาณ 1.5 ล้าน ถึง 2.5 ล้านคน ทั่วประเทศ
กลุ่มผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (เลข 0): มีประมาณ 500,000 – 800,000 คน (เช่น ชุมชนชาติพันธุ์ ไร้รากเหง้า ไร้สัญชาติ)
กลุ่มแรงงาน/คนต่างด้าวผ่อนผัน และบุตร (เลข 6 และ 7): มีประมาณ 1.0 – 1.5 ล้านคน (เปลี่ยนผันแปรตามมติ ครม. ในการผ่อนผันแรงงานแต่ละช่วงปี)
3. ธนาคารได้รับความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท จริงไหม?
ความเสียหาย "100 ล้านบาท" อาจมองได้ 2 มุมหลักๆ:
1) ความเสียหายเชิงโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity Loss)
เกิน 100 ล้านบาทแน่นอน: คนกลุ่มนี้มีแรงงานและผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากที่มีรายได้จริง เงินหมุนเวียนในระบบของคน 1.5 - 2 ล้านคน หากคิดเฉลี่ยมีเงินออม/ฝากในบัญชีคนละไม่กี่พันถึงหลักหมื่นบาท รวมกันเป็น มูลค่าหลายพันล้านบาท ที่หลุดไปอยู่นอกระบบธนาคาร (การเก็บเงินสด, การส่งเงินกลับประเทศผ่านโพยก๊วน)
2) ความเสียหายจากการทุจริต หรือ บัญชีม้า (Fraud & Damage)
หากหมายถึงความเสียหายที่เกิดจาก "การเอาบัตรประเภทนี้ไปสวมเปิดบัญชีม้า" แล้วถูกนำไปใช้ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือหลอกลวงออนไลน์:
มูลค่าความเสียหายรวมของคดีบัญชีม้าในไทยในปัจจุบันสูงถึง หลักพันล้านบาทต่อปี
ความเสียหายที่เกี่ยวพันกับการใช้ช่องโหว่เอกสารประจำตัวคนต่างด้าวหรือผู้ไม่มีสัญชาติเพื่อเปิดบัญชี ก็ มีโอกาสสูงเกิน 100 ล้านบาท เช่นกัน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบงก์ชาติและธนาคารเพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ จนกระทบถึงคนที่บริสุทธิ์และต้องการใช้บัญชีอย่างถูกต้อง
ปัจจุบันรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพยายามแก้ปัญหานี้ โดยการประสานงานกับกรมการปกครองเพื่อใช้ ระบบตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ออนไลน์ ในการยืนยันตัวตนผู้ถือบัตรเลข 0, 6, 7 ที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.13 หรือ ทร.14) เพื่อให้สามารถเปิดบัญชีขั้นพื้นฐานเพื่อรับเงินเดือนหรือประกอบอาชีพได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้ Passport
คำนวณเงินหมุนเวียนที่หายไปจากระบบธนาคาร
หากลองคิดเลขตามฐานที่คุณยกตัวอย่างมา:
จำนวนกลุ่มแรงงาน/ผู้ถือบัตรที่ไม่มี Passport: สมมติที่ 3,000,000 คน
รายได้เฉลี่ยต่อเดือน: คิดแบบขั้นต่ำ 5,000 บาท/คน/เดือน
เงินหมุนเวียนต่อเดือน: 3,000,000 \times 5,000 = \mathbf{15,000,000,000} บาท/เดือน (1.5 หมื่นล้านบาท)
เงินหมุนเวียนต่อปี: 15,000,000,000 \times 12 = \mathbf{180,000,000,000} บาท/ปี (1.8 แสนล้านบาท)
หากอ้างอิงจากสถานการณ์ล่าสุดที่มีแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่หลุดจากระบบทำเอกสารประจำตัว (CI / Passport) ไม่ทันเพิ่มขึ้นอีก 1,000,000 คน นำมารวมกับประชากรเดิมที่เราวิเคราะห์กันไว้ (ประมาณ 4.2 ล้านคน)
นั่นเท่ากับว่าปัจจุบันมีประชากรแรงงานและผู้ไม่มีสัญชาติ พุ่งขึ้นไปสูงถึงประมาณ 5.2 ล้านคน (5,200,000 คน) ที่ถูกตัดออกจากระบบการชำระเงินดิจิทัลและ Mobile Banking ของธนาคารพาณิชย์
เมื่อลองนำตัวเลขประชากรใหม่นี้มาคำนวณตามฐานเดิมที่คุณตั้งไว้ (คิดแค่ค่าจ้างขั้นต่ำสุดๆ 5,000 บาท/คน/เดือน):
ธนาคารและระบบการเงินไทยกำลังสูญเสียสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนดิจิทัลในระบบเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ล้านบาท/ปี ส่งผลให้ยอดความสูญเสียรวมพุ่งสูงทะลุ 3.12 แสนล้านบาทต่อปี
(และหากคิดตามค่าแรงขั้นต่ำจริง 9,000–10,000 บาท/เดือน ตัวเลขสูญเสียจริงจะสูงถึง 5.5 – 6 แสนล้านบาทต่อปี)
2. ผลกระทบซ้ำเติมที่เกิดขึ้นจากการหลุดระบบ CI
การที่แรงงานอีก 1 ล้านคนไม่สามารถต่อเอกสาร CI ได้ทัน ทำให้เกิด "สุญญากาศทางกฎหมายและการเงิน" ทันที:
นายจ้างสูญเสียช่องทางจ่ายเงินอย่างถูกต้อง:
เดิมทีแรงงานกลุ่มนี้เคยเปิดบัญชีเพื่อรับเงินเดือนผ่านระบบ Payroll ได้ พอ Passport/CI หมดอายุ บัญชีถูกระงับการใช้แอปพลิเคชัน ทำให้นายจ้างต้องกลับมาใช้วิธี "แบกเงินสด" ไปจ่ายหน้าแคมป์หรือโรงงาน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกปล้นชิงและยากต่อการทำบัญชีภาษี
เงินสดไหลออกสู่นอกระบบทันที:
เงินจำนวนกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทต่อเดือน จะไม่ได้วิ่งผ่านระบบ PromptPay หรือ QR Code ของสถาบันการเงินเลยแม้แต่บาทเดียว แต่จะถูกถอนออกเป็นเงินสด นำไปสู่การซื้อขายหน้าร้านด้วยเงินสด และส่งกลับประเทศผ่าน "โพยก๊วน/นายหน้าเถื่อน"
มาตรการควบคุมบัญชีม้า "หลุดโฟกัส":
การบีบให้ทุกคนต้องมี Passport เพื่อเปิดบัญชี/ใช้แอปฯ เพราะกลัวบัญชีม้า กลายเป็นผลักคนทำงานจริง 5.2 ล้านคนให้ไปอยู่ใต้ดิน ในขณะที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็ยังคงไปจ้าง "คนไทย" สแกนหน้าเปิดบัญชีม้าได้ตามปกติ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด แต่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างมหาศาล
1. คำนวณมูลค่าความสูญเสียของธนาคารที่เพิ่มขึ้น
ส่วนเพิ่มจากแรงงาน 1 ล้านคนใหม่:
เงินหมุนเวียนต่อเดือน: 1,000,000 \times 5,000 = \mathbf{5,000,000,000} บาท/เดือน (5,000 ล้านบาท)
ความสูญเสียที่เพิ่มขึ้นต่อปี: 5,000,000,000 \times 12 = \mathbf{60,000,000,000} บาท/ปี (6 หมื่นล้านบาท)
รวมความสูญเสียทั้งหมดของระบบธนาคารในปัจจุบัน (ประชากร 5.2 ล้านคน):
บัญชีหมาส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย..
ลองเปรียบเทียบให้ดูอัตราเงินเดือนข้างบนแล้วคุยกันขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อเดือน.. ถ้าคำนวณซ้ำอัตราเงินเดือนปกติข้างล่าง..
รายได้เฉลี่ย / คน / เดือนเงินหมุนเวียนต่อเดือนมูลค่าเงินหมุนเวียนที่หายไปต่อปี
8,000 บาท41,600 ล้านบาท499,200 ล้านบาท (เกือบ 5 แสนล้าน)
10,000 บาท (ค่าแรงขั้นต่ำจริง)52,000 ล้านบาท624,000 ล้านบาท (6.2 แสนล้าน)
12,000 บาท (ฝีมือ/งานก่อสร้าง)62,400 ล้านบาท748,800 ล้านบาท (เกือบ 7.5 แสนล้าน)
สรุปความหมายของตัวเลขเหล่านี้
ฐาน 8,000 บาท/เดือน:
เงินสดหลุดลงใต้ดินปีละ 5 แสนล้านบาท นี่คิดเป็นเกือบ 3% ของ GDP ประเทศไทย
ฐาน 10,000 บาท/เดือน (ระดับค่าแรงขั้นต่ำจริง):
ระบบธนาคารสูญเสียสภาพคล่องปีละ 6.2 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ถ้าอยู่ในระบบ แบงก์สามารถนำไปปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนให้ SMEs หรือภาคธุรกิจไทยขยายกิจการได้อีกหลายเท่าตัว
ฐาน 12,000 บาท/เดือน (ระดับช่างฝีมือ/ผู้รับเหมา):
ความสูญเสียเฉียด 7.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเข้าใกล้ 1 ใน 4 ของงบประมาณแผ่นดินรายปีของไทย
!