สายสุขภาพต้องรู้! ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ กินแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด
เทรนด์คนรักสุขภาพยังคงมาแรง การเลือกข้าวก็สำคัญ ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? มาเช็กคุณประโยชน์และดัชนีน้ำตาลเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกัน
เทรนด์คนรักสุขภาพยังคงมาแรง การเลือกข้าวก็สำคัญ ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? มาเช็กคุณประโยชน์และดัชนีน้ำตาลเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกัน
ทำความรู้จัก ‘ข้าวกล้อง’ และ ‘ข้าวไรซ์เบอรี่’ ข้าวดีของคนรักสุขภาพ
ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น "ข้าวขาว" ที่เคยเป็นอาหารหลักในทุกมื้อ จึงถูกทดแทนด้วยข้าวสายพันธุ์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า โดยสายพันธุ์ยอดนิยมที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอคือ ข้าวกล้อง และ ข้าวไรซ์เบอรี่ ทว่าข้าวทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของสายพันธุ์ รสสัมผัส และประโยชน์ต่อร่างกายที่เฉพาะเจาะจง
ข้าวกล้อง: แหล่งใยอาหารและวิตามินบีชั้นยอด
ข้าวกล้อง คือ ข้าวสารที่เอาส่วนเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าวและรำข้าวอยู่ รสสัมผัสจะมีความกรุบและต้องใช้เวลาเคี้ยวมากกว่าข้าวทั่วไป
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ข้าวกล้องเป็นแหล่งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทั้งยังมีใยอาหาร (Fiber) สูงกว่าข้าวขาวถึง 3 เท่า ซึ่งใยอาหารเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้อิ่มท้องได้นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
ข้าวไรซ์เบอรี่: สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อร่างกาย
สำหรับ "ข้าวไรซ์เบอรี่" (Riceberry) เป็นข้าวที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนคือเมล็ดข้าวจะมีสีม่วงเข้มไปจนถึงดำ ซึ่งสีม่วงเข้มนี้เป็นสารตามธรรมชาติที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ ผลการศึกษาด้านโภชนาการยังพบว่า ข้าวไรซ์เบอรี่มีสารอาหารจำพวกธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินอี และโฟเล็ตในปริมาณที่สูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงโลหิต ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
เทียบดัชนีน้ำตาลและพลังงาน แบบไหนตอบโจทย์ลดน้ำหนัก?
หากมองในมุมของการควบคุมน้ำหนักและการดูแลระดับน้ำตาลในเลือด ข้าวทั้งสองชนิดมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index หรือ GI) ที่แตกต่างกันเล็กน้อย
ข้าวกล้อง: มีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ระดับปานกลาง (ประมาณ 55-60)
ข้าวไรซ์เบอรี่: มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง (ประมาณ 62)
คุณลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ข้าวทั้งสองชนิดเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่รวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และลดความอยากอาหารระหว่างวันได้อย่างดีเยี่ยม
เลือกทานแบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?
คำตอบของคำถามที่ว่า "แบบไหนดีต่อสุขภาพกว่ากัน" จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางสุขภาพของแต่ละบุคคลเป็นหลัก
หากคุณต้องการเน้นเรื่อง ระบบขับถ่าย การได้รับวิตามินบี และประหยัดค่าใช้จ่าย ข้าวกล้องถือเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่ดีเยี่ยม
แต่หากคุณต้องการเน้นไปที่ การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ การบำรุงผิวพรรณ และการชะลอวัย ข้าวไรซ์เบอรี่จะตอบโจทย์ในจุดนี้ได้มากกว่า
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมปริมาณการทานให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อวัน และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลและยั่งยืน
ที่มา
สายสุขภาพต้องรู้! ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ กินแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด
สายสุขภาพต้องรู้! ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ กินแบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด
เทรนด์คนรักสุขภาพยังคงมาแรง การเลือกข้าวก็สำคัญ ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? มาเช็กคุณประโยชน์และดัชนีน้ำตาลเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกัน
เทรนด์คนรักสุขภาพยังคงมาแรง การเลือกข้าวก็สำคัญ ข้าวกล้อง กับ ข้าวไรซ์เบอรี่ แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? มาเช็กคุณประโยชน์และดัชนีน้ำตาลเพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดกัน
ทำความรู้จัก ‘ข้าวกล้อง’ และ ‘ข้าวไรซ์เบอรี่’ ข้าวดีของคนรักสุขภาพ
ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น "ข้าวขาว" ที่เคยเป็นอาหารหลักในทุกมื้อ จึงถูกทดแทนด้วยข้าวสายพันธุ์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า โดยสายพันธุ์ยอดนิยมที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอคือ ข้าวกล้อง และ ข้าวไรซ์เบอรี่ ทว่าข้าวทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันทั้งในแง่ของสายพันธุ์ รสสัมผัส และประโยชน์ต่อร่างกายที่เฉพาะเจาะจง
ข้าวกล้อง: แหล่งใยอาหารและวิตามินบีชั้นยอด
ข้าวกล้อง คือ ข้าวสารที่เอาส่วนเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าวและรำข้าวอยู่ รสสัมผัสจะมีความกรุบและต้องใช้เวลาเคี้ยวมากกว่าข้าวทั่วไป
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ข้าวกล้องเป็นแหล่งวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ทั้งยังมีใยอาหาร (Fiber) สูงกว่าข้าวขาวถึง 3 เท่า ซึ่งใยอาหารเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้อิ่มท้องได้นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ
ข้าวไรซ์เบอรี่: สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อร่างกาย
สำหรับ "ข้าวไรซ์เบอรี่" (Riceberry) เป็นข้าวที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ระหว่าง ข้าวเจ้าหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนคือเมล็ดข้าวจะมีสีม่วงเข้มไปจนถึงดำ ซึ่งสีม่วงเข้มนี้เป็นสารตามธรรมชาติที่เรียกว่า สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง
นอกจากนี้ ผลการศึกษาด้านโภชนาการยังพบว่า ข้าวไรซ์เบอรี่มีสารอาหารจำพวกธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินอี และโฟเล็ตในปริมาณที่สูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงโลหิต ชะลอความเสื่อมของเซลล์ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
เทียบดัชนีน้ำตาลและพลังงาน แบบไหนตอบโจทย์ลดน้ำหนัก?
หากมองในมุมของการควบคุมน้ำหนักและการดูแลระดับน้ำตาลในเลือด ข้าวทั้งสองชนิดมีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index หรือ GI) ที่แตกต่างกันเล็กน้อย
ข้าวกล้อง: มีค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ที่ระดับปานกลาง (ประมาณ 55-60)
ข้าวไรซ์เบอรี่: มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง (ประมาณ 62)
คุณลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ข้าวทั้งสองชนิดเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ ย่อยและดูดซึมเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่รวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และลดความอยากอาหารระหว่างวันได้อย่างดีเยี่ยม
เลือกทานแบบไหนดีต่อสุขภาพที่สุด?
คำตอบของคำถามที่ว่า "แบบไหนดีต่อสุขภาพกว่ากัน" จึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางสุขภาพของแต่ละบุคคลเป็นหลัก
หากคุณต้องการเน้นเรื่อง ระบบขับถ่าย การได้รับวิตามินบี และประหยัดค่าใช้จ่าย ข้าวกล้องถือเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่ดีเยี่ยม
แต่หากคุณต้องการเน้นไปที่ การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ การบำรุงผิวพรรณ และการชะลอวัย ข้าวไรซ์เบอรี่จะตอบโจทย์ในจุดนี้ได้มากกว่า
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมปริมาณการทานให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมต่อวัน และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลและยั่งยืน
ที่มา