JJNY : 5in1 ร้องไทยไม่ส่งตัวจีน│กมธ.พัฒนาการเมืองผิดหวัง│ภัณฑิลฉะโสภณ│‘หมอสุภัทร’เตรียมยื่นหลักฐาน│นิวซีแลนด์สั่นสะเทือน

องค์กรสิทธิสื่อเรียกร้องไทยไม่ส่งตัว นักข่าวจีนให้รัฐบาลจีนไปเสี่ยงชีวิต เหตุเคยเปิดโปงทุจริตของ CCP
https://prachatai.com/journal/2026/07/118073
.
.
"ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน" และ Safeguard Defenders ออกแถลงเรียกร้องไทยไม่ส่งตัว 'ไป๋ จ้าวตง' นักข่าวสืบสวนชาวจีนที่เคยเปิดโปงทุจริตของคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้กับทางรัฐบาลจีน เพราะเสี่ยงที่จะถูกรัฐบาลจีนทรมานและบังคับสารภาพในคดีที่เขาไม่ได้ก่อ พร้อมอนุญาตให้นักข่าวจีนรายนี้ได้เดินทางไปประเทศที่ 3 ที่ปลอดภัย 
.
เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.2569) องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน(Reporters Without Borders: RSF) และองค์กร Safeguard Defenders ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลไทยไม่ส่งตัวนักข่าวชาวจีนชื่อ ไป๋ จ้างตง (Bai Zhaodong) ให้กับรัฐบาลจีนเพราะเสี่ยงที่จะเกิดการบังคับสูญหายหรือการทรมาน ซึ่งขณะนี้ไป๋อยู่ภายใต้การควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์กักตัวคนเข้าเมืองสวนพลู กรุงเทพฯ
.
ไป๋เป็นนักข่าวที่ทำงานสืบสวนสอบสวนมา 25 ปี ล่าสุดทำงานให้กับนิตยสารการเงินชื่อดังของกรุงปักกิ่ง Caijin Magazine เขาเคยเปิดโปงเครือข่ายคอร์รัปชันและการฉ้อโกงทางการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและกิจกรรมทางการเงินผิดกฎหมายอื่น ๆ การสืบสวนดังกล่าวพัวพันทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) จำนวนมาก
.
จากเหตุดังกล่าวทำให้ไป๋ถูกเฝ้าติดตาม คุกคาม และกดดันอย่างต่อเนื่องจากทั้งเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาคและรัฐบาลกลาง ตลอดเส้นทางอาชีพการทำงาน และทางการจีนตอบโต้เขาจากการรายงานข่าวสืบสวนเกี่ยวกับคอร์รัปชันและการฉ้อโกงทางการเงินในมณฑลส่านซี โดยเขาเคยถูกตั้งข้อหาทางอาญา ถูกสอบสวน และถูกควบคุมตัวรวมแล้วถึง 6 ครั้ง
.
หลังจากไป๋สามารถหลบหนีออกจากจีนได้ตั้งแต่ 29 พ.ย.2566 ต่อมาเดือนกันยายน 2567 สำนักงานความมั่นคงสาธารณะเมืองอวิ๋นหลินได้ออกหมายจับตามมาด้วยข้อหากรรโชกทรัพย์ ไป๋ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าเป็นเพียงเรื่องที่ถูกสร้างขึ้น
 .
ทั้งนี้ทางการไทยเข้าขัดขวางไป๋ไม่ให้เดินทางย้ายไปประเทศที่ 3 ที่ปลอดภัยและควบคุมตัวไป๋ไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา 
อเล็กซานดรา เบียลาโควสกา (Aleksandra Bielakowska) ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์เชิงนโยบาย ประจำภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ของ RSF ได้เรียกร้องให้ทางการไทยอนุญาตให้ไป๋ ได้ย้ายไปยังประเทศที่ 3 ที่เขาเลือกและปฏิเสธคำขอใดๆ จากทางรัฐบาลจีน และไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความมุ่งมั่นต่อมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่เป็นที่ยอมรับ มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงของประเทศในเวทีโลก
.
ตัวแทน RSF ยังระบุต่อไปว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบอบการปกครองของจีนเป็นที่รู้จักในด้านการประหัตประหารนักข่าวอย่างเป็นระบบ และยังคงเป็นประเทศที่คุมขังผู้สื่อข่าวมากที่สุดในโลก โดยปัจจุบันมีนักข่าวถูกควบคุมตัวอยู่ 120 คน หากไป๋ถูกส่งกลับจีนจะต้องเผชิญความเสี่ยงร้ายแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย
.
ส่วนทางด้าน ลอรา ฮาร์ธ (Laura Harth) ผู้อำนวยการโครงการ China in the World ของ Safeguard Defenders ระบุว่า ทางการไทยต้องต้านทานแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลจีนที่ต้องการให้ควบคุมตัวและส่งกลับบุคคลเพื่อประหัตประหารทางการเมืองอย่างชัดเจน และต้องยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศที่ห้ามการทรมาน 
.
ลอรากล่าวถึงการประเมินด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและคำพิพากษาของศาลในประเทศประชาธิปไตยหลายแห่งต่างรายงานอย่างสม่ำเสมอถึง ‘สถานการณ์ความรุนแรงโดยทั่วไป’ ในระบบยุติธรรมและสถานที่ควบคุมตัวของจีน รวมทั้งการใช้การบังคับให้สูญหาย การทรมาน และการบังคับให้รับสารภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการตัดสินลงโทษที่สูงถึง 99.9% 
.
หลังจากการส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนโดยบังคับเมื่อปีที่ผ่านมา ประชาคมระหว่างประเทศต้องตระหนักว่า สิ่งที่กำลังเป็นเดิมพันไม่ใช่เพียงความเป็นอยู่ของไป๋และบุคคลอื่น ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วยลอราระบุ
.
ก่อนหน้านี้ RSF เคยออกรายงานรัฐบาลจีนมักใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าว ด้วยข้อกล่าวหาที่มีลักษณะคลุมเครือ เช่น “จารกรรม” “บ่อนทำลายรัฐ” หรือ “ก่อเรื่องทะเลาะวิวาทและสร้างความวุ่นวาย” ปัจจุบันมีนักข่าวถูกคุมขังในจีน 120 คน ทำให้จีนเป็น “เรือนจำสำหรับนักข่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก” 
.
อีกทั้งนักข่าวเหล่านี้มักถูกนำเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า Residential Surveillance at a Designated Location (RSDL) ซึ่งเป็นระบบควบคุมตัวเดี่ยวก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นานสูงสุดถึง 6 เดือน ในสถานที่ควบคุมตัวลับ ระบบดังกล่าวถูกกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหลายชุดระบุซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของการบังคับให้สูญหาย การควบคุมตัวโดยพลการ และการทรมานในตัวเอง

.
กมธ.พัฒนาการเมือง ผิดหวัง โกงสอบท้องถิ่น ไร้คืบหน้า ยังไม่มีแจ้งข้อหาใคร-สอบเส้นเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5808865
.
‘ภคมน’ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งเอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หลังคดีไร้ความคืบหน้า-ยังไม่มีข้อกล่าวหาใคร-ไม่มีการสืบเส้นเงิน ลั่น ยากที่จะเห็นปลายทาง
.
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงการประชุมเพื่อพิจารณาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้มีการเชิญตำรวจสอบสวนกลาง และตัวแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งจากการประชุมวันนี้เป็นที่น่าผิดหวังมาก เพราะหน่วยงานที่เข้าชี้แจงไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ซึ่งตอนนี้กระทรวงมหาดไทยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา และนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดูเด็ดขาด เรื่องนี้ต้องสาวให้ถึงต้นตอ แต่การพิจารณาของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ในวันนี้พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าและไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใครเลย นอกจาก 3 คนที่ได้เป็นข่าวไปแล้ว แม้แต่การออกหมายเรียกเข้ามาในฐานะพยานก็ยังไม่มี

นี่คือสิ่งที่น่าตกใจที่สุดที่วันนี้ล่วงเลยไปเกือบเดือนแล้ว การทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น เกิดอะไรขึ้น ทำไมยังไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีได้กับใครเลย และสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดในวันนี้ตัวแทนจาก ปปง. ยืนยันว่าไม่มีการส่งหนังสือใดๆ มาถึง ปปง. เพื่อขอสอบเส้นเงินเลย” น.ส.ภคมนกล่าว

น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า การทุจริตสอบในครั้งนี้มีความเสียหาย 4.5 พันล้านบาท วันนี้ ปปง.ยืนยันว่าทุกหน่วยงานที่แอ๊กชั่นต่อหน้าสื่อไม่มีใครขอเส้นทางการเงินมาเลย กลายเป็นว่าที่สาธารณะเห็นว่ามีความคืบหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ในทางคดีอาจจะไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เลย เพราะล่าช้ามาก ด้านตำรวจก็มีการยืนยันว่าไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาใคร กระทรวงมหาดไทยแจ้งแค่ฐานความผิดแต่ไม่ระบุตัวบุคคล ไม่ส่งข้อมูลใดให้ตำรวจเลย ดังนั้น ตนจึงคิดว่าน่าจะยากที่จะเห็นปลายทางของเรื่องนี้

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่มีมวยล้มต้มคนดู ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะมีความจริง เพราะเท่าที่พิจารณาในวันนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทุกหน่วยงานยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับใครเลย แม้แต่หมายเรียกเข้ามาเป็นพยานก็ไม่มี ทุกวันนี้ ป.ป.ช.ใช้วิธีการเชิญจากภาพที่ปรากฏออกมามีเจ้าพนักงานใส่ชุดสีกากีกำลังแก้ข้อสอบ จะไม่มีฐานความผิดได้อย่างไร เป็นฐานความผิดซึ่งหน้าอยู่แล้ว ตำรวจสามารถดำเนินการได้เลย ป.ป.ช.สามารถดำเนินการได้เลย แจ้งข้อกล่าวหาให้เป็นคดีได้เลย แต่วันนี้ไม่มี” น.ส.ภคมนกล่าว

น.ส.ภคมนกล่าวต่อว่า ตนขอตั้งคำถามว่าทำไมไม่กล้าเริ่ม ถ้าเริ่มเรื่องนี้จุดไฟสักจุดหนึ่งกลัวจะลามทุ่งใช่หรือไม่ วันนี้ มท.1 ต้องตอบให้ได้ว่าสิ่งที่แอ๊กชั่นมาทั้งหมดคืออะไร ทำไมเจ้าหน้าที่ที่เข้าชี้แจงวันนี้ถึงบอกว่าไม่มีการดำเนินคดีกับใครเลย และ ปปง.ก็ยังรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำเรื่องไปขอดูเส้นทางการเงิน เพื่อที่จะสืบเส้นทางการเงินได้ และที่สำคัญ ปปง.เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ทำไมวันนี้การทุจริตในระดับใหญ่ ถึงยังไม่มีการสืบเส้นเงิน ผ่านมา 1 เดือนแล้วเขาโยกย้ายกันไปถึงไหนแล้ว
.

.
ภัณฑิล ฉะ ‘โสภณ’ นักเคลม ไม่ได้ขยันเหมือนอวด ทำแต่เรื่องอื่นนอกจากงานในหน้าที่
https://www.matichon.co.th/politics/news_5809118
.
คนเขาเกลียดกันทั้งสภา! ‘ภัณฑิล’ ฉะ ‘โสภณ’ แถลงผลงาน 122 วัน เย้ย กฎหมาย 14 ฉบับ เป็นร่างที่รัฐบาลให้สภาฯ ยืนยัน ไม่ใช่ผลงานที่ประธานโอ้อวด ซัด หยุดทำงานรอง กลับมาทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ
.
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน แถลงภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร 122 วัน พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาประชาชนว่า การโฆษณาตัวเองของนายโสภณที่ระบุสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านจำนวน 14 ฉบับ มากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ เพราะเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับมายืนยันจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว จึงทำให้ร่างกฎหมายมีมากถึง 10 ฉบับ ซึ่งเป็นผลงานการกดปุ่มเห็นชอบของ ส.ส. ไม่ใช่ผลงานของนายโสภณ
.
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งยังเป็นร่างกฎหมายที่วุฒิสภาส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร และมีการตั้งกรรมาธิการร่วม ก็ไม่ใช่ผลงานของนายโสภณที่จะมาเคลมได้ และนายโสภณควรจะนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มในวันศุกร์ เพื่อพิจารณาญัตติรายงานที่ค้างการพิจารณา ซึ่งนายโสภณไม่ได้ขยันตามที่โม้โอ้อวด โฆษณาชวนเชื่อ
.
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ส่วนงานประกันอาคารรัฐสภา ที่หมดอายุลงเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ตนเคยอภิปรายไว้ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า บริษัท ซิโน-ไทยฯ ที่เป็นผู้รับเหมา ที่ผ่านมามีการซ่อมแซมและอ้างว่า มีการปรับเปลี่ยนอาคารและลักษณะการใช้งาน ซึ่งนายโสภณจะต้องออกมาชี้แจง อย่าบอกเพียงเป็นเรื่องของกฎหมาย เพราะไม่มีการให้ผู้รับเหมา เสียค่าใช้จ่าย แม้แต่บาทเดียวและขอให้มีการเปิดเผยว่า สภาฯ ได้มีการเคลมประกันใดบ้าง กับงบประมาณหลายหมื่นล้านที่ได้จ่ายไป เพราะเมื่อมีการซ่อมก็ต้องของบประมาณเพิ่มสำหรับซ่อมแซม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่