เงินเดือนเท่านี้...เสียภาษีเท่าไหร่ เหลือเข้ากระเป๋าจริงเท่าไหร่? หลายคนเพิ่งรู้ว่าการไม่วางแผน

หลายคนตั้งเป้าหมายว่า... "ปีนี้อยากเงินเดือนขึ้น"  "อยากมีรายได้มากขึ้น"
แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักลืมคิด คือ ยิ่งรายได้เพิ่ม ภาษีก็เพิ่มตาม หากไม่ได้วางแผนให้ดี เงินที่ควรอยู่ในกระเป๋าเรา อาจหายไปโดยไม่จำเป็น

ภาษีไม่ได้คิดจาก "เงินเดือน"
   หลายคนเข้าใจผิดว่า ภาษีคิดจากเงินเดือนทั้งก้อน จริง ๆ แล้ว ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดจาก "เงินได้สุทธิ"
ซึ่งก็คือ รายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย - ค่าลดหย่อนต่าง ๆ  = เงินได้สุทธิ

ถ้าไม่ใช้สิทธิลดหย่อนเลย จะเกิดอะไรขึ้น?
  สำหรับพนักงานประจำ หากไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม เช่น
    -  ประกันชีวิต
    -  กองทุน RMF / Thai ESG
    -  ดอกเบี้ยบ้าน
    -  ประกันสุขภาพ
    -  เงินบริจาค

ก็จะเหลือเพียง
    -  ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
    -  ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000 บาท)

หลังจากนั้น เงินได้สุทธิก็จะถูกนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได
    -  0 – 150,000 บาท : ยกเว้นภาษี
    -  150,001 – 300,000 บาท : 5%
    -  300,001 – 500,000 บาท : 10%
    -  500,001 – 750,000 บาท : 15%
    -  750,001 – 1,000,000 บาท : 20%
    -  1,000,001 – 2,000,000 บาท : 25%
    -  2,000,001 – 5,000,000 บาท : 30%
    -  มากกว่า 5 ล้านบาท : 35%

เงินเดือนสูงขึ้น ภาษีก็สูงขึ้น
  หลายคนอาจตกใจเมื่อเห็นว่า เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าเงินเข้ากระเป๋าจะเพิ่มในสัดส่วนเดียวกัน เพราะเมื่อรายได้เข้าสู่ฐานภาษีที่สูงขึ้น เงินส่วนที่เกินก็จะถูกคิดภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามขั้นบันได นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม คนที่มีรายได้สูง มักให้ความสำคัญกับการวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี

วางแผนภาษี ไม่ใช่การหนีภาษี
   หลายคนได้ยินคำว่า "ลดหย่อนภาษี" แล้วคิดว่าเป็นเรื่องของคนรวย แต่จริง ๆ แล้ว เป็น สิทธิที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้ผู้เสียภาษีใช้ได้อย่างถูกต้อง
หากใช้สิทธิลดหย่อนครบถ้วน ก็สามารถช่วยลดภาษีที่ต้องจ่ายได้ และทำให้มีเงินเหลือเก็บหรือลงทุนมากขึ้น

ที่มา Money Buffalo

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่