มีใครให้มากกว่านี้มั้ย น้ำตาลสะสม (HbA1C) 61.5% สูงที่สุดที่โลกเคยบันทึกไว้ในขณะนั้น

การตรวจน้ำตาลไม่ได้มีแต่วัดน้ำตาลที่ลอยไปลอยมาในเลือด (Fasting blood glucose) แต่รวมถึงการตรวจน้ำตาลสะสมที่เกาะที่โมเลกุลฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงด้วย เพราะมันช่วยดูเป็นเฉลี่ยๆ ตลอดช่วงเวลาประมาณ 3 เดือนได้ เอาง่ายๆ มารีบคุมอาหารใกล้ๆ ก่อนวันตรวจ ผลน้ำตาสะสมก็ไม่ค่อยโกหก

ซึ่งถ้ามีค่ามากกว่า 5.7 ก็เริ่มปกติแล้ว
เกิน 6.5 คือระดับเบาหวานแล้ว
เกิน 10-11 นี่คือสุดๆ แล้ว
แต่แต่แต่ มันไปได้มากกว่านั้นอีก

.

หญิง 56 ปี เป็นเบาหวานมา 10 ปี
ไม่ปรับพฤติกรรมใดๆ กินยาบ้าง ไม่กินยาบ้าง
สุดท้ายปรับมาฉีดอินซูลิน ก็ฉีดบ้าง ไม่ฉีดบ้าง

ครั้งสุดท้ายที่หมอเจอแกคือ 2 ปีที่แล้ว
น้ำตาลสะสมอยู่ที่ 11.8% ซึ่งก็ถือว่าสูงมากแล้ว

แล้วแกก็หายไปเลย
ไม่มาอีกเลย

.

แกกลับมา รพ. เพราะปัสสาวะบ่อยมาก
หิวน้ำบ่อยมากผิดปกติ แต่ไม่มีอาการอื่นๆ สติสตังก็ดี

แต่บุคลากรเห็นอาการแบบนี้ กับประวัติเบาหวานที่คุมไม่ดี นึกถึงน้ำตาลสูงแน่นอน เลยเจาะเลือดดู

.

น้ำตาลกลูโคส 782 mg/dl ซึ่งสูงมาก สูงในระดับที่ทำให้ความเข้มข้นเลือดสูงจน ดึงน้ำออกมาจากสมองจนเหี่ยวได้ แต่ดูแกก็ไม่มีอาการสมองอะไรเลย

ประเด็นคือน้ำตาลสะสม สูงถึง 61.5%
ไม่รู้ไปทำอะไรตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จาก 11.8% พุ่งมาเป็นเท่านั้น

ซึ่งห้องแล็บก็ repeat แล้วแน่นอนก็ได้แล็บนี้

คือปกติเราแทบไม่เจอน้ำตาลสะสมสูงกว่า 20% เลยค่ะ คือหายากมากๆ ดังนั้นทีมแพทย์พยายามหาสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้น้ำตาลสะสมสูง สารพัดเลย เช่น ขาดเหล็ก ขาด B12/folate ไตวาย ดื่มสุรา บิลิรูบินสูง ไม่มีม้าม ฯลฯ ก็ไม่เจอสาเหตุอะไรเลย

มีเพียงเรื่องขาดอินซูลินมา 2 ปีในสภาพเบาหวานที่แย่มากเท่านั้นเอง

.

สรุปคือเคสนี้ก็แอดมิด ฉีดอินซูลิน + รักษาอื่นๆ แต่เนื่องจากไม่ได้มีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลัน (DKA, HHS) เลย ทำให้ นอน รพ. 3 วัน จนผลน้ำตาลดีขึ้นแล้ว วางแผนการรักษาแบบจริงจังแล้วให้กลับบ้านค่ะ

.
.

เคสนี้ตัว case report ไม่บอกต่อว่า ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดไปถึงไหนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดใหญ่ อย่าง หัวใจ สมอง, หรือหลอดเลือดเล็กๆ อย่าง ไต ตา เส้นประสาท และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่น่าจะเป็นเยอะแล้วค่ะ

ดังนั้น อย่าปล่อยตัวเองให้ถึงจุดนี้เลยค่ะ
ถึงเวลาที่ต้องกินยา ควรกินจริงๆ
และ ‘ต้อง’ ปรับพฤติกรรมไปด้วยเสมอ
ทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เดี๋ยวผลตรวจดี
แพทย์จะลดยาเอง หลายเคสก็ลดยาจนไม่ต้องกินยาแล้ว กลับไปชีวิตตามปกติ เพราะพฤติกรรมสุขภาพเขาได้อยู่ติดตัวเขาไปแล้วค่ะ ทั้งการกิน และการออกกำลังกาย

ใครที่กลัวอยู่ก็ ไปตรวจสุขภาพนะคะ ระมัดระวังเรื่องการกิน และลุกไปออกกำลังกายจ้าาาาา

Tensia

ideaได้คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันรุ่นพี่ๆ ไม่ค่อยอยากไปตรวจสุขภาพกัน ถามว่าทำไม เค้าตอบ กลัวเจอ แต่ขอเถอะ ไปตรวจเถอะค่ะ พวกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มันไม่ตุยกันง่ายๆๆ แต่สุขภาพจะเสื่มลงเรื่อยๆ ระบบร้างกายเสื่อมแทบทุกระบบ คุณภาพชีวิตแย่มากๆ (คหสต.)

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่