เกิดอะไรขึ้นกับ Homeplus?
Homeplus คือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (อารมณ์เหมือนโลตัส บิ๊กซี บ้านเรา) ที่อยู่คู่คนเกาหลีมานาน แต่ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ศาลเพิ่งปัดตกแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแปลภาษาชาวบ้านคือ "อาการโคม่าหนักมากและเสี่ยงที่จะล้มละลาย" เพราะแบกหนี้ไม่ไหวและหาคนมาซื้อกิจการต่อไม่ได้
ขอปูพื้นก่อน ในเกาหลีใต้จะมี "บิ๊กทรี (Big 3)" ของวงการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Hypermarket) ที่เหมือนบิ๊กซีหรือโลตัสบ้านเรา ได้แก่
E-mart (อีมาร์ท) เบอร์ 1 ของวงการ เป็นของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ Shinsegae (เจ้าของเดียวกับห้างหรูหราอย่าง Shinsegae) มีสาขาเยอะที่สุดและแข็งแกร่งมาก ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 50% - 55%
Homeplus (โฮมพลัส) อดีตเบอร์ 2 ที่กำลังวิกฤต มีสาขาทั่วประเทศกว่า 130 แห่ง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาหนี้สินสะสม และปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ได้ช้า ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดค่อยๆ หดตัวลงมาเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% - 25%
Lotte Mart (ล็อตเต้มาร์ท) เบอร์ 3 เป็นของกลุ่มทุน Lotte ยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจตั้งแต่ขนมหวานไปจนถึงสวนสนุก ที่ช่วงหลังเริ่มตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ Homeplus ได้สำเร็จ เนื่องจากบริษัทแม่ (กลุ่ม Lotte) มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางและหนุนหลังอยู่ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% - 25%
ทั้ง 3 เจ้าโดนกฎหมายห้ามเปิด-ห้ามส่งของตอนดึก และบังคับปิดเดือนละ 2 วันเหมือนกันหมดครับ แต่ Homeplus สายป่านสั้นกว่าเพื่อนเลยออกอาการหนักสุด
## เพิ่มเติม
การที่ Homeplus ปรับตัวสู้แอปออนไลน์ไม่ได้ เกิดจากการเลือกจัดสรรงบลงทุนที่ผิดพลาดเพื่ออุ้มหนี้กองทุน ดังจะกล่าวในช่วงหลัง
ทำไม "กฎหมาย" ถึงตกเป็นจำเลย?
ปัญหาหลักมันมาจากกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 14 ปี ที่ชื่อว่า "กฎหมายควบคุมห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่"
เมื่อ 14 ปีก่อน รัฐบาลออกกฎหมายบังคับให้ห้างใหญ่ๆ ต้องปิดทำการเดือนละ 2 วัน (มักจะเป็นวันอาทิตย์) และห้ามเปิดขายหรือจัดส่งสินค้าในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด เพื่อหวังว่าชาวบ้านจะเดินไปซื้อของที่ "ตลาดสด" หรือ "ร้านโชห่วย" แถวบ้านแทน เป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนตัวเล็กตัวน้อย
แต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว! เดี๋ยวนี้คนหันไปสั่งของสดออนไลน์ผ่านแอปฯ (เช่น Coupang, Kurly) ซึ่งแอปพวกนี้ ไม่โดนกฎหมายข้อนี้ควบคุม พวกเขาสามารถรับออเดอร์ 24 ชั่วโมง และขับรถมา "ส่งของตอนเช้ามืด (Dawn Delivery)" ให้ลูกค้าได้สบายๆ
ในขณะที่แอปออนไลน์กอบโกยรายได้มหาศาล แต่ Homeplus กลับถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้สาขาของตัวเองแพ็คของส่งตอนดึกๆ พอจะสู้เรื่องออนไลน์ก็สู้ไม่ได้ ลูกค้าก็หาย รายได้ก็หด รัฐบาลพยายามจะแก้กฎหมายปลดล็อกให้ห้างใหญ่ทำได้บ้าง แต่กฎหมายก็ค้างเติ่งอยู่ในสภา จน Homeplus ขาดใจไปซะก่อน
## เพิ่มเติม
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการปรับเปลี่ยน "วันหยุดบังคับ" ได้เอง และมีการเริ่มบังคับใช้ไปแล้วในหลายพื้นที่เพื่อช่วยเหลือห้างค้าปลีก ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา เมืองใหญ่อย่าง แทกู (Daegu), ชองจู (Cheongju) และหลายเขตในกรุงโซล (เช่น เขตซอโชและทงแดมุน) ได้ปลดล็อกข้อบังคับนี้ โดยเปลี่ยนให้ห้างไปหยุดในวันธรรมดาแทน เพื่อให้สามารถรับลูกค้าและกอบโกยรายได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ได้อย่างเต็มที่
สรุปสั้นๆ คือ มันเป็นสงครามระหว่าง "กฎหมายยุคเก่า" กับ "พฤติกรรมคนยุคใหม่" ที่สุดท้ายห้างใหญ่อย่าง Homeplus ปรับตัวไม่ได้เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย จนกลายเป็นวิกฤตของทางบริษัท ดังนั้นปัญหาที่ Homeplus กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาเป็นห้างเล็ก แต่เกิดจากการเป็น "ห้างใหญ่ที่อุ้ยอ้าย" (มีต้นทุนการบริหารจัดการสูง มีพนักงานเยอะ มีพื้นที่สาขาขนาดใหญ่) พอโดนกฎหมายห้ามแข่งขันในเวลากลางคืน และโดนแอปพลิเคชันออนไลน์แย่งลูกค้ากลุ่มที่ซื้อของสดไป รายได้มหาศาลที่เคยหล่อเลี้ยงองค์กรขนาดใหญ่ระดับนี้จึงหายไป จนทำให้แบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว
##เพิ่มเติม
มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปี 2015 เมื่อกองทุน MBK Partners เข้าซื้อกิจการด้วยการกู้ยืมเงินมาซื้อ (Leveraged Buyout) และใช้กลยุทธ์ "ขายสินทรัพย์แล้วเช่ากลับ" (Sale and Leaseback) คือการที่ MBK นำสาขาทำเลทองของ Homeplus ไปขายทิ้งเพื่อเอาเงินสดมาจ่ายคืนหนี้กู้ยืมของกองทุนเอง ทำให้จากเดิมที่ Homeplus มีที่ดินและตึกเป็นของตัวเอง กลับต้องมาจ่าย "ค่าเช่า" มหาศาลในแต่ละเดือน ต้นทุนคงที่ตรงนี้ทำให้ไม่เหลือสภาพคล่องไปพัฒนาระบบสู้กับคู่แข่ง
แล้วแอพสั่งของออนไลน์ที่คนเกาหลีใช้มีอะไรบ้าง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Coupang (คูปัง)
คนเกาหลีสร้าง (บอม คิม) เน้นตลาดเกาหลี แต่ตัวบริษัทแม่จดทะเบียนตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ "สหรัฐอเมริกา" (Seattle) และเอาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) มีระบบจัดการคลังสินค้าที่ยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับ Amazon
Market Kurly (มาร์เก็ตเคอร์ลี่)
เป็นบริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติเกาหลีใต้แท้ๆ เป็นผู้บุกเบิกวงการ "ส่งของสดตอนเช้ามืด" เจ้าแรกๆ เน้นจุดขายเรื่องของพรีเมียม ออร์แกนิก และแพ็กเกจจิ้งสวยงาม
ส่วนแบ่งการตลาด (หมวดของสดและของใช้ในบ้านออนไลน์)
ข้อมูลผลสำรวจจาก Open Survey ล่าสุดในช่วงต้นปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า Coupang กินรวบตลาดไปแล้วแบบเบ็ดเสร็จ
Coupang: ครองสัดส่วนผู้ใช้งานหลักทะลุ 55.4% (เรียกว่าคนเกาหลีเกินครึ่งประเทศใช้คูปังซื้อของเข้าบ้าน)
Market Kurly: ตามมาห่างๆ ที่ประมาณ 8.6%
Naver Shopping: (แพลตฟอร์มของเว็บเบราว์เซอร์อันดับ 1 เกาหลี) ประมาณ 8.4%
Homeplus Mall: ห้างเดิมที่พยายามสู้ ได้ไปแค่ 5.6%
การส่งของ "เช้ามืด (Dawn Delivery)" คืออะไร? เหมือนบ้านเราไหม?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้อันนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่เลยครับ เพราะ "ไม่เหมือนกับ Grab หรือ LINE MAN บ้านเราเลย"
ในไทย ถ้าเราหิวตอนตี 2 เรากดสั่ง 7-Eleven หรือร้านข้าวต้ม ไรเดอร์จะขับมอเตอร์ไซค์มาส่งให้เราเดี๋ยวนั้นรับของกับมือ (นั่นคือ On-demand 24 ชม.) แต่ Dawn Delivery (ภาษาเกาหลีเรียกว่า 'แซบยอก แบซง') ไม่ใช่แบบนั้นครับ
โดยหลักๆ มันทำงานแบบนี้
คุณแม่บ้านหรือคนวัยทำงาน เลิกงานดึก กลับมาถึงห้องตอน 4 ทุ่ม นึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้เช้าไม่มีไข่ไก่ ไม่มีเนื้อหมูทำกับข้าวให้ลูกไปโรงเรียน
พวกเขาจะกดสั่งซื้อของสด (ผัก หมู นม ไข่) ผ่านแอป Coupang หรือ Kurly ก่อนเที่ยงคืน
หลังจากเที่ยงคืนเป็นต้นไป พนักงานคลังสินค้าจะจัดของลงกล่องเก็บความเย็น แล้วรถบรรทุกเล็กจะวิ่งกระจายของไปตามอพาร์ตเมนต์
ก่อน 7 โมงเช้า คนส่งของจะเอาลังกระดาษหรือถุงเก็บความเย็น ไปวางแหมะไว้หน้าประตูห้อง (คนเกาหลีส่วนใหญ่อยู่คอนโด/อพาร์ตเมนต์) ถ่ายรูปส่งเข้ามือถือว่าส่งแล้ว โดยไม่มีการเคาะประตูเรียกให้ตื่น
พอ 7 โมงเช้า คุณเปิดประตูห้องออกมา ก็จะเจอผักสดๆ เนื้อหมูเย็นๆ รออยู่หน้าห้อง พร้อมเอาไปทำอาหารเช้าได้ทันที
ทำไมถึงฮิตในเกาหลีแต่บ้านเรายังทำได้ยาก
ความปลอดภัยและสภาพอากาศ เกาหลีอากาศเย็นกว่าไทย วางหมูไว้หน้าห้อง 2-3 ชั่วโมงก็ไม่เน่า และที่สำคัญคือ "ของไม่หาย" วางทิ้งไว้หน้าประตูข้ามคืนก็ไม่มีใครขโมย
วัฒนธรรม Palli-Palli (เร็วๆ เข้า): คนเกาหลีใช้ชีวิตเร่งรีบมาก ทำงานเลิกดึก เสาร์อาทิตย์ก็อยากพักผ่อน ไม่อยากเสียเวลาไปเดินเข็นรถในห้าง ซื้อผ่านแอปประหยัดเวลากว่า
ปัญหาด้านแรงงาน การที่จะทำให้ระบบนี้เวิร์ค หมายความว่า ต้องมีคนงานนับหมื่นคนทำงานตั้งแต่เที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้าทุกวัน ทั้งคนแพ็กของในโกดังและคนขับรถส่งของ ซึ่งนำไปสู่ดราม่าเรื่องการใช้แรงงานหนักเกินไป (Overwork) และมีพนักงานจัดส่งหัวใจวายเสียชีวิตจากการอดนอนมาแล้วหลายราย จนสหภาพแรงงานต้องออกมาประท้วงบ่อยๆ
สรุปคือ การส่งของเช้ามืดของเกาหลี คือการ "สั่งก่อนนอน ตื่นมาของอยู่หน้าห้อง" ซึ่งมันตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเกาหลียุคใหม่มาก จนทำให้ห้างแบบดั้งเดิมที่โดนสั่งห้ามวิ่งรถตอนกลางคืนอย่าง Homeplus สู้ไม่ไหวนั่นเองครับ
รัฐบาลเกาหลีมีนโยบายช่วยเหลือคนส่งของรอบดึกอย่างไรบ้าง?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ประเด็นที่ซับซ้อนมาก เพราะความสะดวกสบายของผู้บริโภค แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและปัญหา "การทำงานหนักจนเสียชีวิต (Overwork/คาโรชิ)" ของพนักงานขนส่งครับ ปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้มีความพยายามแก้ปัญหาดังนี้
1. การกำหนดเพดานชั่วโมงทำงาน (เตรียมบังคับใช้ปี 2027)
ล่าสุดรัฐบาลเกาหลีใต้ พรรครัฐบาล และบริษัทขนส่ง ได้บรรลุข้อตกลงเพื่อจำกัดเวลาทำงานของพนักงานส่งของรอบดึกครับ
สถานการณ์ปัจจุบัน พนักงานมักจะทำงานเกิน 52 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำถึง 6 วันต่อสัปดาห์ (เพราะได้เงินตามรายชิ้น ยิ่งวิ่งเยอะยิ่งได้เงินเยอะ)
นโยบายใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 เป็นต้นไป พนักงานส่งของรอบดึกจะถูกจำกัดให้ทำงาน ไม่เกิน 46 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และทำงานได้สูงสุด 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อบังคับให้พนักงานได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
2.แต่... พนักงานส่งของกลับ "คัดค้าน" นโยบายนี้เสียเอง!
เรื่องที่น่าตกใจคือ นโยบายที่ออกมาเพื่อปกป้องแรงงาน กลับถูกคัดค้านอย่างหนักจากตัวพนักงานเอง
กลัวรายได้หด จากผลสำรวจของพนักงาน Coupang พบว่า กว่า 91.5% ไม่เห็นด้วยกับการจำกัดเวลาทำงาน เพราะพนักงานเหล่านี้มีสถานะเหมือน "ฟรีแลนซ์/ผู้รับเหมาอิสระ" ที่รับเงินตามจำนวนของที่ส่ง
วงจรอุบาทว์ของการรับงานซ้อน พนักงานสะท้อนความจริงที่น่าเศร้าว่า "ถ้าโดนบีบให้ลดเวลาทำงาน รายได้ก็ไม่พอใช้อยู่ดี สุดท้ายก็ต้องไปรับจ๊อบที่สอง หรือไม่ก็ต้องรีบเหยียบคันเร่งทำรอบให้ได้เท่าเดิมในเวลาที่น้อยลง ซึ่งยิ่งเสี่ยงอุบัติเหตุ"
3. คำพิพากษาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ (กรกฎาคม 2026)
นอกเหนือจากนโยบายรัฐแล้ว ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่งมีคำพิพากษาของศาลสูงกรุงโซลที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครับ
ศาลตัดสินให้พนักงานส่งของผ่านแอปพลิเคชัน (Platform worker) มีสถานะเป็น "ลูกจ้าง (Employee)" ตามกฎหมายแรงงาน หากบริษัทมีการใช้ GPS ติดตามและสั่งการ
ความหมายคือ ในอนาคตบริษัทอาจจะต้องรับผิดชอบสวัสดิการเต็มรูปแบบ เช่น เงินชดเชยเลิกจ้าง เงินชดเชยอุบัติเหตุจากการทำงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานกลุ่มนี้ได้มาก
4. สหภาพแรงงานต้านการปลดล็อกให้ห้างใหญ่
นี่คือเหตุผลที่สหภาพแรงงานออกมาประท้วงการที่รัฐบาลจะแก้กฎหมายให้ห้างใหญ่อย่าง Homeplus หรือ E-mart สามารถส่งของตอนเช้ามืดได้
ความกังวลของพนักงานห้าง Homeplus พวกเขามองว่าาจะต้องถูกบังคับให้ทำงานหนักและเสี่ยงอันตรายเหมือนพนักงานคลังสินค้าของ Coupang หรือ Kurly ทุกวันนี้ก็ทำงานหนักจนล้มป่วยหรือหัวใจวายกันเยอะแล้ว (มีข่าวออกมาเรื่อยๆ) ถ้าเปิดให้ห้างใหญ่ทำด้วย ก็เท่ากับ "ส่งเสริมให้คนทำงานหนักจนตาย" มากขึ้นไปอีก
จุดยืนของสหภาพแรงงานคือ แทนที่รัฐบาลจะไปแก้กฎหมายเพื่อ "เพิ่มจำนวนคนที่ต้องมาเสี่ยงตายจากการทำงานกะดึก" (ด้วยการลากพนักงานห้างใหญ่เข้ามาร่วมวงด้วย) รัฐบาลควรจะไปโฟกัสที่การควบคุมแอปฯ อย่าง Coupang ให้ดูแลพนักงานให้ดีกว่านี้เสียก่อน
สรุปคือ รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาโดยบอกว่า "ลดเวลาทำงานลงสิ จะได้ไม่ตาย" แต่พนักงานและโลกแห่งความเป็นจริงสวนกลับว่า "ถ้าลดเวลาทำงาน เงินก็ไม่พอใช้ และอาจจะอดตายแทน" มันจึงเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสังคมเกาหลีใต้ในเวลานี้
ถาม gemini สรุปข่าวมาให้ ส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้ติดตามวงการนี้เท่าไหร่ ใครมีความเห็นหรือเคยมีประสบการณ์ แชร์ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนได้นะ

ภาพ smarttoday
ที่มา:
Newsis smarttoday heraldcorp
วิกฤตค้าปลีกเกาหลีใต้: 'Homeplus' เสี่ยงล้มละลาย หลังพ่ายสงคราม E-commerce และข้อจำกัดทางกฎหมาย
Homeplus คือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (อารมณ์เหมือนโลตัส บิ๊กซี บ้านเรา) ที่อยู่คู่คนเกาหลีมานาน แต่ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา ศาลเพิ่งปัดตกแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งแปลภาษาชาวบ้านคือ "อาการโคม่าหนักมากและเสี่ยงที่จะล้มละลาย" เพราะแบกหนี้ไม่ไหวและหาคนมาซื้อกิจการต่อไม่ได้
ขอปูพื้นก่อน ในเกาหลีใต้จะมี "บิ๊กทรี (Big 3)" ของวงการห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Hypermarket) ที่เหมือนบิ๊กซีหรือโลตัสบ้านเรา ได้แก่
E-mart (อีมาร์ท) เบอร์ 1 ของวงการ เป็นของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ Shinsegae (เจ้าของเดียวกับห้างหรูหราอย่าง Shinsegae) มีสาขาเยอะที่สุดและแข็งแกร่งมาก ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 50% - 55%
Homeplus (โฮมพลัส) อดีตเบอร์ 2 ที่กำลังวิกฤต มีสาขาทั่วประเทศกว่า 130 แห่ง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาหนี้สินสะสม และปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ได้ช้า ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดค่อยๆ หดตัวลงมาเรื่อยๆ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% - 25%
Lotte Mart (ล็อตเต้มาร์ท) เบอร์ 3 เป็นของกลุ่มทุน Lotte ยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจตั้งแต่ขนมหวานไปจนถึงสวนสนุก ที่ช่วงหลังเริ่มตีตื้นขึ้นมาหายใจรดต้นคอ Homeplus ได้สำเร็จ เนื่องจากบริษัทแม่ (กลุ่ม Lotte) มีเครือข่ายธุรกิจที่กว้างขวางและหนุนหลังอยู่ ส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% - 25%
ทั้ง 3 เจ้าโดนกฎหมายห้ามเปิด-ห้ามส่งของตอนดึก และบังคับปิดเดือนละ 2 วันเหมือนกันหมดครับ แต่ Homeplus สายป่านสั้นกว่าเพื่อนเลยออกอาการหนักสุด
## เพิ่มเติม
การที่ Homeplus ปรับตัวสู้แอปออนไลน์ไม่ได้ เกิดจากการเลือกจัดสรรงบลงทุนที่ผิดพลาดเพื่ออุ้มหนี้กองทุน ดังจะกล่าวในช่วงหลัง
ทำไม "กฎหมาย" ถึงตกเป็นจำเลย?
ปัญหาหลักมันมาจากกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 14 ปี ที่ชื่อว่า "กฎหมายควบคุมห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่"
เมื่อ 14 ปีก่อน รัฐบาลออกกฎหมายบังคับให้ห้างใหญ่ๆ ต้องปิดทำการเดือนละ 2 วัน (มักจะเป็นวันอาทิตย์) และห้ามเปิดขายหรือจัดส่งสินค้าในช่วงกลางคืนถึงเช้ามืด เพื่อหวังว่าชาวบ้านจะเดินไปซื้อของที่ "ตลาดสด" หรือ "ร้านโชห่วย" แถวบ้านแทน เป็นการช่วยกระจายรายได้ให้คนตัวเล็กตัวน้อย
แต่ในปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว! เดี๋ยวนี้คนหันไปสั่งของสดออนไลน์ผ่านแอปฯ (เช่น Coupang, Kurly) ซึ่งแอปพวกนี้ ไม่โดนกฎหมายข้อนี้ควบคุม พวกเขาสามารถรับออเดอร์ 24 ชั่วโมง และขับรถมา "ส่งของตอนเช้ามืด (Dawn Delivery)" ให้ลูกค้าได้สบายๆ
ในขณะที่แอปออนไลน์กอบโกยรายได้มหาศาล แต่ Homeplus กลับถูกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้สาขาของตัวเองแพ็คของส่งตอนดึกๆ พอจะสู้เรื่องออนไลน์ก็สู้ไม่ได้ ลูกค้าก็หาย รายได้ก็หด รัฐบาลพยายามจะแก้กฎหมายปลดล็อกให้ห้างใหญ่ทำได้บ้าง แต่กฎหมายก็ค้างเติ่งอยู่ในสภา จน Homeplus ขาดใจไปซะก่อน
## เพิ่มเติม
ในทางปฏิบัติ รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจตามกฎหมายในการปรับเปลี่ยน "วันหยุดบังคับ" ได้เอง และมีการเริ่มบังคับใช้ไปแล้วในหลายพื้นที่เพื่อช่วยเหลือห้างค้าปลีก ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา เมืองใหญ่อย่าง แทกู (Daegu), ชองจู (Cheongju) และหลายเขตในกรุงโซล (เช่น เขตซอโชและทงแดมุน) ได้ปลดล็อกข้อบังคับนี้ โดยเปลี่ยนให้ห้างไปหยุดในวันธรรมดาแทน เพื่อให้สามารถรับลูกค้าและกอบโกยรายได้ในวันเสาร์-อาทิตย์ได้อย่างเต็มที่
สรุปสั้นๆ คือ มันเป็นสงครามระหว่าง "กฎหมายยุคเก่า" กับ "พฤติกรรมคนยุคใหม่" ที่สุดท้ายห้างใหญ่อย่าง Homeplus ปรับตัวไม่ได้เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย จนกลายเป็นวิกฤตของทางบริษัท ดังนั้นปัญหาที่ Homeplus กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากการที่พวกเขาเป็นห้างเล็ก แต่เกิดจากการเป็น "ห้างใหญ่ที่อุ้ยอ้าย" (มีต้นทุนการบริหารจัดการสูง มีพนักงานเยอะ มีพื้นที่สาขาขนาดใหญ่) พอโดนกฎหมายห้ามแข่งขันในเวลากลางคืน และโดนแอปพลิเคชันออนไลน์แย่งลูกค้ากลุ่มที่ซื้อของสดไป รายได้มหาศาลที่เคยหล่อเลี้ยงองค์กรขนาดใหญ่ระดับนี้จึงหายไป จนทำให้แบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว
##เพิ่มเติม
มีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นในปี 2015 เมื่อกองทุน MBK Partners เข้าซื้อกิจการด้วยการกู้ยืมเงินมาซื้อ (Leveraged Buyout) และใช้กลยุทธ์ "ขายสินทรัพย์แล้วเช่ากลับ" (Sale and Leaseback) คือการที่ MBK นำสาขาทำเลทองของ Homeplus ไปขายทิ้งเพื่อเอาเงินสดมาจ่ายคืนหนี้กู้ยืมของกองทุนเอง ทำให้จากเดิมที่ Homeplus มีที่ดินและตึกเป็นของตัวเอง กลับต้องมาจ่าย "ค่าเช่า" มหาศาลในแต่ละเดือน ต้นทุนคงที่ตรงนี้ทำให้ไม่เหลือสภาพคล่องไปพัฒนาระบบสู้กับคู่แข่ง
แล้วแอพสั่งของออนไลน์ที่คนเกาหลีใช้มีอะไรบ้าง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
การส่งของ "เช้ามืด (Dawn Delivery)" คืออะไร? เหมือนบ้านเราไหม?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รัฐบาลเกาหลีมีนโยบายช่วยเหลือคนส่งของรอบดึกอย่างไรบ้าง?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ถาม gemini สรุปข่าวมาให้ ส่วนตัวก็ไม่ค่อยได้ติดตามวงการนี้เท่าไหร่ ใครมีความเห็นหรือเคยมีประสบการณ์ แชร์ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนได้นะ
ภาพ smarttoday
ที่มา: Newsis smarttoday heraldcorp