อยากสอบถามพี่ๆเพื่อนๆทุกคนเกี่ยวกับการผ่าตัดกระเพาะค่ะ
เรื่องมีอยู่ว่า เราเป็นคนอ้วน น้ำหนัก 89 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร เราอ้วนมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามลดน้ำหนักมาตลอด ทั้งออกกำลังกาย ทำ IF ควบคุมอาหาร ลดของทอด ของมัน และอาหารที่ทำให้อ้วน งดทุกอย่าง ทั้งขนมและน้ำอัดลม อีกทั้งปกติเราก็เป็นคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้เลย ทั้งน้ำหนักและรูปร่างแทบไม่เปลี่ยนแปลง น้ำหนักที่เคยลดลงไป 2 กิโลกรัม ก็กลับขึ้นมาอีกทั้งที่เราเป็นคนกินน้อยกินแค่นิดเดียวก็อิ่มแล้วเราตั้งใจกับการลดน้ำหนักมาก พยายามมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ศึกษาหาข้อมูลและพยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างจริงจังมาตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องประจำเดือนไม่มา เดิมทีประจำเดือนก็มาไม่ค่อยสม่ำเสมออยู่แล้ว บางครั้ง 2–3 เดือนถึงจะมาสักครั้ง แต่ตอนนี้ประจำเดือนไม่มาเลยนานถึง 3–4 ปีแล้ว สุขภาพร่างกายของเราก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีอาการปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดหัวด้านขวา เหมือนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ และเหนื่อยง่ายมาก ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนก็รู้สึกเหนื่อย บางครั้งถึงขั้นนอนไม่ได้ ต้องนั่งหลับแทนจนช่วงหลังๆ เราเริ่มศึกษาว่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองมีสาเหตุมาจากอะไร จึงพบว่าปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากความอ้วน รวมถึงความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราพยายามลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ ทั้งควบคุมอาหาร ทำทุกวิถีทาง ออกกำลังกายตามเทรนเนอร์ใน YouTube และเข้าไปขอคำแนะนำจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกาย เราจริงจังกับการลดน้ำหนักมาตลอดกว่า 10 ปี และพยายามอย่างหนักจริงๆ
ยอมรับว่าตลอดช่วงเวลานั้น เราทั้งเครียดและเป็นโรคซึมเศร้า เพราะตั้งแต่เด็กเราถูกบูลลี่เรื่องความอ้วน เพื่อนไม่ค่อยอยากคบ ชอบล้อและแกล้งเพียงเพราะเราอ้วน มีคำพูดที่คอยลดทอนคุณค่าของเราอยู่เสมอแม้แต่ตอนสมัครงาน หลายที่ก็ไม่รับเพราะเราอ้วน บางครั้งถึงขั้นถูกให้ออกจากงานเพราะความอ้วนด้วย เรารู้ตัวดีว่าเราอ้วน และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราพยายามลดน้ำหนักอย่างจริงจังมาตลอด เราพยายามจริงๆนะ
เราไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร จึงตัดสินใจว่าคงถึงเวลาที่ต้องไปปรึกษาคุณหมอ เราเลือกไปปรึกษาเรื่องการผ่าตัดกระเพาะ เพราะมองว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกสำหรับเรา หลังจากที่พยายามลดน้ำหนักมาอย่างหนักเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เราเดินทางไปปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของจังหวัด เราตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อมารอรถเข้าเมือง เพราะเราอยู่ต่างอำเภอ ต้องใช้เวลารอรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง กว่ารถจะมาก็ประมาณ 7 โมงกว่า
หลังจากนั้น เราต้องรอคิวพบคุณหมอเกือบทั้งวัน จนได้เข้าพบตอนประมาณ 15.00 น. และกว่าจะตรวจเสร็จก็ประมาณ 17.00 น. ซึ่งตอนนั้นรถกลับบ้านหมดแล้ว ทำให้เราไม่สามารถเดินทางกลับได้ จึงต้องเช่าห้องพักคืนละ 490 บาท ซึ่งราคานี้ก็เป็นราคาที่ลดแล้ว
เราก็ไม่มีมีต้นทุนมากนักอ่ะ เราตกงานมาจะครึ่งปีแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับเพราะ รูปร่างหน้าตาไม่ดี
(อันนี้HRหลายที่พูดแบบนั้นนะว่า รู้ไหมตลาดแรงงานไม่มีที่ไหนอยากรับคนอ้วนเข้ามาทำงานหรอก? ทุกบริษัทน้อยมากๆที่จะรับคนอ้วนเข้ามาทำงาน ต่อให้เก่งแต่ไหนจบนอกก็เท่านั้น ถ้าหน้าตาไม่ดียิ่งอ้วนแล้วนี้ หมดสิทธิเลยนะ)
สำหรับบางคนเงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากแต่สำหรับเรามันเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างหนักเพราะเราแทบไม่มีเงินเลยแต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยอมเสียทั้งเวลาและเสียทั้งเงิน เพราะเราอยากรักษาตัวเองจริงๆ และอยากหายจากปัญหาที่เป็นอยู่จริงๆ เราอยากมาปรึกษาคุณหมอจริงๆ เพราะหวังว่าจะได้รับคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม แต่สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากกว่าเดิม จนเกือบร้องไห้ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เราได้เข้าพบคุณหมอ
วันนั้นภายในห้องตรวจมีคนไข้อยู่ทั้งหมด 3 คน และมีนักศึกษาแพทย์ที่มาฝึกงาน 1 คน โดยนักศึกษาแพทย์จะเป็นผู้เลือกเคสคนไข้ทั้ง 3 คน เพื่อนำเสนอให้อาจารย์แพทย์ฟัง ซึ่งเคสของเราถูกเลือกเป็นเคสแรก ต้องบอกก่อนว่านักศึกษาแพทย์แทบไม่ได้พูดอะไรกับเราเลย เขาเพียงนำใบประวัติที่พยาบาลซักถามและบันทึกข้อมูลของเราไว้ ส่งให้อาจารย์หมอดูเท่านั้น
แต่สิ่งที่อาจารย์หมอท่านนี้พูดกับเรา มันค่อนข้างแรงสำหรับเรามากหลังจากที่ท่านเปิดดูประวัติของเราเพียงแค่ครู่เดียว ก็พูดขึ้นมาว่า "โอเค รู้แล้ว" แล้วก็บอกเราว่า "ต่อให้ลดมา 10 ปีก็ไม่ผอมหรอก ถ้ายังกินแบบนี้"เราขอเล่าโดยสรุปประมาณนี้นะ เพราะจริงๆ แล้วมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก คุณหมอบอกว่าเรากินผิดวิธีไม่ยอมออกกำลังกายต่อให้กินคีโตกินวีแกนหรือลดน้ำหนักยังไงก็ไม่มีทางผอม
แต่สิ่งที่เรารู้สึกเสียใจคือ อาจารย์หมอแทบไม่ได้รับฟังอะไรจากเราเลย ท่านไม่ได้อ่านรายละเอียดในประวัติว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร ผ่านอะไรมาบ้าง หรือเคยพยายามทำอะไรมาแล้วบ้าง และก็ไม่ได้ซักถามประวัติของเราเพิ่มเติมเลย
พอเริ่มตรวจ ท่านก็พูดอธิบายและสรุปทันที เหมือนตัดสินไปแล้วว่าเราทำทุกอย่างผิด ทั้งไม่ยอมออกกำลังกาย และกินอาหารไม่ถูกวิธี สิ่งที่คุณหมอพูดทั้งหมด ไม่ตรงกับข้อมูลที่เราแจ้งพยาบาลไว้เลย เขาเอาแต่บอกว่าสิ่งที่เราทำมันผิดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดในประวัติของเราอย่างจริงจัง แต่กลับตัดสินเราไปแล้วว่าเราทำทุกอย่างผิด
พอเราแย้งว่า"ไม่ใช่นะคะ หนูออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3–4 วัน วันละประมาณ 30 นาที หนูเริ่มจากการเดินช้าๆ แล้วค่อยเดินเร็ว จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ นอกจากนี้ยังยกดัมเบล เล่นโยคะ และควบคุมอาหารมาตลอด กินในปริมาณที่น้อยลง เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น รวมถึงกินเวย์โปรตีนที่เป็นนมจากเซเว่นด้วย"
เราพยายามอธิบายรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารแต่คุณหมอไม่เปิดโอกาสให้เราได้อธิบายเลย เพราะสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ทำแบบส่งๆ แต่เราศึกษามาอย่างจริงจัง
เราพยายามอธิบายรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้เกิดจากการเดาสุ่มหรือทำตามความรู้สึก แต่เราศึกษามาอย่างจริงจัง ทั้งจาก YouTube กลุ่มใน Facebook กลุ่มใน TikTok รวมถึง Blogger ที่อยู่ในสายลดน้ำหนัก เราเรียนรู้จากประสบการณ์และคำแนะนำของหลายๆคน แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง
เราจริงจังกับการลดน้ำหนักมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์หมอก็ยังบอกว่าสาเหตุที่เราลดน้ำหนักไม่ได้เป็นเพราะเราทำทุกอย่างผิด ใช้วิธีผิด และบอกว่าเรา "กินอาหารพิสดาร ไม่กินแบบคนปกติ" ซึ่งประโยคนี้ท่านพูดซ้ำประมาณ 3–4 ครั้ง พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเรา "ขี้เกียจออกกำลังกาย" ทั้งที่ในความเป็นจริง เราพยายามอธิบายทุกอย่างที่เราทำ และสิ่งที่ท่านพูดก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราได้ปฏิบัติมาตลอดเลย
พอเราพยายามอธิบายว่า"ไม่ใช่นะคะ หนูก็กินอาหารปกติค่ะ แต่แค่ควบคุมปริมาณอาหารให้น้อยลง" แต่คุณหมอแทบไม่เปิดโอกาสให้เราอธิบายเลย เหมือนท่านตัดสินเราไปแล้วว่า สาเหตุที่เราอ้วนเป็นเพราะตัวเราเอง เพราะเรากินผิด ใช้ชีวิตผิด และทำทุกอย่างผิด
จากนั้นท่านก็พูดกับเราว่า"ไม่เชื่อก็แล้วแต่ อยากจะทำแบบเดิมก็ตามใจ กินอาหารแบบผิดๆ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูก ก็ทำต่อไป เชื่อในสิ่งที่ผิดๆ ก็ทำในสิ่งที่ผิดต่อไป" คำพูดเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนสิ่งที่เราพยายามมาตลอดหลายปี ถูกตัดสินว่าไม่มีค่า ทั้งที่เราแทบไม่มีโอกาสอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆเลย
เรารู้สึกว่า พอคุณหมอทราบว่าเรามาปรึกษาเรื่องการผ่าตัดกระเพาะ ท่านก็มองเราในแง่ลบทันที สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากคือ ท่านถึงกับวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตัวของเรา (เดี๋ยวเราจะแนบรูปชุดที่เราใส่ไปโรงพยาบาลให้ดู)
คุณหมอพูดประมาณว่า"เนี่ย ก็ดูการแต่งตัวเขาสิ คงไม่เคยออกแดดหรอก คนแบบนี้นะ คิดว่าจะออกกำลังกายเหรอ ไม่ออกกำลังกายหรอก" ซึ่งคำพูดนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ท่านยังไม่รู้จักวิถีชีวิตของเราเลย
เราจึงตอบไปว่า"ไม่ใช่นะคะหนูออกแดดบ่อยมากค่ะหนูทำงานกลางแดดบ่อยมากๆค่ะ" แต่หลังจากที่เราพูดคุณหมอก็ทำสีหน้าไม่พอใจใส่เราจริงๆแล้วเราไม่ได้ตั้งใจจะโต้แย้งหรือเถียงคุณหมอเลย เราแค่อยากอธิบายข้อเท็จจริงของตัวเองเท่านั้น แต่ในความรู้สึกของเรา เหมือนคุณหมอได้ตัดสินเราไปแล้วตั้งแต่แรก ว่าเราเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายและดูแลตัวเองไม่ดี ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น
ระหว่างที่อยู่ในห้องตรวจ เราสังเกตว่าพอคุณหมอหันไปพูดคุยกับคนไข้อีกคนหนึ่ง ซึ่งมาปรึกษาเรื่องประจำเดือนไม่มาเพราะความอ้วน คุณหมอพูดคุยกับเขาดีมาก ใช้น้ำเสียงและท่าทีที่แตกต่างจากตอนคุยกับเราอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอหันกลับมาคุยกับเรา คุณหมอกลับมีแต่คำพูดในลักษณะเหน็บแนมและตัดสินเรา คุณหมอบอกกับเราว่า เกณฑ์ของเราไม่ถึง ไม่มีสิทธิ์ผ่าตัด และไม่มีทางได้ผ่าตัดหรอก นอกจากนี้ คุณหมอยังพูดอีกว่า"ต่อให้มีเงินไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชน เสีย 7–8 แสนบาท มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผอมหรอก"
คำพูดเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเสียใจมาก เพราะเราตั้งใจมาปรึกษาเพื่อหาทางรักษา ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาตัดสินหรือลดทอนความพยายามที่เรามีมาตลอด ตอนนั้นในใจเราคิดเลยว่า "อะไรวะ" เรามาปรึกษาหมอ ไม่ได้มาขอให้ใครซ้ำเติมก็เพราะเราพยายามลดน้ำหนักมาแล้วกว่า 10 ปี แต่มันไม่ประสบความสำเร็จ เราถึงตัดสินใจมาหาหมอ มาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหวังว่าจะได้รับคำแนะนำหรือทางออกที่เหมาะสม
เชื่อไหมว่า ณ ตอนนั้น เราแทบจะร้องไห้ พอเดินออกจากห้องตรวจมา สติเราหลุดไปเลยจริงๆแล้วในห้องตรวจ คุณหมอพูดกับเราอีกหลายอย่างมาก แต่ละคำที่พูดค่อนข้างแรงสำหรับเราและหลายประโยคก็เป็นคำพูดในลักษณะเสียดสี เหมือนดูถูกและตัดสินเรา
เราผิดตรงไหนเหรอคะ...
เราแค่มาปรึกษาเรื่องความอ้วนเท่านั้นเอง เรายังบอกคุณหมอด้วยว่า"หนูก็ไม่ได้อยากจะผ่าตัดกระเพาะนะคะ"เรายังบอกคุณหมอไปด้วยว่าเราไม่ได้อยากผ่าตัดกระเพาะเพราะไม่ได้อยากจะลดน้ำหนักให้มันเร็วๆหรือใช้ทางลัด แต่ที่มาปรึกษาเพราะว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพและอยากหาทางรักษา
เราพูดกับคุณหมอไปแบบนั้น แต่ท่านก็ยังคงพูดเหน็บแนมเราอยู่เหมือนเดิม ตอนที่เราออกมานั่งรอรับยา ในหัวเราคิดวนอยู่ตลอดว่า"ทำไมเขาถึงพูดกับเราแบบนั้นวะ"ตอนนั้นเราอยากร้องไห้มาก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราพยายามลดน้ำหนักอย่างเต็มที่พยายามทุกวิถีทางเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ แต่ความรู้สึกที่เราได้รับในวันนั้น เหมือนความพยายามทั้งหมดของเราไม่มีความหมายเลยสำหรับอาจารย์หมอคนนี้สิ่งที่เราทำมาตลอดหลายปีเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระเป็นสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่มีคุณค่า
มันทำให้เรารู้สึกเหมือนความพยายามตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ถูกลดทอนคุณค่าลงจนไม่เหลืออะไรเลยจริงๆแล้ว เราไม่ได้อยากออกมาเล่าหรือกล่าวโทษคุณหมอ เพราะเราก็เข้าใจว่าท่านเป็นแพทย์ ท่านคงเรียนมาเยอะมีความรู้มากกว่าพวกเราอยู่แล้วความรู้ของเราคงเทียบกับท่านไม่ได้แต่สิ่งที่เรารู้สึกในตอนนี้ คือความเสียใจ ความเครียด และความเศร้า เราเป็นคนอ้วน ซึ่งก็รู้ดีว่าในสังคม คนอ้วนมักถูกมองหรือถูกตัดสินอยู่แล้วหลายคนไม่ได้ชอบคนอ้วนและเราเองก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด
ทั้งที่เราตั้งใจลดน้ำหนักจริงๆ เราพยายามอย่างเต็มที่และพยายามมาตลอดหลายปี แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอกับการถูกลดทอนคุณค่า จากคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ความรู้สึกของเราคือ ความพยายามทั้งหมดที่เราทุ่มเทมาตลอด เหมือนไม่มีความหมายเลย และตัวตนของเราก็ถูกลดคุณค่าลง ทั้งที่สิ่งเดียวที่เราต้องการ คือการเข้ามาปรึกษาและหาทางรักษาปัญหาสุขภาพของตัวเองเท่านั้น
เราก็เข้าใจนะว่าในสังคมทุกวันนี้คนอ้วนมักจะถูกมองในแง่ลบอยู่แล้วหลายคนก็มีอคติกับคนอ้วนเราเองก็เคยโดนบูลลี่เรื่องความอ้วนมาตลอดเราเข้าใจดีว่าโลกมันเป็นแบบนี้บางครั้งเราก็รู้สึกว่าถ้าใครหน้าตาดีหรือรูปร่างดีโลกก็มักจะใจดีกับคนคนนั้นมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้น เราก็มีความตั้งใจจริงๆที่อยากจะลดน้ำหนักเราพยายามมาตลอดและพยายามอย่างเต็มที่ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆเราจะเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินและเดินทางไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทำไม
ปรึกษาคุณหมอผ่าตัดกระเพาะที่ #รพ.มหาราช
เรื่องมีอยู่ว่า เราเป็นคนอ้วน น้ำหนัก 89 กิโลกรัม ส่วนสูง 158 เซนติเมตร เราอ้วนมานานกว่า 10 ปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามลดน้ำหนักมาตลอด ทั้งออกกำลังกาย ทำ IF ควบคุมอาหาร ลดของทอด ของมัน และอาหารที่ทำให้อ้วน งดทุกอย่าง ทั้งขนมและน้ำอัดลม อีกทั้งปกติเราก็เป็นคนที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้วด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่สามารถลดน้ำหนักได้เลย ทั้งน้ำหนักและรูปร่างแทบไม่เปลี่ยนแปลง น้ำหนักที่เคยลดลงไป 2 กิโลกรัม ก็กลับขึ้นมาอีกทั้งที่เราเป็นคนกินน้อยกินแค่นิดเดียวก็อิ่มแล้วเราตั้งใจกับการลดน้ำหนักมาก พยายามมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ศึกษาหาข้อมูลและพยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างจริงจังมาตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เรายังมีปัญหาเรื่องประจำเดือนไม่มา เดิมทีประจำเดือนก็มาไม่ค่อยสม่ำเสมออยู่แล้ว บางครั้ง 2–3 เดือนถึงจะมาสักครั้ง แต่ตอนนี้ประจำเดือนไม่มาเลยนานถึง 3–4 ปีแล้ว สุขภาพร่างกายของเราก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีอาการปวดกระดูก ปวดหลัง ปวดหัวด้านขวา เหมือนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ และเหนื่อยง่ายมาก ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนก็รู้สึกเหนื่อย บางครั้งถึงขั้นนอนไม่ได้ ต้องนั่งหลับแทนจนช่วงหลังๆ เราเริ่มศึกษาว่าอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองมีสาเหตุมาจากอะไร จึงพบว่าปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากความอ้วน รวมถึงความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราพยายามลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ ทั้งควบคุมอาหาร ทำทุกวิถีทาง ออกกำลังกายตามเทรนเนอร์ใน YouTube และเข้าไปขอคำแนะนำจากกลุ่มคนที่ออกกำลังกาย เราจริงจังกับการลดน้ำหนักมาตลอดกว่า 10 ปี และพยายามอย่างหนักจริงๆ
ยอมรับว่าตลอดช่วงเวลานั้น เราทั้งเครียดและเป็นโรคซึมเศร้า เพราะตั้งแต่เด็กเราถูกบูลลี่เรื่องความอ้วน เพื่อนไม่ค่อยอยากคบ ชอบล้อและแกล้งเพียงเพราะเราอ้วน มีคำพูดที่คอยลดทอนคุณค่าของเราอยู่เสมอแม้แต่ตอนสมัครงาน หลายที่ก็ไม่รับเพราะเราอ้วน บางครั้งถึงขั้นถูกให้ออกจากงานเพราะความอ้วนด้วย เรารู้ตัวดีว่าเราอ้วน และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราพยายามลดน้ำหนักอย่างจริงจังมาตลอด เราพยายามจริงๆนะ
เราไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร จึงตัดสินใจว่าคงถึงเวลาที่ต้องไปปรึกษาคุณหมอ เราเลือกไปปรึกษาเรื่องการผ่าตัดกระเพาะ เพราะมองว่านี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกสำหรับเรา หลังจากที่พยายามลดน้ำหนักมาอย่างหนักเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เราเดินทางไปปรึกษาคุณหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของจังหวัด เราตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อมารอรถเข้าเมือง เพราะเราอยู่ต่างอำเภอ ต้องใช้เวลารอรถประมาณ 3–4 ชั่วโมง กว่ารถจะมาก็ประมาณ 7 โมงกว่า
หลังจากนั้น เราต้องรอคิวพบคุณหมอเกือบทั้งวัน จนได้เข้าพบตอนประมาณ 15.00 น. และกว่าจะตรวจเสร็จก็ประมาณ 17.00 น. ซึ่งตอนนั้นรถกลับบ้านหมดแล้ว ทำให้เราไม่สามารถเดินทางกลับได้ จึงต้องเช่าห้องพักคืนละ 490 บาท ซึ่งราคานี้ก็เป็นราคาที่ลดแล้ว
เราก็ไม่มีมีต้นทุนมากนักอ่ะ เราตกงานมาจะครึ่งปีแล้ว ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับเพราะ รูปร่างหน้าตาไม่ดี
(อันนี้HRหลายที่พูดแบบนั้นนะว่า รู้ไหมตลาดแรงงานไม่มีที่ไหนอยากรับคนอ้วนเข้ามาทำงานหรอก? ทุกบริษัทน้อยมากๆที่จะรับคนอ้วนเข้ามาทำงาน ต่อให้เก่งแต่ไหนจบนอกก็เท่านั้น ถ้าหน้าตาไม่ดียิ่งอ้วนแล้วนี้ หมดสิทธิเลยนะ)
สำหรับบางคนเงินจำนวนนี้อาจดูไม่มากแต่สำหรับเรามันเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างหนักเพราะเราแทบไม่มีเงินเลยแต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยอมเสียทั้งเวลาและเสียทั้งเงิน เพราะเราอยากรักษาตัวเองจริงๆ และอยากหายจากปัญหาที่เป็นอยู่จริงๆ เราอยากมาปรึกษาคุณหมอจริงๆ เพราะหวังว่าจะได้รับคำแนะนำและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม แต่สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากกว่าเดิม จนเกือบร้องไห้ ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เราได้เข้าพบคุณหมอ
วันนั้นภายในห้องตรวจมีคนไข้อยู่ทั้งหมด 3 คน และมีนักศึกษาแพทย์ที่มาฝึกงาน 1 คน โดยนักศึกษาแพทย์จะเป็นผู้เลือกเคสคนไข้ทั้ง 3 คน เพื่อนำเสนอให้อาจารย์แพทย์ฟัง ซึ่งเคสของเราถูกเลือกเป็นเคสแรก ต้องบอกก่อนว่านักศึกษาแพทย์แทบไม่ได้พูดอะไรกับเราเลย เขาเพียงนำใบประวัติที่พยาบาลซักถามและบันทึกข้อมูลของเราไว้ ส่งให้อาจารย์หมอดูเท่านั้น
แต่สิ่งที่อาจารย์หมอท่านนี้พูดกับเรา มันค่อนข้างแรงสำหรับเรามากหลังจากที่ท่านเปิดดูประวัติของเราเพียงแค่ครู่เดียว ก็พูดขึ้นมาว่า "โอเค รู้แล้ว" แล้วก็บอกเราว่า "ต่อให้ลดมา 10 ปีก็ไม่ผอมหรอก ถ้ายังกินแบบนี้"เราขอเล่าโดยสรุปประมาณนี้นะ เพราะจริงๆ แล้วมีรายละเอียดมากกว่านี้อีก คุณหมอบอกว่าเรากินผิดวิธีไม่ยอมออกกำลังกายต่อให้กินคีโตกินวีแกนหรือลดน้ำหนักยังไงก็ไม่มีทางผอม
แต่สิ่งที่เรารู้สึกเสียใจคือ อาจารย์หมอแทบไม่ได้รับฟังอะไรจากเราเลย ท่านไม่ได้อ่านรายละเอียดในประวัติว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร ผ่านอะไรมาบ้าง หรือเคยพยายามทำอะไรมาแล้วบ้าง และก็ไม่ได้ซักถามประวัติของเราเพิ่มเติมเลย
พอเริ่มตรวจ ท่านก็พูดอธิบายและสรุปทันที เหมือนตัดสินไปแล้วว่าเราทำทุกอย่างผิด ทั้งไม่ยอมออกกำลังกาย และกินอาหารไม่ถูกวิธี สิ่งที่คุณหมอพูดทั้งหมด ไม่ตรงกับข้อมูลที่เราแจ้งพยาบาลไว้เลย เขาเอาแต่บอกว่าสิ่งที่เราทำมันผิดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านรายละเอียดในประวัติของเราอย่างจริงจัง แต่กลับตัดสินเราไปแล้วว่าเราทำทุกอย่างผิด
พอเราแย้งว่า"ไม่ใช่นะคะ หนูออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3–4 วัน วันละประมาณ 30 นาที หนูเริ่มจากการเดินช้าๆ แล้วค่อยเดินเร็ว จากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ นอกจากนี้ยังยกดัมเบล เล่นโยคะ และควบคุมอาหารมาตลอด กินในปริมาณที่น้อยลง เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น รวมถึงกินเวย์โปรตีนที่เป็นนมจากเซเว่นด้วย"
เราพยายามอธิบายรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารแต่คุณหมอไม่เปิดโอกาสให้เราได้อธิบายเลย เพราะสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ทำแบบส่งๆ แต่เราศึกษามาอย่างจริงจัง
เราพยายามอธิบายรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการออกกำลังกาย เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้เกิดจากการเดาสุ่มหรือทำตามความรู้สึก แต่เราศึกษามาอย่างจริงจัง ทั้งจาก YouTube กลุ่มใน Facebook กลุ่มใน TikTok รวมถึง Blogger ที่อยู่ในสายลดน้ำหนัก เราเรียนรู้จากประสบการณ์และคำแนะนำของหลายๆคน แล้วนำมาปรับใช้กับตัวเอง
เราจริงจังกับการลดน้ำหนักมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์หมอก็ยังบอกว่าสาเหตุที่เราลดน้ำหนักไม่ได้เป็นเพราะเราทำทุกอย่างผิด ใช้วิธีผิด และบอกว่าเรา "กินอาหารพิสดาร ไม่กินแบบคนปกติ" ซึ่งประโยคนี้ท่านพูดซ้ำประมาณ 3–4 ครั้ง พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเรา "ขี้เกียจออกกำลังกาย" ทั้งที่ในความเป็นจริง เราพยายามอธิบายทุกอย่างที่เราทำ และสิ่งที่ท่านพูดก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราได้ปฏิบัติมาตลอดเลย
พอเราพยายามอธิบายว่า"ไม่ใช่นะคะ หนูก็กินอาหารปกติค่ะ แต่แค่ควบคุมปริมาณอาหารให้น้อยลง" แต่คุณหมอแทบไม่เปิดโอกาสให้เราอธิบายเลย เหมือนท่านตัดสินเราไปแล้วว่า สาเหตุที่เราอ้วนเป็นเพราะตัวเราเอง เพราะเรากินผิด ใช้ชีวิตผิด และทำทุกอย่างผิด
จากนั้นท่านก็พูดกับเราว่า"ไม่เชื่อก็แล้วแต่ อยากจะทำแบบเดิมก็ตามใจ กินอาหารแบบผิดๆ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูก ก็ทำต่อไป เชื่อในสิ่งที่ผิดๆ ก็ทำในสิ่งที่ผิดต่อไป" คำพูดเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนสิ่งที่เราพยายามมาตลอดหลายปี ถูกตัดสินว่าไม่มีค่า ทั้งที่เราแทบไม่มีโอกาสอธิบายสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆเลย
เรารู้สึกว่า พอคุณหมอทราบว่าเรามาปรึกษาเรื่องการผ่าตัดกระเพาะ ท่านก็มองเราในแง่ลบทันที สิ่งที่ทำให้เราเสียใจมากคือ ท่านถึงกับวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตัวของเรา (เดี๋ยวเราจะแนบรูปชุดที่เราใส่ไปโรงพยาบาลให้ดู)
คุณหมอพูดประมาณว่า"เนี่ย ก็ดูการแต่งตัวเขาสิ คงไม่เคยออกแดดหรอก คนแบบนี้นะ คิดว่าจะออกกำลังกายเหรอ ไม่ออกกำลังกายหรอก" ซึ่งคำพูดนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งที่ท่านยังไม่รู้จักวิถีชีวิตของเราเลย
เราจึงตอบไปว่า"ไม่ใช่นะคะหนูออกแดดบ่อยมากค่ะหนูทำงานกลางแดดบ่อยมากๆค่ะ" แต่หลังจากที่เราพูดคุณหมอก็ทำสีหน้าไม่พอใจใส่เราจริงๆแล้วเราไม่ได้ตั้งใจจะโต้แย้งหรือเถียงคุณหมอเลย เราแค่อยากอธิบายข้อเท็จจริงของตัวเองเท่านั้น แต่ในความรู้สึกของเรา เหมือนคุณหมอได้ตัดสินเราไปแล้วตั้งแต่แรก ว่าเราเป็นคนที่ไม่ออกกำลังกายและดูแลตัวเองไม่ดี ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น
ระหว่างที่อยู่ในห้องตรวจ เราสังเกตว่าพอคุณหมอหันไปพูดคุยกับคนไข้อีกคนหนึ่ง ซึ่งมาปรึกษาเรื่องประจำเดือนไม่มาเพราะความอ้วน คุณหมอพูดคุยกับเขาดีมาก ใช้น้ำเสียงและท่าทีที่แตกต่างจากตอนคุยกับเราอย่างเห็นได้ชัด
แต่พอหันกลับมาคุยกับเรา คุณหมอกลับมีแต่คำพูดในลักษณะเหน็บแนมและตัดสินเรา คุณหมอบอกกับเราว่า เกณฑ์ของเราไม่ถึง ไม่มีสิทธิ์ผ่าตัด และไม่มีทางได้ผ่าตัดหรอก นอกจากนี้ คุณหมอยังพูดอีกว่า"ต่อให้มีเงินไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชน เสีย 7–8 แสนบาท มันก็ไม่ได้ช่วยให้ผอมหรอก"
คำพูดเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกเสียใจมาก เพราะเราตั้งใจมาปรึกษาเพื่อหาทางรักษา ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาตัดสินหรือลดทอนความพยายามที่เรามีมาตลอด ตอนนั้นในใจเราคิดเลยว่า "อะไรวะ" เรามาปรึกษาหมอ ไม่ได้มาขอให้ใครซ้ำเติมก็เพราะเราพยายามลดน้ำหนักมาแล้วกว่า 10 ปี แต่มันไม่ประสบความสำเร็จ เราถึงตัดสินใจมาหาหมอ มาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหวังว่าจะได้รับคำแนะนำหรือทางออกที่เหมาะสม
เชื่อไหมว่า ณ ตอนนั้น เราแทบจะร้องไห้ พอเดินออกจากห้องตรวจมา สติเราหลุดไปเลยจริงๆแล้วในห้องตรวจ คุณหมอพูดกับเราอีกหลายอย่างมาก แต่ละคำที่พูดค่อนข้างแรงสำหรับเราและหลายประโยคก็เป็นคำพูดในลักษณะเสียดสี เหมือนดูถูกและตัดสินเรา
เราผิดตรงไหนเหรอคะ...
เราแค่มาปรึกษาเรื่องความอ้วนเท่านั้นเอง เรายังบอกคุณหมอด้วยว่า"หนูก็ไม่ได้อยากจะผ่าตัดกระเพาะนะคะ"เรายังบอกคุณหมอไปด้วยว่าเราไม่ได้อยากผ่าตัดกระเพาะเพราะไม่ได้อยากจะลดน้ำหนักให้มันเร็วๆหรือใช้ทางลัด แต่ที่มาปรึกษาเพราะว่ามีปัญหาเรื่องสุขภาพและอยากหาทางรักษา
เราพูดกับคุณหมอไปแบบนั้น แต่ท่านก็ยังคงพูดเหน็บแนมเราอยู่เหมือนเดิม ตอนที่เราออกมานั่งรอรับยา ในหัวเราคิดวนอยู่ตลอดว่า"ทำไมเขาถึงพูดกับเราแบบนั้นวะ"ตอนนั้นเราอยากร้องไห้มาก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราพยายามลดน้ำหนักอย่างเต็มที่พยายามทุกวิถีทางเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้ แต่ความรู้สึกที่เราได้รับในวันนั้น เหมือนความพยายามทั้งหมดของเราไม่มีความหมายเลยสำหรับอาจารย์หมอคนนี้สิ่งที่เราทำมาตลอดหลายปีเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระเป็นสิ่งที่ผิดเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่มีคุณค่า
มันทำให้เรารู้สึกเหมือนความพยายามตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ถูกลดทอนคุณค่าลงจนไม่เหลืออะไรเลยจริงๆแล้ว เราไม่ได้อยากออกมาเล่าหรือกล่าวโทษคุณหมอ เพราะเราก็เข้าใจว่าท่านเป็นแพทย์ ท่านคงเรียนมาเยอะมีความรู้มากกว่าพวกเราอยู่แล้วความรู้ของเราคงเทียบกับท่านไม่ได้แต่สิ่งที่เรารู้สึกในตอนนี้ คือความเสียใจ ความเครียด และความเศร้า เราเป็นคนอ้วน ซึ่งก็รู้ดีว่าในสังคม คนอ้วนมักถูกมองหรือถูกตัดสินอยู่แล้วหลายคนไม่ได้ชอบคนอ้วนและเราเองก็เคยเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด
ทั้งที่เราตั้งใจลดน้ำหนักจริงๆ เราพยายามอย่างเต็มที่และพยายามมาตลอดหลายปี แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอกับการถูกลดทอนคุณค่า จากคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ความรู้สึกของเราคือ ความพยายามทั้งหมดที่เราทุ่มเทมาตลอด เหมือนไม่มีความหมายเลย และตัวตนของเราก็ถูกลดคุณค่าลง ทั้งที่สิ่งเดียวที่เราต้องการ คือการเข้ามาปรึกษาและหาทางรักษาปัญหาสุขภาพของตัวเองเท่านั้น
เราก็เข้าใจนะว่าในสังคมทุกวันนี้คนอ้วนมักจะถูกมองในแง่ลบอยู่แล้วหลายคนก็มีอคติกับคนอ้วนเราเองก็เคยโดนบูลลี่เรื่องความอ้วนมาตลอดเราเข้าใจดีว่าโลกมันเป็นแบบนี้บางครั้งเราก็รู้สึกว่าถ้าใครหน้าตาดีหรือรูปร่างดีโลกก็มักจะใจดีกับคนคนนั้นมากกว่าแต่ถึงอย่างนั้น เราก็มีความตั้งใจจริงๆที่อยากจะลดน้ำหนักเราพยายามมาตลอดและพยายามอย่างเต็มที่ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆเราจะเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินและเดินทางไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทำไม