ต้มกะทิสายบัวปลาทู เป็นอาหารไทยที่หน้าตาดูเรียบ แต่พอได้ชิมดี ๆ จะรู้ว่าเมนูนี้มีรายละเอียดเยอะกว่าที่เห็นมาก รสที่ดีต้องมีทั้งความหวานจากปลาทู ความหอมมันจากกะทิ ความสดชื่นจากสายบัว และรสเปรี้ยวเค็มหวานที่พอดีในหม้อเดียว ถ้าพลาดจุดใดจุดหนึ่งไป น้ำแกงจะหนัก ปลาจะคาว หรือสายบัวจะเหนียวจนเสียอารมณ์ทันที
เมนูนี้อยู่คู่ครัวไทยมานาน โดยเฉพาะบ้านที่คุ้นกับอาหารจากปลาและกะทิ เพราะใช้วัตถุดิบไม่มาก แต่ต้องพิถีพิถันตั้งแต่ตอนเลือกของ สายบัวที่ดีต้องอ่อน กรอบนุ่ม ไม่แก่เป็นเสี้ยน ส่วนปลาทูต้องสด เนื้อแน่น หวานในตัว ไม่มีกลิ่นคาวแรง พอทั้งสองอย่างมาเจอกับกะทิที่เคี่ยวดี ๆ ก็จะได้น้ำต้มกะทิที่หอม นวล และกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เพลินมาก
สิ่งที่ทำให้ต้มกะทิสายบัวปลาทูแบบเก่ากินแล้วจำได้ คือกะทิต้องไม่แตกมันหนักเกินไป น้ำแกงควรดูนวลและใสพอให้เห็นวัตถุดิบ ไม่ข้นจนเลี่ยน และไม่บางจนเหมือนต้มจืด รสเปรี้ยวจะช่วยตัดมันให้กินง่ายขึ้น ส่วนสายบัวต้องยังมีสัมผัสดี ไม่เละ และไม่แข็ง
....
ข้อมูลการเสิร์ฟ
จำนวนเสิร์ฟ: 4 ที่
เวลาเตรียม: 25 นาที
เวลาปรุง: 25 นาที
เวลารวม: 50 นาที
....
วัตถุดิบ
ส่วนหลัก
1. ปลาทูสด 4 ตัว
2. สายบัวอ่อน 300 กรัม
3. หัวกะทิ 1 ถ้วย
4. หางกะทิ 3 ถ้วย
5. หอมแดงบุบ 6 หัว
6. พริกชี้ฟ้าแดงและเขียวหั่นเฉียง 3 เม็ด
7. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
ส่วนปรุงรส
1. น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลมะพร้าว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. เกลือ 1/2 ช้อนชา
....
ขั้นตอนการทำ
1. เตรียมปลาทู
* ล้างปลาทูให้สะอาด ควักไส้ออก แล้วล้างเลือดบริเวณท้องปลาให้หมด
* ถ้าตัวใหญ่สามารถบั้งด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้สุกทั่ว
* พักให้สะเด็ดน้ำ
2. เตรียมสายบัว
* ล้างสายบัวให้สะอาด
* ดึงเส้นใยแข็งด้านนอกออกเบา ๆ
* หั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2-3 นิ้ว
* ถ้าต้องการให้สายบัวนุ่มเร็วขึ้น บุบเบา ๆ พอแตกเล็กน้อย
3. เตรียมน้ำกะทิ
* เทหางกะทิลงหม้อ
* ใส่หอมแดงบุบลงไป
* ตั้งไฟกลางค่อนอ่อนจนเริ่มร้อน แต่ยังไม่ต้องปล่อยให้เดือดจัด
4. ใส่ปลาทูลงต้ม
* เมื่อน้ำกะทิเริ่มร้อน ใส่ปลาทูลงไป
* ใช้ไฟกลางค่อนอ่อนและอย่าคนแรง เพราะปลาอาจแตก
* คอยช้อนฟองออกถ้ามี
5. ปรุงรสพื้นฐาน
* ใส่น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว เกลือ และน้ำมะขามเปียก
* ชิมให้น้ำแกงมีรสเปรี้ยวนำเล็กน้อย ตามด้วยเค็มและหวานอ่อน ๆ
* รสควรพอให้กินกับข้าวแล้วไม่จืด
6. ใส่สายบัว
* เมื่อปลาทูเริ่มสุก ใส่สายบัวลงไป
* กดเบา ๆ ให้จมน้ำแกง
* ต้มต่อไม่นาน เพราะสายบัวอ่อนสุกเร็ว
7. เติมหัวกะทิ
* เมื่อสายบัวเริ่มนิ่ม ใส่หัวกะทิลงไป
* คนหรือเขย่าหม้อเบา ๆ พอให้เข้ากัน
* อย่าใช้ไฟแรง เพราะกะทิจะจับตัวและแตกมันเกินไป
8. ใส่กลิ่นหอมช่วงท้าย
* ใส่ใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง
* ต้มต่ออีกครู่เดียวจนกลิ่นออก
9. ชิมรสอีกครั้ง
* ชิมน้ำแกงรอบสุดท้าย
* ถ้ารู้สึกมันไป เติมน้ำมะขามเปียกได้อีกนิด
* ถ้าอ่อนเค็ม เติมน้ำปลาเล็กน้อย
10. ปิดไฟและจัดเสิร์ฟ
* เมื่อปลาและสายบัวสุกพอดี ปิดไฟทันที
* ตักใส่ชามเสิร์ฟตอนร้อน
* กินกับข้าวสวยร้อน ๆ จะดีมาก
....
เคล็ดลับความอร่อย
1. เลือกสายบัวอ่อน สีสด ไม่มีจุดคล้ำ และหักแล้วกรอบ
2. ถ้าสายบัวแก่ เส้นใยจะเยอะ กินแล้วเสียเนื้อสัมผัสของทั้งหม้อ
3. ปลาทูสดจะให้รสหวานในน้ำแกงต่างจากปลาทูนึ่งแบบชัดเจน
4. ห้ามใช้ไฟแรงหลังใส่หัวกะทิ เพราะกะทิจะแตกและน้ำแกงจะดูมันจัดเกิน
5. น้ำมะขามเปียกควรคั้นสด จะได้รสเปรี้ยวกลม ไม่แหลม
6. หอมแดงช่วยลดกลิ่นคาวปลาและเพิ่มความหอมของน้ำแกง
7. ถ้าอยากให้สายบัวรับรสเร็วขึ้น บุบเบา ๆ ก่อนลงหม้อได้
8. เมนูนี้ควรทำเสร็จแล้วเสิร์ฟเลย เพราะถ้าตุ๋นทิ้งไว้นาน สายบัวจะนิ่มเกินและปลาอาจแตก
....
คุณค่าทางโภชนาการโดยประมาณต่อ 1 ที่
พลังงาน: 280 กิโลแคลอรี
โปรตีน: 20 กรัม
ไขมัน: 18 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 10 กรัม
ใยอาหาร: 2 กรัม
โซเดียม: 720 มิลลิกรัม
ต้มกะทิสายบัวปลาทูเป็นเมนูที่ยิ่งดูธรรมดา ยิ่งต้องอาศัยความแม่นในการทำ คนทำต้องรู้จังหวะของกะทิ รู้ว่าสายบัวควรลงตอนไหน และรู้ว่าปลาทูสดแบบไหนถึงจะให้น้ำแกงหวานดี ถ้าทำถึงรส หม้อนี้จะหอม นุ่ม กินสบาย และมีความอร่อยแบบครัวไทยเก่าที่หลายคนยังคิดถึง
ต้มกะทิสายบัวปลาทู, อาหารไทยโบราณ, เมนูปลาทู, สายบัว, ต้มกะทิ, อาหารไทยพื้นบ้าน
ต้มกะทิสายบัวปลาทู เมนูบ้าน ๆ ที่วัดกันด้วยความสดของปลาและความพอดีของกะทิ
ต้มกะทิสายบัวปลาทู เป็นอาหารไทยที่หน้าตาดูเรียบ แต่พอได้ชิมดี ๆ จะรู้ว่าเมนูนี้มีรายละเอียดเยอะกว่าที่เห็นมาก รสที่ดีต้องมีทั้งความหวานจากปลาทู ความหอมมันจากกะทิ ความสดชื่นจากสายบัว และรสเปรี้ยวเค็มหวานที่พอดีในหม้อเดียว ถ้าพลาดจุดใดจุดหนึ่งไป น้ำแกงจะหนัก ปลาจะคาว หรือสายบัวจะเหนียวจนเสียอารมณ์ทันที
เมนูนี้อยู่คู่ครัวไทยมานาน โดยเฉพาะบ้านที่คุ้นกับอาหารจากปลาและกะทิ เพราะใช้วัตถุดิบไม่มาก แต่ต้องพิถีพิถันตั้งแต่ตอนเลือกของ สายบัวที่ดีต้องอ่อน กรอบนุ่ม ไม่แก่เป็นเสี้ยน ส่วนปลาทูต้องสด เนื้อแน่น หวานในตัว ไม่มีกลิ่นคาวแรง พอทั้งสองอย่างมาเจอกับกะทิที่เคี่ยวดี ๆ ก็จะได้น้ำต้มกะทิที่หอม นวล และกินกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เพลินมาก
สิ่งที่ทำให้ต้มกะทิสายบัวปลาทูแบบเก่ากินแล้วจำได้ คือกะทิต้องไม่แตกมันหนักเกินไป น้ำแกงควรดูนวลและใสพอให้เห็นวัตถุดิบ ไม่ข้นจนเลี่ยน และไม่บางจนเหมือนต้มจืด รสเปรี้ยวจะช่วยตัดมันให้กินง่ายขึ้น ส่วนสายบัวต้องยังมีสัมผัสดี ไม่เละ และไม่แข็ง
....
ข้อมูลการเสิร์ฟ
จำนวนเสิร์ฟ: 4 ที่
เวลาเตรียม: 25 นาที
เวลาปรุง: 25 นาที
เวลารวม: 50 นาที
....
วัตถุดิบ
ส่วนหลัก
1. ปลาทูสด 4 ตัว
2. สายบัวอ่อน 300 กรัม
3. หัวกะทิ 1 ถ้วย
4. หางกะทิ 3 ถ้วย
5. หอมแดงบุบ 6 หัว
6. พริกชี้ฟ้าแดงและเขียวหั่นเฉียง 3 เม็ด
7. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
ส่วนปรุงรส
1. น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำปลา 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำตาลมะพร้าว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
4. เกลือ 1/2 ช้อนชา
....
ขั้นตอนการทำ
1. เตรียมปลาทู
* ล้างปลาทูให้สะอาด ควักไส้ออก แล้วล้างเลือดบริเวณท้องปลาให้หมด
* ถ้าตัวใหญ่สามารถบั้งด้านข้างเล็กน้อยเพื่อให้สุกทั่ว
* พักให้สะเด็ดน้ำ
2. เตรียมสายบัว
* ล้างสายบัวให้สะอาด
* ดึงเส้นใยแข็งด้านนอกออกเบา ๆ
* หั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2-3 นิ้ว
* ถ้าต้องการให้สายบัวนุ่มเร็วขึ้น บุบเบา ๆ พอแตกเล็กน้อย
3. เตรียมน้ำกะทิ
* เทหางกะทิลงหม้อ
* ใส่หอมแดงบุบลงไป
* ตั้งไฟกลางค่อนอ่อนจนเริ่มร้อน แต่ยังไม่ต้องปล่อยให้เดือดจัด
4. ใส่ปลาทูลงต้ม
* เมื่อน้ำกะทิเริ่มร้อน ใส่ปลาทูลงไป
* ใช้ไฟกลางค่อนอ่อนและอย่าคนแรง เพราะปลาอาจแตก
* คอยช้อนฟองออกถ้ามี
5. ปรุงรสพื้นฐาน
* ใส่น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว เกลือ และน้ำมะขามเปียก
* ชิมให้น้ำแกงมีรสเปรี้ยวนำเล็กน้อย ตามด้วยเค็มและหวานอ่อน ๆ
* รสควรพอให้กินกับข้าวแล้วไม่จืด
6. ใส่สายบัว
* เมื่อปลาทูเริ่มสุก ใส่สายบัวลงไป
* กดเบา ๆ ให้จมน้ำแกง
* ต้มต่อไม่นาน เพราะสายบัวอ่อนสุกเร็ว
7. เติมหัวกะทิ
* เมื่อสายบัวเริ่มนิ่ม ใส่หัวกะทิลงไป
* คนหรือเขย่าหม้อเบา ๆ พอให้เข้ากัน
* อย่าใช้ไฟแรง เพราะกะทิจะจับตัวและแตกมันเกินไป
8. ใส่กลิ่นหอมช่วงท้าย
* ใส่ใบมะกรูดและพริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง
* ต้มต่ออีกครู่เดียวจนกลิ่นออก
9. ชิมรสอีกครั้ง
* ชิมน้ำแกงรอบสุดท้าย
* ถ้ารู้สึกมันไป เติมน้ำมะขามเปียกได้อีกนิด
* ถ้าอ่อนเค็ม เติมน้ำปลาเล็กน้อย
10. ปิดไฟและจัดเสิร์ฟ
* เมื่อปลาและสายบัวสุกพอดี ปิดไฟทันที
* ตักใส่ชามเสิร์ฟตอนร้อน
* กินกับข้าวสวยร้อน ๆ จะดีมาก
....
เคล็ดลับความอร่อย
1. เลือกสายบัวอ่อน สีสด ไม่มีจุดคล้ำ และหักแล้วกรอบ
2. ถ้าสายบัวแก่ เส้นใยจะเยอะ กินแล้วเสียเนื้อสัมผัสของทั้งหม้อ
3. ปลาทูสดจะให้รสหวานในน้ำแกงต่างจากปลาทูนึ่งแบบชัดเจน
4. ห้ามใช้ไฟแรงหลังใส่หัวกะทิ เพราะกะทิจะแตกและน้ำแกงจะดูมันจัดเกิน
5. น้ำมะขามเปียกควรคั้นสด จะได้รสเปรี้ยวกลม ไม่แหลม
6. หอมแดงช่วยลดกลิ่นคาวปลาและเพิ่มความหอมของน้ำแกง
7. ถ้าอยากให้สายบัวรับรสเร็วขึ้น บุบเบา ๆ ก่อนลงหม้อได้
8. เมนูนี้ควรทำเสร็จแล้วเสิร์ฟเลย เพราะถ้าตุ๋นทิ้งไว้นาน สายบัวจะนิ่มเกินและปลาอาจแตก
....
คุณค่าทางโภชนาการโดยประมาณต่อ 1 ที่
พลังงาน: 280 กิโลแคลอรี
โปรตีน: 20 กรัม
ไขมัน: 18 กรัม
คาร์โบไฮเดรต: 10 กรัม
ใยอาหาร: 2 กรัม
โซเดียม: 720 มิลลิกรัม
ต้มกะทิสายบัวปลาทูเป็นเมนูที่ยิ่งดูธรรมดา ยิ่งต้องอาศัยความแม่นในการทำ คนทำต้องรู้จังหวะของกะทิ รู้ว่าสายบัวควรลงตอนไหน และรู้ว่าปลาทูสดแบบไหนถึงจะให้น้ำแกงหวานดี ถ้าทำถึงรส หม้อนี้จะหอม นุ่ม กินสบาย และมีความอร่อยแบบครัวไทยเก่าที่หลายคนยังคิดถึง
ต้มกะทิสายบัวปลาทู, อาหารไทยโบราณ, เมนูปลาทู, สายบัว, ต้มกะทิ, อาหารไทยพื้นบ้าน