กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหุบเขาเงียบงันของแดนตะวันออก มีวัดเซนสองแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก วัดหนึ่งอยู่ใต้เงาไม้สูงบนเนินเขา อีกวัดหนึ่งซ่อนตัวอยู่ริมธารใส
เด็กชายสองคนซึ่งเป็นศิษย์เอกของอาจารย์เซนแต่ละวัด ต่างก็ได้รับหน้าที่เก็บผักยามเช้าให้ครูของตน เส้นทางที่พวกเขาใช้เดินสวนกันทุกวันกลายเป็นเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่ผูกโยงโชคชะตาของทั้งสองเข้าไว้
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่แดดยังไม่ทันลอดผ่านยอดไผ่ เด็กชายจากวัดบนเนินเขาก็พบเด็กชายจากวัดริมธาร เขาหยุดฝีเท้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ว่า “เจ้าจะไปไหน”
เด็กชายอีกคนเงยหน้ามองเขาอย่างสงบ แล้วตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา “ข้าไปที่ใดก็ตามที่เท้าข้าไป”
คำตอบนั้นคล้ายสายลมที่พัดวูบผ่านใจ เด็กชายจากวัดเนินเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับวัดพร้อมคำถามที่ยังไม่จางจากความคิด
เขาไปหาครูผู้เฒ่า ผู้กำลังนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นพลับพร้อมถ้วยชาในมือ “อาจารย์ ข้าพบเด็กจากวัดริมธาร เขาตอบคำถามข้าอย่างประหลาดนัก ข้าไม่รู้จะโต้กลับอย่างไร”
อาจารย์พยักหน้าเบา ๆ ดั่งคาดไว้แต่แรก “พรุ่งนี้ เจ้าไปถามเขาคำเดิม แล้วเมื่อเขาตอบเช่นนั้นอีก จงถามกลับไปว่า ‘ถ้าเจ้าไม่มีเท้า เจ้าจะไปที่ใด’ คำถามนี้จะทำให้เขาสิ้นคำ”
เด็กชายยิ้มอย่างมั่นใจ และในคืนนั้น เขาฝึกคำถามใหม่อยู่ใต้แสงจันทร์จนดึกดื่น
รุ่งเช้า ท่ามกลางเสียงนกแผ่วเบาและกลิ่นดินชื้น เด็กชายจากวัดเนินเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง เมื่อมาถึงทางแยกกลางป่าไผ่ เขาก็พบเด็กชายจากวัดริมธารยืนอยู่ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว
“เจ้าจะไปไหน” เขาถามด้วยน้ำเสียงมั่นคงกว่าคราวก่อน
เด็กชายอีกคนเงยมองฟ้าแล้วยิ้ม “ข้าไปที่ใดก็ตามที่ลมพัดไป”
คราวนี้ เด็กชายจากวัดเนินเขาถึงกับสะอึก คำถามที่เตรียมไว้อย่างดีไร้ความหมายในพริบตา เขานิ่งงัน พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนมองอีกฝ่ายเดินผ่านไปช้า ๆ ราวกับใบไม้ที่ปลิวตามลม
เมื่อกลับถึงวัด เขารีบไปหาครูผู้เฒ่า “อาจารย์ ข้าทำตามที่ท่านสอน แต่เขาเปลี่ยนคำตอบอีกแล้ว เขาว่าเขาไปตามที่ลมพัด”
อาจารย์หัวเราะเบา ๆ แล้ววางถ้วยชาลง “เช่นนั้น พรุ่งนี้จงถามเขาว่า ‘ถ้าไม่มีลม เจ้าจะไปที่ใด’ แล้วดูว่าเขาจะตอบเช่นไร”
แววตาเด็กชายเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง และในคืนนั้นเขาฝึกคำถามใหม่นั้นจนขึ้นฟ้าสีทองของอรุณ
รุ่งเช้าของวันที่สาม เด็กชายจากวัดเนินเขาเดินด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น เมื่อถึงทางแยกสายเดิม เขาเห็นเด็กชายจากวัดริมธารยืนอยู่กลางทาง แสงแดดยามเช้าทาบเงาทั้งสองลงบนพื้นกรวด
เขาก้าวเข้าไปและถามอย่างแน่วแน่ “เจ้าจะไปไหน”
เด็กชายจากวัดริมธารหันมาตอบโดยไม่ลังเล “ข้าไปที่ใดก็ตามที่ลมพัดไป”
ครานี้ เด็กชายจากวัดเนินเขายิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยเสียงชัดเจน “ถ้าไม่มีลม เจ้าจะไปที่ใด”
อีกฝ่ายเงียบไปเพียงชั่วลมหายใจ แล้วกล่าวด้วยเสียงเรียบง่าย “ข้าไปตลาด เพื่อซื้อผัก”
คำตอบนั้นดั่งหินก้อนเล็กตกลงกลางบ่อน้ำ เด็กชายจากวัดเนินเขายืนนิ่ง คิ้วขมวดเล็กน้อย เขาคาดหวังจะได้ชัยชนะ แต่กลับได้รับคำตอบธรรมดาที่ไม่อาจโต้แย้ง
“ข้าไม่เข้าใจ… ทำไมเจ้าตอบเช่นนี้”
อีกฝ่ายยิ้มแล้วพูดเพียงว่า “เพราะวันนี้ไม่มีลม”
ในบ่ายวันนั้น เด็กชายจากวัดเนินเขากลับมาหาอาจารย์ เขาเล่าทุกอย่างอย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้างุนงง “เขาบอกว่าเขาไปตลาดเพราะวันนี้ไม่มีลม เขาไม่ได้พยายามจะชนะข้าเลย… เขาแค่ตอบอย่างที่เป็นจริง”
อาจารย์หลับตาลงชั่วครู่ก่อนจะลืมตาช้า ๆ “เช่นนั้นเจ้าก็ได้เรียนบทเรียนที่แท้จริงของเซนแล้ว”
“อะไรคือบทเรียนนั้นหรือ อาจารย์”
อาจารย์ตอบว่า “คำตอบที่ลึกที่สุด บางครั้งไม่ใช่คำที่ฟังดูฉลาดที่สุด แต่คือคำที่ตรงกับจิตในปัจจุบันที่สุด”
เด็กชายนิ่งเงียบลง ความว่างในใจค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้น เหมือนหน้าต่างที่ถูกเปิดออกให้ลมไหลเข้า
ในเช้าวันต่อมา เขาเดินไปตามเส้นทางสายเดิมอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีคำถาม ไม่มีการแข่งขัน มีเพียงสองเด็กชายเดินเคียงกัน คนหนึ่งถือถุงผัก อีกคนถือลมหายใจที่เบากว่าเดิม
*** (นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การรู้เท่าทันตนเองในปัจจุบันขณะ สำคัญกว่าการชนะด้วยคำพูด เพราะความจริงแท้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแย่งชิง แต่คือสิ่งที่ต้องสังเกต รับรู้ และยอมให้เกิดขึ้นอย่างธรรมดา
“ผู้ที่อยู่กับปัจจุบัน ย่อมไม่หลงทาง แม้ไร้ลมหรือไร้เท้า”)
ผู้ที่ตื่นรู้กับ ..... ปัจจุบัน
ย่อมไม่หลงทางอัน ..... ปั่นสู้
ไร้แก่งแย่งแข่งขัน ..... แพ้-ชนะ
สังเกตและรับรู้ ..... จิตย้ำธรรมดา.
Kitaro - Wind And Water
Kitaro - Dawn Of The Astral
🤍🤍🤍 นิทานเซน: บทสนทนาวิถีเซน 🤍🤍🤍