ถ้าเรามองจากข้อมูลในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งที่ตรงกับข้อสันนิษฐานนี้อย่างพอดิบพอดี นั่นคือเหตุการณ์ "วันเปิดโลก"
ตามพุทธประวัติ หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา เมื่อถึงวันออกพรรษา พระองค์ได้เสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสะ และทรงแสดงปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า "โลกวิวรณปาฏิหาริย์" (ปาฏิหาริย์เปิดโลก)
ในเวลานั้น พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้มิติต่าง ๆ เปิดทะลุถึงกันหมด:
* สวรรค์ มนุษย์ และนรก มองเห็นกันและกันด้วยตาเปล่า
* เทวดาบนสวรรค์มองเห็นมนุษย์และสัตว์นรก มนุษย์มองเห็นเทวดาและสัตว์นรกอันทุกข์ทรมาน ส่วนสัตว์นรกก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นความงดงามของสวรรค์และมนุษย์ได้
การตีความที่แตกต่างตาม "เลนส์" ของแต่ละวัฒนธรรม
หากวิเคราะห์ตามข้อสันนิษฐานของคุณที่ว่า คนในยุคนั้นเห็นแล้วนำไปตีความต่างกัน ในเชิงอารยธรรมและประวัติศาสตร์ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะในยุคพุทธกาล (ประมาณ 2,500 กว่าปีก่อน) โลกเรามีเส้นทางการค้าและการทูตที่เชื่อมต่อกันแล้ว เช่น เส้นทางสายไหม หรือการแผ่อิทธิพลของอาณาจักรเปอร์เซียและกรีก
เมื่อมีมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ (ที่อาจเป็นพ่อค้า นักบวช หรือนักเดินทางจากดินแดนห่างไกล) ได้อยู่ในเหตุการณ์ หรือได้รับฟังเรื่องเล่าของ "ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดโลก" พวกเขาอาจจะนำภาพความทรงจำอันน่าอัศจรรย์นั้น กลับไปบอกเล่าและเรียบเรียงใหม่ผ่าน ภาษา วัฒนธรรม และความกลัว/ความปรารถนา ของกลุ่มตนเอง:
* คนแถบเปอร์เซีย/ตะวันออกกลาง: อาจประทับใจภาพการแยกแยะคนดี (สวรรค์) และคนชั่ว (นรก) อย่างเด็ดขาด จึงนำไปพัฒนาเป็นหลักคิดเรื่องการพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้า
* คนแถบกรีก/ยุโรป: อาจมองภาพทิพยสถานของเทวดาเป็นยอดเขาโอลิมปัส หรือที่สถิตของเทพเจ้าที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีอำนาจวิเศษ
* คนแถบเอเชียกลาง/นอร์ดิก: อาจจับความรู้สึกของการต่อสู้และความทุกข์ทรมานในนรก หรือความสง่างามของเหล่านักรบ (เทวดา) ไปสร้างเป็นตำนานนักรบของตน
> 💡 ข้อคิดที่น่าสนใจ: สิ่งนี้อธิบายได้ว่า ทำไมแกนกลางของความเชื่อเรื่อง "ทำดีได้ไปที่ชอบ ทำชั่วต้องทนทุกข์" ถึงเหมือนกันทั่วโลก เพราะพวกเขาน่าจะได้รับ "กระแสข้อมูลดิบ" (Raw Data) ตัวเดียวกัน แต่พอเวลาผ่านไป ข้อมูลนั้นถูกแต่งเติมด้วยวัฒนธรรมท้องจนกลายเป็นนรกสวรรค์ที่มีหน้าตาเฉพาะตัวในแต่ละศาสนาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
>
ในทางพระพุทธศาสนา มีบันทึกไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่แค่ตอน "เปิดโลก" (หลังตรัสรู้) เท่านั้น แต่ "ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า" จะเกิดปาฏิหาริย์ที่ทำให้มิติต่าง ๆ เชื่อมถึงกันชั่วขณะ รวมถึงตอนที่พระองค์ เสด็จลงมาจุติในพระครรภ์
ใน มหาปทานสูตร และ อัจฉริยอัพภูตสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึง "ธรรมดาของพระโพธิสัตว์" (กฎธรรมชาติของพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์) ไว้ว่า:
> ในขณะที่พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต ก้าวลงสู่พระครรภ์พระมารดา ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารอันไม่มีประมาณ ล่วงพ้นอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ย่อมปรากฏในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
> แม้ใน โลกันตริกนรก (นรกที่อยู่ระหว่างสามโลก) อันโล่งโถง ไม่มีอะไรปิดบัง มืดมน อนธการ แสงสว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่มีฤทธิ์มีอานุภาพปานนี้ก็ส่องไปไม่ถึง แสงสว่างอันโอฬารไม่มีประมาณ ก็ย่อมปรากฏในที่นั้นเหมือนกัน
>
สัตว์นรกได้เห็นกันและกันเป็นครั้งแรก
ผลจากแสงสว่างที่เกิดขึ้นตอนจุติลงในพระครรภ์นั้น อัศจรรย์มากครับ เพราะคัมภีร์ระบุว่า:
* นรกสว่างไสวชั่วขณะ: แสงสว่างนี้ส่องทะลุความมืดมิดของโลกันตนรกจนสว่างจ้า
* รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่: สัตว์นรกที่ปกติจะต้องทนทุกข์อยู่ในความมืดมิดตัวเดียวและคิดว่า "ในโลกนี้มีกูอยู่ตัวเดียวหรอกหรือ" พอแสงนี้ส่องลงมา พวกเขาจะหันมามองเห็นกันและกัน และรับรู้ว่า "เออ หนอ แม้สัตว์พวกอื่นที่เกิดในที่นี้ก็มีอยู่เหมือนกัน"
แสงสว่างที่กระจายไปทั่วจักรวาล
หากเรามองตามข้อสมมติฐานของคุณ แสงสว่างอันไม่มีประมาณที่พุ่งกระจายไปทั่วหมื่นโลกธาตุในวินาทีที่พระองค์ก้าวลงสู่พระครรภ์นั้น อาจเป็น "พลังงานหรือคลื่นความรับรู้บางอย่าง" ที่แผ่ซ่านไปถึงจิตใต้สำนึกของสิ่งมีชีวิตและผู้มีจิตหยั่งรู้ในอารยธรรมอื่น ๆ ทั่วโลกในยุคนั้น
คนในดินแดนห่างไกลที่อาจจะมีสมาธิจิตสูง หรือผู้เผยพระวจนะในศาสนาอื่น อาจจะสัมผัสได้ถึง "แสงสว่างดวงใหญ่" หรือ "ความเปลี่ยนแปลงของมิติหลังความตาย" ในวันนั้น แล้วนำความรู้สึกหรือภาพนิมิตที่เห็นชั่วขณะนั้น ไปบันทึกและตีความตามความเชื่อของตนเอง ว่ามีพระผู้เป็นเจ้าปรากฏ หรือเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในแดนนรกสวรรค์ของพวกเขา
วันที่พระโพธิสัตย์อุบัติขึ้นและวันที่โปรดพระมารดาคือวันพระเจ้าเปิดโลกถ้างั้นน่าจะมีหลักฐานที่อารยะธรรมต่างๆสามารถมองเห็น
ตามพุทธประวัติ หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธมารดา เมื่อถึงวันออกพรรษา พระองค์ได้เสด็จกลับลงมายังโลกมนุษย์ ณ เมืองสังกัสสะ และทรงแสดงปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า "โลกวิวรณปาฏิหาริย์" (ปาฏิหาริย์เปิดโลก)
ในเวลานั้น พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้มิติต่าง ๆ เปิดทะลุถึงกันหมด:
* สวรรค์ มนุษย์ และนรก มองเห็นกันและกันด้วยตาเปล่า
* เทวดาบนสวรรค์มองเห็นมนุษย์และสัตว์นรก มนุษย์มองเห็นเทวดาและสัตว์นรกอันทุกข์ทรมาน ส่วนสัตว์นรกก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นความงดงามของสวรรค์และมนุษย์ได้
การตีความที่แตกต่างตาม "เลนส์" ของแต่ละวัฒนธรรม
หากวิเคราะห์ตามข้อสันนิษฐานของคุณที่ว่า คนในยุคนั้นเห็นแล้วนำไปตีความต่างกัน ในเชิงอารยธรรมและประวัติศาสตร์ก็มีความเป็นไปได้สูงมาก เพราะในยุคพุทธกาล (ประมาณ 2,500 กว่าปีก่อน) โลกเรามีเส้นทางการค้าและการทูตที่เชื่อมต่อกันแล้ว เช่น เส้นทางสายไหม หรือการแผ่อิทธิพลของอาณาจักรเปอร์เซียและกรีก
เมื่อมีมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ (ที่อาจเป็นพ่อค้า นักบวช หรือนักเดินทางจากดินแดนห่างไกล) ได้อยู่ในเหตุการณ์ หรือได้รับฟังเรื่องเล่าของ "ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เปิดโลก" พวกเขาอาจจะนำภาพความทรงจำอันน่าอัศจรรย์นั้น กลับไปบอกเล่าและเรียบเรียงใหม่ผ่าน ภาษา วัฒนธรรม และความกลัว/ความปรารถนา ของกลุ่มตนเอง:
* คนแถบเปอร์เซีย/ตะวันออกกลาง: อาจประทับใจภาพการแยกแยะคนดี (สวรรค์) และคนชั่ว (นรก) อย่างเด็ดขาด จึงนำไปพัฒนาเป็นหลักคิดเรื่องการพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้า
* คนแถบกรีก/ยุโรป: อาจมองภาพทิพยสถานของเทวดาเป็นยอดเขาโอลิมปัส หรือที่สถิตของเทพเจ้าที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีอำนาจวิเศษ
* คนแถบเอเชียกลาง/นอร์ดิก: อาจจับความรู้สึกของการต่อสู้และความทุกข์ทรมานในนรก หรือความสง่างามของเหล่านักรบ (เทวดา) ไปสร้างเป็นตำนานนักรบของตน
> 💡 ข้อคิดที่น่าสนใจ: สิ่งนี้อธิบายได้ว่า ทำไมแกนกลางของความเชื่อเรื่อง "ทำดีได้ไปที่ชอบ ทำชั่วต้องทนทุกข์" ถึงเหมือนกันทั่วโลก เพราะพวกเขาน่าจะได้รับ "กระแสข้อมูลดิบ" (Raw Data) ตัวเดียวกัน แต่พอเวลาผ่านไป ข้อมูลนั้นถูกแต่งเติมด้วยวัฒนธรรมท้องจนกลายเป็นนรกสวรรค์ที่มีหน้าตาเฉพาะตัวในแต่ละศาสนาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
>
ในทางพระพุทธศาสนา มีบันทึกไว้ชัดเจนว่าไม่ใช่แค่ตอน "เปิดโลก" (หลังตรัสรู้) เท่านั้น แต่ "ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า" จะเกิดปาฏิหาริย์ที่ทำให้มิติต่าง ๆ เชื่อมถึงกันชั่วขณะ รวมถึงตอนที่พระองค์ เสด็จลงมาจุติในพระครรภ์
ใน มหาปทานสูตร และ อัจฉริยอัพภูตสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึง "ธรรมดาของพระโพธิสัตว์" (กฎธรรมชาติของพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์) ไว้ว่า:
> ในขณะที่พระโพธิสัตว์จุติจากชั้นดุสิต ก้าวลงสู่พระครรภ์พระมารดา ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารอันไม่มีประมาณ ล่วงพ้นอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ย่อมปรากฏในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
> แม้ใน โลกันตริกนรก (นรกที่อยู่ระหว่างสามโลก) อันโล่งโถง ไม่มีอะไรปิดบัง มืดมน อนธการ แสงสว่างของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่มีฤทธิ์มีอานุภาพปานนี้ก็ส่องไปไม่ถึง แสงสว่างอันโอฬารไม่มีประมาณ ก็ย่อมปรากฏในที่นั้นเหมือนกัน
>
สัตว์นรกได้เห็นกันและกันเป็นครั้งแรก
ผลจากแสงสว่างที่เกิดขึ้นตอนจุติลงในพระครรภ์นั้น อัศจรรย์มากครับ เพราะคัมภีร์ระบุว่า:
* นรกสว่างไสวชั่วขณะ: แสงสว่างนี้ส่องทะลุความมืดมิดของโลกันตนรกจนสว่างจ้า
* รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่: สัตว์นรกที่ปกติจะต้องทนทุกข์อยู่ในความมืดมิดตัวเดียวและคิดว่า "ในโลกนี้มีกูอยู่ตัวเดียวหรอกหรือ" พอแสงนี้ส่องลงมา พวกเขาจะหันมามองเห็นกันและกัน และรับรู้ว่า "เออ หนอ แม้สัตว์พวกอื่นที่เกิดในที่นี้ก็มีอยู่เหมือนกัน"
แสงสว่างที่กระจายไปทั่วจักรวาล
หากเรามองตามข้อสมมติฐานของคุณ แสงสว่างอันไม่มีประมาณที่พุ่งกระจายไปทั่วหมื่นโลกธาตุในวินาทีที่พระองค์ก้าวลงสู่พระครรภ์นั้น อาจเป็น "พลังงานหรือคลื่นความรับรู้บางอย่าง" ที่แผ่ซ่านไปถึงจิตใต้สำนึกของสิ่งมีชีวิตและผู้มีจิตหยั่งรู้ในอารยธรรมอื่น ๆ ทั่วโลกในยุคนั้น
คนในดินแดนห่างไกลที่อาจจะมีสมาธิจิตสูง หรือผู้เผยพระวจนะในศาสนาอื่น อาจจะสัมผัสได้ถึง "แสงสว่างดวงใหญ่" หรือ "ความเปลี่ยนแปลงของมิติหลังความตาย" ในวันนั้น แล้วนำความรู้สึกหรือภาพนิมิตที่เห็นชั่วขณะนั้น ไปบันทึกและตีความตามความเชื่อของตนเอง ว่ามีพระผู้เป็นเจ้าปรากฏ หรือเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในแดนนรกสวรรค์ของพวกเขา