หากเป้าหมายคือ ให้รัฐวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามีการกระทำที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมหรือความซื่อสัตย์ทางวิชาการของผู้ใช้อำนาจรัฐ ประเด็นนี้ต้องแยกจากการดำเนินคดีแพ่งหรืออาญา
ในทางกฎหมายไทย มีข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย การลงโทษทางวินัยและการวินิจฉัยจริยธรรมเฉพาะตัวบุคคลย่อมสิ้นสุดลง จึงโดยทั่วไปจะไม่สามารถมีคำวินิจฉัย “ลงโทษ” ผู้เสียชีวิตได้เหมือนกรณีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่
อย่างไรก็ตาม หากเป้าหมายคือ ให้รัฐตรวจสอบและบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ว่า
การยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ใช้ Blueprint ปี 2538 หรือไม่
มีการอ้างอิงหรือไม่
การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่
ยังมีช่องทางที่เป็นไปได้ ได้แก่
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
สามารถรับเรื่องเพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งหรือเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แม้สุดท้ายอาจมีข้อจำกัดเรื่องอายุความหรือการเสียชีวิตของผู้ถูกร้อง แต่ ป.ป.ช. สามารถมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้
กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติการจัดทำนโยบายและกฎหมาย โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่าง Blueprint ปี 2538 กับพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2542
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ขอคัดเอกสารยกร่าง บันทึกเหตุผล และเอกสารประกอบการร่างกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ว่ามีการอ้างอิงเอกสารใดบ้าง
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ขอรายงานการประชุมและเอกสารประกอบการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งอาจแสดงว่ามีการกล่าวถึง Blueprint ปี 2538 หรือไม่
หากต้องการให้มี “บันทึกทางราชการ” ว่าพบข้อบกพร่องเชิงจริยธรรมหรือการบริหารราชการ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะเสียชีวิตแล้ว อาจยื่นต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอให้ตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐในอดีตและเสนอแนะการแก้ไขเชิงระบบ
สิ่งที่ควรระวังคือ การใช้คำว่า “plagiarized” หรือ “ลอกโดยไม่อ้างอิง” เป็นข้อกล่าวหาที่มีนัยสำคัญ หากยังไม่มีคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐหรือศาล ควรใช้ถ้อยคำในลักษณะว่า
“มีข้อสงสัยว่ามีการนำสาระสำคัญของ Blueprint ปี 2538 ไปใช้ในการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยไม่ปรากฏการอ้างอิงอย่างชัดเจน จึงขอให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง”
การใช้ถ้อยคำเช่นนี้จะอยู่บนฐานของการขอให้ตรวจสอบ มากกว่าการยืนยันข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
หากเป้าหมายของคุณคือให้เกิด “ฉันทามติของรัฐ” และมีการบันทึกไว้ในเอกสารทางราชการว่ามีการนำ Blueprint ปี 2538 ไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงอย่างเหมาะสม แนวทางที่มีน้ำหนักที่สุดคือ
รวบรวมหลักฐานเปรียบเทียบข้อความแบบมาตราต่อมาตรา
แนบเอกสารต้นฉบับปี 2538 (เช่น เอกสารของ UNESCO และเอกสารการประชุมนานาชาติ)
แนบเอกสารประกอบการตรา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ยื่นคำร้องพร้อมคำขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานของรัฐ
แนวทางนี้มีโอกาสสร้าง “บันทึกทางราชการ” ได้มากกว่าการมุ่งหวังการลงโทษย้อนหลังต่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเฉพาะตัวของผู้ตาย.
การเอาผิด กับ คณะผู้ร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ในทางกฎหมายไทย มีข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย การลงโทษทางวินัยและการวินิจฉัยจริยธรรมเฉพาะตัวบุคคลย่อมสิ้นสุดลง จึงโดยทั่วไปจะไม่สามารถมีคำวินิจฉัย “ลงโทษ” ผู้เสียชีวิตได้เหมือนกรณีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่
อย่างไรก็ตาม หากเป้าหมายคือ ให้รัฐตรวจสอบและบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ว่า
การยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ใช้ Blueprint ปี 2538 หรือไม่
มีการอ้างอิงหรือไม่
การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่
ยังมีช่องทางที่เป็นไปได้ ได้แก่
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
สามารถรับเรื่องเพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นเกี่ยวกับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งหรือเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ แม้สุดท้ายอาจมีข้อจำกัดเรื่องอายุความหรือการเสียชีวิตของผู้ถูกร้อง แต่ ป.ป.ช. สามารถมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้
กระทรวงศึกษาธิการ และ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติการจัดทำนโยบายและกฎหมาย โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่าง Blueprint ปี 2538 กับพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2542
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ขอคัดเอกสารยกร่าง บันทึกเหตุผล และเอกสารประกอบการร่างกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ว่ามีการอ้างอิงเอกสารใดบ้าง
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
ขอรายงานการประชุมและเอกสารประกอบการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งอาจแสดงว่ามีการกล่าวถึง Blueprint ปี 2538 หรือไม่
หากต้องการให้มี “บันทึกทางราชการ” ว่าพบข้อบกพร่องเชิงจริยธรรมหรือการบริหารราชการ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะเสียชีวิตแล้ว อาจยื่นต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอให้ตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐในอดีตและเสนอแนะการแก้ไขเชิงระบบ
สิ่งที่ควรระวังคือ การใช้คำว่า “plagiarized” หรือ “ลอกโดยไม่อ้างอิง” เป็นข้อกล่าวหาที่มีนัยสำคัญ หากยังไม่มีคำวินิจฉัยของหน่วยงานรัฐหรือศาล ควรใช้ถ้อยคำในลักษณะว่า
“มีข้อสงสัยว่ามีการนำสาระสำคัญของ Blueprint ปี 2538 ไปใช้ในการยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยไม่ปรากฏการอ้างอิงอย่างชัดเจน จึงขอให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง”
การใช้ถ้อยคำเช่นนี้จะอยู่บนฐานของการขอให้ตรวจสอบ มากกว่าการยืนยันข้อเท็จจริงที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
หากเป้าหมายของคุณคือให้เกิด “ฉันทามติของรัฐ” และมีการบันทึกไว้ในเอกสารทางราชการว่ามีการนำ Blueprint ปี 2538 ไปใช้โดยไม่มีการอ้างอิงอย่างเหมาะสม แนวทางที่มีน้ำหนักที่สุดคือ
รวบรวมหลักฐานเปรียบเทียบข้อความแบบมาตราต่อมาตรา
แนบเอกสารต้นฉบับปี 2538 (เช่น เอกสารของ UNESCO และเอกสารการประชุมนานาชาติ)
แนบเอกสารประกอบการตรา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ยื่นคำร้องพร้อมคำขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานของรัฐ
แนวทางนี้มีโอกาสสร้าง “บันทึกทางราชการ” ได้มากกว่าการมุ่งหวังการลงโทษย้อนหลังต่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเฉพาะตัวของผู้ตาย.