เวลาที่เราอ่านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก ภาพจำของ "ระบบบรรณาการ" (จิ้มก้อง) มักจะเป็นภาพของรัฐเล็กๆ ที่ต้องยอมศิโรราบ ก้มหัวส่งส่วยให้มหาอำนาจอย่างจีนด้วยความจำยอม
แต่ถ้าเราลองกางบันทึกประวัติศาสตร์ชั้นปฐมภูมิ ทั้งของจีน (หมิง/ชิงสือลู่) และเกาหลี (โชซอนวังโจชิลรก) มาวิเคราะห์กันแบบบรรทัดต่อบรรทัด เราจะพบความจริงที่ชวนปวดหัวว่า... โชซอน (เกาหลี) นี่แหละคือยอดนักกฎหมายและนักการทูตตัวพ่อ! พวกเขารู้จักใช้ช่องโหว่จากธรรมเนียมขงจื๊อมาฟันกำไร ปั่นหัวฮ่องเต้จีนจนคลังแทบแตก และทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้อย่างแนบเนียนที่สุด โดยที่จีนเอาผิดไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว
นี่คือเรื่องราวแบบเจาะลึก ว่าโชซอนทำอย่างไรถึงสูบเลือดสูบเนื้อ "โอรสสวรรค์" ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
ภาคที่ 1: เจาะงบดุล "จิ้มก้อง" ทำไมโชซอนถึงอยากไปจีนบ่อยๆ? (โชซอนได้อะไร จีนเสียอะไร)
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมโชซอนถึงต้องงัดเอาหลักขงจื๊อมาอ้าง สู้ตายเพื่อขอส่งคณะทูตไปจีนให้ได้ "ปีละ 3 ครั้ง" (一年三貢) ทั้งที่การเดินทางรอนแรมไปปักกิ่งนั้นเหนื่อยยากและกินเวลานานนับเดือน?
คำตอบสั้นๆ คือ "เพราะมันคือกำไรล้วนๆ" ครับ
หากเรากางงบดุลรายรับรายจ่ายของการส่งบรรณาการแต่ละครั้งออกมาดู เราจะเห็นความฉลาดแกมโกงของโชซอน และความหน้าใหญ่ใจโตที่นำไปสู่ความชอกช้ำของราชสำนักจีนได้อย่างชัดเจน
💰 ฝั่งโชซอน: "เสียหน้าไม่ว่า แต่กระเป๋าต้องตุง" (กำไร 3 เด้ง)
สำหรับโชซอน การยอมก้มหัวเรียกฮ่องเต้จีนว่า "บิดา" แลกมาด้วยผลประโยชน์ระดับพลิกแผ่นดิน ดังนี้ครับ:
เด้งที่ 1: กำไรจากการ "พระราชทานกลับ" (賞賜 - ส่างชื่อ)
ตามธรรมเนียม "รัฐพี่รัฐน้อง" ฮ่องเต้จีนจะเอาเปรียบรัฐประเทศราชไม่ได้เด็ดขาด กฎเหล็กคือ "รับของเขามา 1 ต้องให้คืน 3 หรือ 5" เพื่อแสดงบารมี
โชซอนส่งอะไรไป?: ของที่โชซอนแบกไปถวายมักเป็นของพื้นถิ่นที่หาได้ทั่วไป เช่น กระดาษฮันจิ พู่กัน หนังเสือดาว เสื่อกกสาน หรือม้าแคระ
จีนให้รัยกลับมา?: ฮ่องเต้ต้องตอบแทนด้วยของล้ำค่าระดับโลกในยุคนั้น เช่น ผ้าไหมชั้นเลิศหลายร้อยพับ แร่เงิน (Silver) เครื่องกระเบื้องเคลือบ และเครื่องยาจีน
ผลลัพธ์: โชซอนเอาของพื้นบ้านไปแลกของแบรนด์เนม แล้วเอาของแบรนด์เนมเหล่านั้นกลับมาเป็นทุนรอนแจกจ่ายขุนนาง หรือนำไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง นี่คือการค้าที่การันตีกำไร 300% โดยไม่มีความเสี่ยง
เด้งที่ 2: ตลาดปลอดภาษี และการกอยโกยแร่เงิน
คณะทูตที่เดินทางไปไม่ได้มีแค่ขุนนาง แต่มีการ "ยัดไส้" พ่อค้าหลายร้อยคน (從人) เมื่อเดินทางถึงปักกิ่ง พ่อค้าเหล่านี้จะขนเอา "โสมเกาหลี" (สินค้าขายดีอันดับหนึ่ง) ไปตั้งแผงขายในตลาดมืดรอบๆ หอรับรอง (會同館)
โสมเกาหลีเป็นที่ต้องการของเศรษฐีจีนมาก พ่อค้าโชซอนจึงสามารถโก่งราคาและดูดเอา "แร่เงินแท้" ของคนจีนกลับประเทศได้อย่างมหาศาล การมาบ่อยๆ จึงหมายถึงรอบพรีออเดอร์สินค้าที่ถี่ขึ้น รวยขึ้นนั่นเอง
เด้งที่ 3: อัปเดตเทคโนโลยีและความชอบธรรมฟรี
ทางความรู้: ทูตโชซอนใช้โอกาสนี้ไปกว้านซื้อ (หรือลักลอบซื้อ) ตำราความรู้ใหม่ๆ จากจีน ทั้งปรัชญา การแพทย์ ปฏิทินดาราศาสตร์ และวิทยาการตะวันตกที่เพิ่งเข้าสู่ปักกิ่ง ทำให้โชซอนพัฒนาประเทศได้โดยไม่ต้องไปคิดค้นเอง
ทางการเมือง: การที่กษัตริย์โชซอนได้รับการแต่งตั้ง (ตราตั้ง) จากฮ่องเต้จีน ทำให้สถานะของกษัตริย์เกาหลีมั่นคง ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าก่อกบฏ เพราะถ้ากบฏ ก็เท่ากับประกาศศัตรูกับกองทัพจีนด้วย (มีฮ่องเต้จีนคุ้มกะลาหัวให้ฟรีๆ)
💸 ฝั่งจีน: "หน้าใหญ่ใจโต จนคลังหลวงร่อยหรอ" (เสียเปรียบทุกประตู)
แล้วจีนล่ะ? ในเมื่อรู้ว่าขาดทุน ทำไมถึงยังยอมให้โชซอนมาสูบเลือดสูบเนื้อ? คำตอบคือ "ติดกับดักภาพลักษณ์ศูนย์กลางจักรวาล" ครับ สิ่งที่จีนต้องจ่ายนั้นสาหัสกว่าที่เราคิดมาก:
คลังหลวงฉีกเพราะต้องแจกของรางวัล
ยิ่งโชซอนมาบ่อย ฮ่องเต้ก็ยิ่งต้องเบิกผ้าไหมและเงินตราจากคลังหลวงมาแจกจ่ายบ่อยขึ้น จนขุนนางกระทรวงพระคลังต้องถวายฎีกาเตือนฮ่องเต้รัวๆ ว่า "งบประมาณประเทศกำลังจะหมดไปกับการเอาใจคณะทูตพวกนี้นะพ่ะย่ะค่ะ!" แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อยากเสียชื่อว่าเป็นคนตระหนี่ จึงต้องกัดฟันแจกต่อไป
หายนะของขุนนางและชาวบ้านท้องถิ่น (勞民傷財 - เหลามินซางไฉ)
นี่คือความเดือดร้อนที่สาหัสที่สุด! กฎหมายจีนระบุว่า "เมื่อคณะทูตเหยียบแผ่นดินจีน ทางการจีนต้องดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด"
ลองนึกภาพขบวนคน 300-500 คน พร้อมม้าอีกเป็นร้อยตัว เดินทางจากด่านชายแดน (เมืองเหลียวตง) ฝ่าความหนาวเข้ามาถึงปักกิ่ง ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ข้าหลวงเมืองเหลียวตงและเมืองรายทาง ต้องเป็นคนควักกระเป๋าจัดหา เสบียงอาหารชั้นดี หญ้าเลี้ยงม้า ที่พัก และจัดงานเลี้ยงต้อนรับ
เงินพวกนี้มาจากไหน? ก็มาจากการ "ขูดรีดภาษีและเกณฑ์แรงงานชาวนาจีน" ตามรายทางนั่นเอง จนมีบันทึกว่าชาวบ้านแถบชายแดนเหลียวตงยากจนลงเรื่อยๆ และเกลียดชังคณะทูตโชซอนมาก เพราะมาทีไร ชาวบ้านจีนต้องอดอยากเพื่อเอาข้าวไปเลี้ยงทูตเกาหลีทุกที
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไหลออก
การที่พ่อค้าโชซอนเอาโสมและกระดาษมาขาย แล้วขนแร่เงิน (Silver - ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในยุคนั้น) กลับไป ทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวะขาดดุลการค้าที่จีนแก้ไม่ตก เพราะจะสั่งห้ามเด็ดขาดก็ทำไม่ได้ เนื่องจากขุนนางจีนเองก็อยากได้โสมเกาหลี!
ภาคที่ 2: กฎหมายปะทะความกตัญญู (เมื่อจีนไล่ แต่โชซอนตื๊อ)
เมื่อคลังเริ่มร่อยหรอ ในยุคของ จักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง พระองค์ทรงทนความขยันของโชซอนไม่ไหว จึงมีพระราชโองการสั่งเด็ดขาดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย:
「高麗僻處東夷... 然其使者至,必煩驛遞,勞擾農民。自今止許三年一貢,毋得多來。」
(โครยอตั้งอยู่อย่างสันโดษ... ทว่าเมื่อใดที่ราชทูตมาถึง ย่อมสร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนแก่ราษฎร จากนี้สืบไป อนุญาตให้ส่งบรรณาการเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้ง ห้ามเดินทางมาบ่อยครั้งกว่านี้)
— บันทึกหมิงสือลู่ (明實錄)
เจอคำสั่งไล่ตรงๆ แบบนี้ แทนที่โชซอนจะยอมแพ้ กลับงัดเอา "หลักความกตัญญูของขงจื๊อ" มาเป็นอาวุธ กษัตริย์เกาหลีตีหน้าเศร้า ส่งพระราชสาส์นกลับไปตัดพ้อฮ่องเต้ว่า:
「三年一貢,非臣子慕華之誠,請復一年三貢之例。」
(การส่งบรรณาการเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้งนั้น มิอาจสะท้อนถึงความจริงใจของข้าพระพุทธเจ้าที่โหยหาและเคารพรักแผ่นดินจีนได้เลย ขอพระองค์โปรดรื้อฟื้นธรรมเนียมการส่งบรรณาการ 'หนึ่งปีสามครั้ง' ดังเดิมด้วยเถิด)
เจอข้ออ้างเชิงศีลธรรมแบบมัดมือชก ฮ่องเต้จีนซึ่งเป็นประมุขแห่งขงจื๊อถึงกับใบ้กิน เพราะถ้าปฏิเสธก็จะดูเป็น "พ่อที่ใจดำ" ผลักไสลูกที่อยากมาเยี่ยม ท้ายที่สุดจีนก็ต้องจำยอมเปิดประตูรับโชซอนให้มาสูบเลือดสูบเนื้อ "ปีละ 3 ครั้ง" ตามที่ขอมาแต่โดยดี!
ภาคที่ 3: มหกรรมยัดไส้! คณะทูตหรือแก๊งลักลอบค้าของเถื่อน?
เมื่อได้สิทธิ์มาบ่อยสมใจ โชซอนก็อัปเกรดความแสบด้วยการ "ยัดไส้" พ่อค้ามาในคราบผู้ติดตาม (從人 - ฉงเหริน) คณะทูตหลักมีไม่กี่สิบคน แต่ขบวนที่ตามมามีเหยียบหลายร้อยคน พ่วงม้าบรรทุกสินค้าส่วนตัวมาเพียบ พอถึงปักกิ่งปุ๊บ พ่อค้าเหล่านี้ก็ใช้สถานที่ราชการของจีนตั้งเป็นตลาดนัดเถื่อนทันที
ราชวงศ์ชิงปวดหัวกับเรื่องนี้มาก จนต้องออกกฎหมายใน ต้าชิงฮุ่ยเตี่ยนซื่อลี่ (大清會典事例) มาจัดการ และจารึกพฤติกรรมสุดแสบนี้ไว้ว่า:
「朝鮮貢使隨行從人,往往夾帶私物,沿途借名貿易。至京後,復於會同館私開市肆,射利營私。」
(ราชทูตโชซอนและผู้ติดตาม มักลักลอบนำพาสินค้าส่วนตัวติดตัวมาด้วย และใช้ข้ออ้างในการเดินทางเพื่อทำการค้า เมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว ยังแอบเปิดแผงค้าขายเป็นการลับในหอรับรอง เพื่อแสวงหากำไรส่วนตน)
นอกจากเปิดตลาดมืดแล้ว ทูตโชซอนยังชอบแอบไปช้อปปิ้ง "ของต้องห้าม" (違禁物) เช่น ตำราประวัติศาสตร์ ปฏิทินดาราศาสตร์ และแผนที่ทหาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความมั่นคงของจีน จนฮ่องเต้เฉียนหลงต้องมีรับสั่งด้วยความหงุดหงิด (ตามบันทึก ชิงสือลู่) ว่า:
「乃近日該國使臣等,仍有暗中購求史書、曆書及內地書籍者。防範不可不嚴。」
(เมื่อไม่นานมานี้ คณะทูตของประเทศดังกล่าว ก็ยังคงมีการแอบกว้านซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ ตำราปฏิทิน และหนังสือภายในอยู่อย่างลับๆ (暗中 - อั้นจง) การป้องกันจำต้องเข้มงวดให้มาก)
ภาคที่ 4: ศิลปะแห่ง Malicious Compliance (ทำตามเป๊ะ... แต่กวนโอ๊ยสุดๆ)
เมื่อจีนเรียกร้องของบรรณาการที่ขัดต่อผลประโยชน์ชาติ โชซอนจะใช้วิธี "ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ (แบบเนียนๆ)" คือทำตามคำสั่งเป๊ะๆ แต่ผลลัพธ์ทำให้จีนแทบกระอักเลือด และจีนก็เอาผิดไม่ได้เพราะโชซอนอ้าง "ความยากจน"!
อยากได้ทองคำ? ได้เสื่อกกไปละกัน: ต้นราชวงศ์หมิง จีนเรียกร้องทองคำและแร่เงินมหาศาล กษัตริย์โชซอนรู้ว่าถ้าให้ไปเศรษฐกิจพังแน่ จึงสั่ง "ปิดเหมืองทองและเหมืองเงิน" ทั่วประเทศ ห้ามชาวบ้านขุดเด็ดขาด! แล้วส่งสาส์นไปร้องไห้บอกฮ่องเต้ว่า "แผ่นดินเรายากไร้ ขุดหาเท่าไหร่ก็ไม่มีทอง" พร้อมแบกเอา กระดาษฮันจิ พู่กัน และเสื่อกกสานลายมังกร ไปถวายแทน ฮ่องเต้ก็ต้องจำยอมรับไปเพราะถือว่าโชซอนถ่อมตนยอมรับความยากไร้แล้ว
อยากได้ม้าศึก? รับม้าแคระไปนะ: จีนทำศึกกับมองโกล สั่งให้โชซอนส่งม้ามาช่วยรบ โชซอนไม่อยากเสียม้าพันธุ์ดี จึงกวาดเอา ม้าแคระจากเกาะเชจู ม้าแก่ และม้าป่วย ส่งไปให้ครบจำนวนเป๊ะตามที่สั่ง พอขุนนางจีนโวยวาย โชซอนก็ตีหน้าซื่ออ้างว่า "นี่คือม้าที่สตรองที่สุดในแผ่นดินอันหนาวเหน็บของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ" สั่งม้า 1,000 ตัว ก็ได้ 1,000 ตัว จีนหาข้อหามาประหารทูตไม่ได้เลย!
เหยี่ยวหายากที่บังเอิญป่วยตาย: ฮ่องเต้บางองค์ชอบล่าสัตว์ สั่งให้เกณฑ์คนไปปีนหน้าผาจับนกเหยี่ยวหายากมาถวาย คณะทูตโชซอนขี้เกียจดูแลรักษาระหว่างทาง พอใกล้ถึงปักกิ่ง นกเหยี่ยวพวกนี้ก็จะ "บังเอิญป่วยตาย" อย่างลึกลับ ทูตจะหิ้วซากนกไปเข้าเฝ้าแล้วบอกว่า "อากาศโหดร้าย นกตรอมใจตายพ่ะย่ะค่ะ" จีนก็ลงโทษไม่ได้เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย สุดท้ายจีนรำคาญจนต้องเลิกขอไปเอง
ขอสาวงาม? ได้สาวหน้าธรรมดาไปละกัน: จีนขอนางกำนัลพรหมจรรย์ ขุนนางโชซอนไม่อยากส่งลูกสาวไปลำบาก จึงรีบจับลูกตัวเองแต่งงานตั้งแต่ 10-12 ขวบ เพื่อให้หลุดโควตา แล้วไปเกณฑ์หญิงชาวบ้านหน้าตาธรรมดาไปแทน จนทูตจีนถึงกับจดบันทึกด่าว่า "หญิงที่โชซอนส่งมา หางามไม่!" โชซอนก็ตอบกลับไปมึนๆ ว่า "นี่เราคัดคนที่สวยที่สุดในแผ่นดินมาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
ภาคที่ 5: เล่นการเมืองสองหน้า (ชิงต่อหน้า หมิงลับหลัง และเครือข่ายสายลับ)
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โชซอนคือสุดยอดผู้รอดชีวิตที่ตีสองหน้าได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์หมิง (ชาวฮั่นที่โชซอนเคารพ) เป็นราชวงศ์ชิง (ชาวแมนจูที่โชซอนรังเกียจ)
รบปลอมๆ แล้วชูธงขาว: เมื่อหมิงทวงบุญคุณ สั่งให้โชซอนส่งกองทัพมาช่วยปราบแมนจู (ชิง) พระเจ้าควังแฮกุน ส่งทหารไปหมื่นนาย แต่แอบเรียกแม่ทัพ คังฮงริบ มาสั่งการลับๆ ว่า "ให้ดูสถานการณ์ ถ้ารบแพ้ ให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อแมนจูทันที อย่าตายเปล่า!" พอทัพหมิงแตก โชซอนก็ชูธงขาวปุ๊บ ทำให้แมนจูไม่โกรธ ส่วนหมิงก็เอาผิดไม่ได้เพราะถือว่าทำตามคำสั่งส่งทัพมาช่วยรบแล้ว (แค่รบแพ้)
ปฏิทินซ่อนแอบ (ด่ารัฐแม่แบบ Passive Aggressive): โชซอนยอมเป็นประเทศราชของชิง และใช้ปฏิทิน (รัชศก) ของชิงในสาส์นราชการที่ส่งไปปักกิ่งอย่างถูกต้องเป๊ะ... แต่ในประเทศตัวเอง ขุนนางโชซอนแอบใช้ปีรัชศก "ฉงเจิน" (ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของหมิง) ในบันทึกส่วนตัวและป้ายหลุมศพต่อไปอีกเป็นร้อยปี! โดยที่ทูตจีนไม่เคยระแคะระคายเลย
คณะทูต = เครือข่ายจารกรรม: กฎหมายจีนห้ามวาดแผนที่เด็ดขาด แต่ทูตโชซอนใช้วิธี "ท่องจำ" ภูมิประเทศ ที่ตั้งค่ายทหาร และราคาข้าวเปลือกในปักกิ่ง แล้วกลับมาวาดแผนที่เขียนรายงานลับ (ยอนแฮงนก - 燕行錄) ถวายกษัตริย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าราชวงศ์ชิงใกล้จะล่มสลายหรือยัง
บทสรุปของเกมชิงไหวชิงพริบ:
หากมองประวัติศาสตร์ผ่านข้อกฎหมายและการทูต ระบบบรรณาการสำหรับโชซอน ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการสูญเสียเอกราช แต่เป็น "สิทธิพิเศษทางการค้า" (Privilege) ที่มีมหาอำนาจเป็นผู้รับเคราะห์
โชซอนยอมสละ "อีโก้และหน้าตา" แลกกับการก้มหัวเรียกฮ่องเต้ว่าบิดา เพื่อดึงเอา "ความมั่งคั่ง เทคโนโลยี และความมั่นคง" กลับมาหล่อเลี้ยงประเทศตัวเอง
ในขณะที่จีน ยอมเอาคลังหลวงและหยาดเหงื่อของราษฎรตัวเองไปละลายแม่น้ำ เพียงเพื่อรักษาหน้าตา
โชซอน รัฐบรรณาการโคตรตัวแสบ ที่ทำจีนหัวจะปวดแต่ก็ทำไรไม่ได้
แต่ถ้าเราลองกางบันทึกประวัติศาสตร์ชั้นปฐมภูมิ ทั้งของจีน (หมิง/ชิงสือลู่) และเกาหลี (โชซอนวังโจชิลรก) มาวิเคราะห์กันแบบบรรทัดต่อบรรทัด เราจะพบความจริงที่ชวนปวดหัวว่า... โชซอน (เกาหลี) นี่แหละคือยอดนักกฎหมายและนักการทูตตัวพ่อ! พวกเขารู้จักใช้ช่องโหว่จากธรรมเนียมขงจื๊อมาฟันกำไร ปั่นหัวฮ่องเต้จีนจนคลังแทบแตก และทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้อย่างแนบเนียนที่สุด โดยที่จีนเอาผิดไม่ได้เลยแม้แต่ข้อเดียว
นี่คือเรื่องราวแบบเจาะลึก ว่าโชซอนทำอย่างไรถึงสูบเลือดสูบเนื้อ "โอรสสวรรค์" ได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
ภาคที่ 1: เจาะงบดุล "จิ้มก้อง" ทำไมโชซอนถึงอยากไปจีนบ่อยๆ? (โชซอนได้อะไร จีนเสียอะไร)
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมโชซอนถึงต้องงัดเอาหลักขงจื๊อมาอ้าง สู้ตายเพื่อขอส่งคณะทูตไปจีนให้ได้ "ปีละ 3 ครั้ง" (一年三貢) ทั้งที่การเดินทางรอนแรมไปปักกิ่งนั้นเหนื่อยยากและกินเวลานานนับเดือน?
คำตอบสั้นๆ คือ "เพราะมันคือกำไรล้วนๆ" ครับ
หากเรากางงบดุลรายรับรายจ่ายของการส่งบรรณาการแต่ละครั้งออกมาดู เราจะเห็นความฉลาดแกมโกงของโชซอน และความหน้าใหญ่ใจโตที่นำไปสู่ความชอกช้ำของราชสำนักจีนได้อย่างชัดเจน
💰 ฝั่งโชซอน: "เสียหน้าไม่ว่า แต่กระเป๋าต้องตุง" (กำไร 3 เด้ง)
สำหรับโชซอน การยอมก้มหัวเรียกฮ่องเต้จีนว่า "บิดา" แลกมาด้วยผลประโยชน์ระดับพลิกแผ่นดิน ดังนี้ครับ:
เด้งที่ 1: กำไรจากการ "พระราชทานกลับ" (賞賜 - ส่างชื่อ)
ตามธรรมเนียม "รัฐพี่รัฐน้อง" ฮ่องเต้จีนจะเอาเปรียบรัฐประเทศราชไม่ได้เด็ดขาด กฎเหล็กคือ "รับของเขามา 1 ต้องให้คืน 3 หรือ 5" เพื่อแสดงบารมี
โชซอนส่งอะไรไป?: ของที่โชซอนแบกไปถวายมักเป็นของพื้นถิ่นที่หาได้ทั่วไป เช่น กระดาษฮันจิ พู่กัน หนังเสือดาว เสื่อกกสาน หรือม้าแคระ
จีนให้รัยกลับมา?: ฮ่องเต้ต้องตอบแทนด้วยของล้ำค่าระดับโลกในยุคนั้น เช่น ผ้าไหมชั้นเลิศหลายร้อยพับ แร่เงิน (Silver) เครื่องกระเบื้องเคลือบ และเครื่องยาจีน
ผลลัพธ์: โชซอนเอาของพื้นบ้านไปแลกของแบรนด์เนม แล้วเอาของแบรนด์เนมเหล่านั้นกลับมาเป็นทุนรอนแจกจ่ายขุนนาง หรือนำไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของตัวเอง นี่คือการค้าที่การันตีกำไร 300% โดยไม่มีความเสี่ยง
เด้งที่ 2: ตลาดปลอดภาษี และการกอยโกยแร่เงิน
คณะทูตที่เดินทางไปไม่ได้มีแค่ขุนนาง แต่มีการ "ยัดไส้" พ่อค้าหลายร้อยคน (從人) เมื่อเดินทางถึงปักกิ่ง พ่อค้าเหล่านี้จะขนเอา "โสมเกาหลี" (สินค้าขายดีอันดับหนึ่ง) ไปตั้งแผงขายในตลาดมืดรอบๆ หอรับรอง (會同館)
โสมเกาหลีเป็นที่ต้องการของเศรษฐีจีนมาก พ่อค้าโชซอนจึงสามารถโก่งราคาและดูดเอา "แร่เงินแท้" ของคนจีนกลับประเทศได้อย่างมหาศาล การมาบ่อยๆ จึงหมายถึงรอบพรีออเดอร์สินค้าที่ถี่ขึ้น รวยขึ้นนั่นเอง
เด้งที่ 3: อัปเดตเทคโนโลยีและความชอบธรรมฟรี
ทางความรู้: ทูตโชซอนใช้โอกาสนี้ไปกว้านซื้อ (หรือลักลอบซื้อ) ตำราความรู้ใหม่ๆ จากจีน ทั้งปรัชญา การแพทย์ ปฏิทินดาราศาสตร์ และวิทยาการตะวันตกที่เพิ่งเข้าสู่ปักกิ่ง ทำให้โชซอนพัฒนาประเทศได้โดยไม่ต้องไปคิดค้นเอง
ทางการเมือง: การที่กษัตริย์โชซอนได้รับการแต่งตั้ง (ตราตั้ง) จากฮ่องเต้จีน ทำให้สถานะของกษัตริย์เกาหลีมั่นคง ไม่มีขุนนางคนไหนกล้าก่อกบฏ เพราะถ้ากบฏ ก็เท่ากับประกาศศัตรูกับกองทัพจีนด้วย (มีฮ่องเต้จีนคุ้มกะลาหัวให้ฟรีๆ)
💸 ฝั่งจีน: "หน้าใหญ่ใจโต จนคลังหลวงร่อยหรอ" (เสียเปรียบทุกประตู)
แล้วจีนล่ะ? ในเมื่อรู้ว่าขาดทุน ทำไมถึงยังยอมให้โชซอนมาสูบเลือดสูบเนื้อ? คำตอบคือ "ติดกับดักภาพลักษณ์ศูนย์กลางจักรวาล" ครับ สิ่งที่จีนต้องจ่ายนั้นสาหัสกว่าที่เราคิดมาก:
คลังหลวงฉีกเพราะต้องแจกของรางวัล
ยิ่งโชซอนมาบ่อย ฮ่องเต้ก็ยิ่งต้องเบิกผ้าไหมและเงินตราจากคลังหลวงมาแจกจ่ายบ่อยขึ้น จนขุนนางกระทรวงพระคลังต้องถวายฎีกาเตือนฮ่องเต้รัวๆ ว่า "งบประมาณประเทศกำลังจะหมดไปกับการเอาใจคณะทูตพวกนี้นะพ่ะย่ะค่ะ!" แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อยากเสียชื่อว่าเป็นคนตระหนี่ จึงต้องกัดฟันแจกต่อไป
หายนะของขุนนางและชาวบ้านท้องถิ่น (勞民傷財 - เหลามินซางไฉ)
นี่คือความเดือดร้อนที่สาหัสที่สุด! กฎหมายจีนระบุว่า "เมื่อคณะทูตเหยียบแผ่นดินจีน ทางการจีนต้องดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด"
ลองนึกภาพขบวนคน 300-500 คน พร้อมม้าอีกเป็นร้อยตัว เดินทางจากด่านชายแดน (เมืองเหลียวตง) ฝ่าความหนาวเข้ามาถึงปักกิ่ง ใช้เวลาเป็นเดือนๆ ข้าหลวงเมืองเหลียวตงและเมืองรายทาง ต้องเป็นคนควักกระเป๋าจัดหา เสบียงอาหารชั้นดี หญ้าเลี้ยงม้า ที่พัก และจัดงานเลี้ยงต้อนรับ
เงินพวกนี้มาจากไหน? ก็มาจากการ "ขูดรีดภาษีและเกณฑ์แรงงานชาวนาจีน" ตามรายทางนั่นเอง จนมีบันทึกว่าชาวบ้านแถบชายแดนเหลียวตงยากจนลงเรื่อยๆ และเกลียดชังคณะทูตโชซอนมาก เพราะมาทีไร ชาวบ้านจีนต้องอดอยากเพื่อเอาข้าวไปเลี้ยงทูตเกาหลีทุกที
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไหลออก
การที่พ่อค้าโชซอนเอาโสมและกระดาษมาขาย แล้วขนแร่เงิน (Silver - ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในยุคนั้น) กลับไป ทำให้ระบบเศรษฐกิจของจีนสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวะขาดดุลการค้าที่จีนแก้ไม่ตก เพราะจะสั่งห้ามเด็ดขาดก็ทำไม่ได้ เนื่องจากขุนนางจีนเองก็อยากได้โสมเกาหลี!
ภาคที่ 2: กฎหมายปะทะความกตัญญู (เมื่อจีนไล่ แต่โชซอนตื๊อ)
เมื่อคลังเริ่มร่อยหรอ ในยุคของ จักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง พระองค์ทรงทนความขยันของโชซอนไม่ไหว จึงมีพระราชโองการสั่งเด็ดขาดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย:
「高麗僻處東夷... 然其使者至,必煩驛遞,勞擾農民。自今止許三年一貢,毋得多來。」
(โครยอตั้งอยู่อย่างสันโดษ... ทว่าเมื่อใดที่ราชทูตมาถึง ย่อมสร้างความวุ่นวายและเดือดร้อนแก่ราษฎร จากนี้สืบไป อนุญาตให้ส่งบรรณาการเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้ง ห้ามเดินทางมาบ่อยครั้งกว่านี้)
— บันทึกหมิงสือลู่ (明實錄)
เจอคำสั่งไล่ตรงๆ แบบนี้ แทนที่โชซอนจะยอมแพ้ กลับงัดเอา "หลักความกตัญญูของขงจื๊อ" มาเป็นอาวุธ กษัตริย์เกาหลีตีหน้าเศร้า ส่งพระราชสาส์นกลับไปตัดพ้อฮ่องเต้ว่า:
「三年一貢,非臣子慕華之誠,請復一年三貢之例。」
(การส่งบรรณาการเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้งนั้น มิอาจสะท้อนถึงความจริงใจของข้าพระพุทธเจ้าที่โหยหาและเคารพรักแผ่นดินจีนได้เลย ขอพระองค์โปรดรื้อฟื้นธรรมเนียมการส่งบรรณาการ 'หนึ่งปีสามครั้ง' ดังเดิมด้วยเถิด)
เจอข้ออ้างเชิงศีลธรรมแบบมัดมือชก ฮ่องเต้จีนซึ่งเป็นประมุขแห่งขงจื๊อถึงกับใบ้กิน เพราะถ้าปฏิเสธก็จะดูเป็น "พ่อที่ใจดำ" ผลักไสลูกที่อยากมาเยี่ยม ท้ายที่สุดจีนก็ต้องจำยอมเปิดประตูรับโชซอนให้มาสูบเลือดสูบเนื้อ "ปีละ 3 ครั้ง" ตามที่ขอมาแต่โดยดี!
ภาคที่ 3: มหกรรมยัดไส้! คณะทูตหรือแก๊งลักลอบค้าของเถื่อน?
เมื่อได้สิทธิ์มาบ่อยสมใจ โชซอนก็อัปเกรดความแสบด้วยการ "ยัดไส้" พ่อค้ามาในคราบผู้ติดตาม (從人 - ฉงเหริน) คณะทูตหลักมีไม่กี่สิบคน แต่ขบวนที่ตามมามีเหยียบหลายร้อยคน พ่วงม้าบรรทุกสินค้าส่วนตัวมาเพียบ พอถึงปักกิ่งปุ๊บ พ่อค้าเหล่านี้ก็ใช้สถานที่ราชการของจีนตั้งเป็นตลาดนัดเถื่อนทันที
ราชวงศ์ชิงปวดหัวกับเรื่องนี้มาก จนต้องออกกฎหมายใน ต้าชิงฮุ่ยเตี่ยนซื่อลี่ (大清會典事例) มาจัดการ และจารึกพฤติกรรมสุดแสบนี้ไว้ว่า:
「朝鮮貢使隨行從人,往往夾帶私物,沿途借名貿易。至京後,復於會同館私開市肆,射利營私。」
(ราชทูตโชซอนและผู้ติดตาม มักลักลอบนำพาสินค้าส่วนตัวติดตัวมาด้วย และใช้ข้ออ้างในการเดินทางเพื่อทำการค้า เมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว ยังแอบเปิดแผงค้าขายเป็นการลับในหอรับรอง เพื่อแสวงหากำไรส่วนตน)
นอกจากเปิดตลาดมืดแล้ว ทูตโชซอนยังชอบแอบไปช้อปปิ้ง "ของต้องห้าม" (違禁物) เช่น ตำราประวัติศาสตร์ ปฏิทินดาราศาสตร์ และแผนที่ทหาร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความมั่นคงของจีน จนฮ่องเต้เฉียนหลงต้องมีรับสั่งด้วยความหงุดหงิด (ตามบันทึก ชิงสือลู่) ว่า:
「乃近日該國使臣等,仍有暗中購求史書、曆書及內地書籍者。防範不可不嚴。」
(เมื่อไม่นานมานี้ คณะทูตของประเทศดังกล่าว ก็ยังคงมีการแอบกว้านซื้อหนังสือประวัติศาสตร์ ตำราปฏิทิน และหนังสือภายในอยู่อย่างลับๆ (暗中 - อั้นจง) การป้องกันจำต้องเข้มงวดให้มาก)
ภาคที่ 4: ศิลปะแห่ง Malicious Compliance (ทำตามเป๊ะ... แต่กวนโอ๊ยสุดๆ)
เมื่อจีนเรียกร้องของบรรณาการที่ขัดต่อผลประโยชน์ชาติ โชซอนจะใช้วิธี "ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ (แบบเนียนๆ)" คือทำตามคำสั่งเป๊ะๆ แต่ผลลัพธ์ทำให้จีนแทบกระอักเลือด และจีนก็เอาผิดไม่ได้เพราะโชซอนอ้าง "ความยากจน"!
อยากได้ทองคำ? ได้เสื่อกกไปละกัน: ต้นราชวงศ์หมิง จีนเรียกร้องทองคำและแร่เงินมหาศาล กษัตริย์โชซอนรู้ว่าถ้าให้ไปเศรษฐกิจพังแน่ จึงสั่ง "ปิดเหมืองทองและเหมืองเงิน" ทั่วประเทศ ห้ามชาวบ้านขุดเด็ดขาด! แล้วส่งสาส์นไปร้องไห้บอกฮ่องเต้ว่า "แผ่นดินเรายากไร้ ขุดหาเท่าไหร่ก็ไม่มีทอง" พร้อมแบกเอา กระดาษฮันจิ พู่กัน และเสื่อกกสานลายมังกร ไปถวายแทน ฮ่องเต้ก็ต้องจำยอมรับไปเพราะถือว่าโชซอนถ่อมตนยอมรับความยากไร้แล้ว
อยากได้ม้าศึก? รับม้าแคระไปนะ: จีนทำศึกกับมองโกล สั่งให้โชซอนส่งม้ามาช่วยรบ โชซอนไม่อยากเสียม้าพันธุ์ดี จึงกวาดเอา ม้าแคระจากเกาะเชจู ม้าแก่ และม้าป่วย ส่งไปให้ครบจำนวนเป๊ะตามที่สั่ง พอขุนนางจีนโวยวาย โชซอนก็ตีหน้าซื่ออ้างว่า "นี่คือม้าที่สตรองที่สุดในแผ่นดินอันหนาวเหน็บของเราแล้วพ่ะย่ะค่ะ" สั่งม้า 1,000 ตัว ก็ได้ 1,000 ตัว จีนหาข้อหามาประหารทูตไม่ได้เลย!
เหยี่ยวหายากที่บังเอิญป่วยตาย: ฮ่องเต้บางองค์ชอบล่าสัตว์ สั่งให้เกณฑ์คนไปปีนหน้าผาจับนกเหยี่ยวหายากมาถวาย คณะทูตโชซอนขี้เกียจดูแลรักษาระหว่างทาง พอใกล้ถึงปักกิ่ง นกเหยี่ยวพวกนี้ก็จะ "บังเอิญป่วยตาย" อย่างลึกลับ ทูตจะหิ้วซากนกไปเข้าเฝ้าแล้วบอกว่า "อากาศโหดร้าย นกตรอมใจตายพ่ะย่ะค่ะ" จีนก็ลงโทษไม่ได้เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย สุดท้ายจีนรำคาญจนต้องเลิกขอไปเอง
ขอสาวงาม? ได้สาวหน้าธรรมดาไปละกัน: จีนขอนางกำนัลพรหมจรรย์ ขุนนางโชซอนไม่อยากส่งลูกสาวไปลำบาก จึงรีบจับลูกตัวเองแต่งงานตั้งแต่ 10-12 ขวบ เพื่อให้หลุดโควตา แล้วไปเกณฑ์หญิงชาวบ้านหน้าตาธรรมดาไปแทน จนทูตจีนถึงกับจดบันทึกด่าว่า "หญิงที่โชซอนส่งมา หางามไม่!" โชซอนก็ตอบกลับไปมึนๆ ว่า "นี่เราคัดคนที่สวยที่สุดในแผ่นดินมาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
ภาคที่ 5: เล่นการเมืองสองหน้า (ชิงต่อหน้า หมิงลับหลัง และเครือข่ายสายลับ)
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โชซอนคือสุดยอดผู้รอดชีวิตที่ตีสองหน้าได้อย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะในยุคเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์หมิง (ชาวฮั่นที่โชซอนเคารพ) เป็นราชวงศ์ชิง (ชาวแมนจูที่โชซอนรังเกียจ)
รบปลอมๆ แล้วชูธงขาว: เมื่อหมิงทวงบุญคุณ สั่งให้โชซอนส่งกองทัพมาช่วยปราบแมนจู (ชิง) พระเจ้าควังแฮกุน ส่งทหารไปหมื่นนาย แต่แอบเรียกแม่ทัพ คังฮงริบ มาสั่งการลับๆ ว่า "ให้ดูสถานการณ์ ถ้ารบแพ้ ให้ยอมสวามิภักดิ์ต่อแมนจูทันที อย่าตายเปล่า!" พอทัพหมิงแตก โชซอนก็ชูธงขาวปุ๊บ ทำให้แมนจูไม่โกรธ ส่วนหมิงก็เอาผิดไม่ได้เพราะถือว่าทำตามคำสั่งส่งทัพมาช่วยรบแล้ว (แค่รบแพ้)
ปฏิทินซ่อนแอบ (ด่ารัฐแม่แบบ Passive Aggressive): โชซอนยอมเป็นประเทศราชของชิง และใช้ปฏิทิน (รัชศก) ของชิงในสาส์นราชการที่ส่งไปปักกิ่งอย่างถูกต้องเป๊ะ... แต่ในประเทศตัวเอง ขุนนางโชซอนแอบใช้ปีรัชศก "ฉงเจิน" (ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของหมิง) ในบันทึกส่วนตัวและป้ายหลุมศพต่อไปอีกเป็นร้อยปี! โดยที่ทูตจีนไม่เคยระแคะระคายเลย
คณะทูต = เครือข่ายจารกรรม: กฎหมายจีนห้ามวาดแผนที่เด็ดขาด แต่ทูตโชซอนใช้วิธี "ท่องจำ" ภูมิประเทศ ที่ตั้งค่ายทหาร และราคาข้าวเปลือกในปักกิ่ง แล้วกลับมาวาดแผนที่เขียนรายงานลับ (ยอนแฮงนก - 燕行錄) ถวายกษัตริย์อย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าราชวงศ์ชิงใกล้จะล่มสลายหรือยัง
บทสรุปของเกมชิงไหวชิงพริบ:
หากมองประวัติศาสตร์ผ่านข้อกฎหมายและการทูต ระบบบรรณาการสำหรับโชซอน ไม่ใช่สัญลักษณ์ของการสูญเสียเอกราช แต่เป็น "สิทธิพิเศษทางการค้า" (Privilege) ที่มีมหาอำนาจเป็นผู้รับเคราะห์
โชซอนยอมสละ "อีโก้และหน้าตา" แลกกับการก้มหัวเรียกฮ่องเต้ว่าบิดา เพื่อดึงเอา "ความมั่งคั่ง เทคโนโลยี และความมั่นคง" กลับมาหล่อเลี้ยงประเทศตัวเอง
ในขณะที่จีน ยอมเอาคลังหลวงและหยาดเหงื่อของราษฎรตัวเองไปละลายแม่น้ำ เพียงเพื่อรักษาหน้าตา