เช้าวันหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถังราว 1,300 ปีมาแล้ว เมือง ”หยางโจว” คึกคักไปด้วยขบวนเกวียน
.
พ่อค้าเกลือและเหล่ากวีจากแดนไกล เสียงเรือสินค้าล่องเข้ามาตามคลองใหญ่
.
โรงน้ำชาเก่าแก่ริมถนน ควันขาวลอยออกมาจากกาน้ำดินเผา กลิ่นหอมละมุนชวนให้ใครต่อใครหยุดพัก
.
ที่นี่เองคือ ต้นกำเนิดของ “เจ่าฉา” 早茶 zǎo chá
.
“จิบชาเช้า”
.
แต่ Early Tea แบบหยางโจว ไม่ได้เป็นการกินเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนเราเข้าใจทุกวันนี้
.
มันคืองานเลี้ยงขนาดย่อมเลย
บนโต๊ะมีทั้งซาลาเปาไส้สามอย่างที่สับละเอียด
.
ขนมจีบเขียวมรกต ซาลาเปาไส้มันไข่ปูและยังมี เป็ดย่าง เนื้อเค็ม ไข่เยี่ยวม้า จัดเรียงเป็นสำรับเล็ก ๆ ทั้งร้อนทั้งเย็น
.
เน้นกินของดี ราคาไม่เกี่ยงเพราะคนย่านนี้เขามีตังค์!
.
นี่คือวัฒนธรรมของพ่อค้าเกลือมหาเศรษฐีและบัณฑิตผู้รักความหรูหราแบบหยางโจว
.
คือการประกาศฐานะและรสนิยม ไม่ใช่แค่รองท้องให้หายหิว
.
เวลาผ่านไปพันปีในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ศูนย์กลางการค้าเกิดการโยกย้าย จากริมฝั่งน้ำแยงซีเกียงและคลองใหญ่ตัดเหนือใต้ที่คึกคัก…
.
สู่เมืองท่าริมฝั่งทะเล และอ่าวกวางตุ้ง ที่คนทั้งโลกรู้จัก
.
เช้าที่ “กว่างโจว” 广州 (กวางเจา) เต็มไปด้วยเสียงผู้คนแออัดในโรงน้ำชา
.
รากเหง้าเดียวกัน แต่มาในสไตล์ที่แตกต่าง ชาหนึ่งกา พร้อมติ่มซำเล็ก ๆ สองจาน
.
บางคนสั่ง ฮะเก๋า, ซาลาเปาหมูแดง อีกโต๊ะสั่งตีนไก่ตุ๋น ถัดไปเป็นก๋วยเตี๋ยวหลอด
.
เสียงคนเฮฮา คุยธุรกิจบ้าง เล่าข่าวบ้านเมืองบ้าง เด็กเสิร์ฟถือเข่งติ่มซำเดินผ่าน ตะโกนชื่ออาหารดังลั่นให้ใครอยากได้ก็ยกมือเรียก
.
นี่แหละคือ การดื่มชาตอนเช้าแบบกวางตุ้ง
.
ไม่ใช่งานเลี้ยงหรูของคนรวย แต่เป็นวิถีชีวิตที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตั้งแต่พ่อค้า คนงาน ไปจนถึงเศรษฐีใหญ่ ต่างก็มานั่งกินชาในร้านเหมือนกัน
.
ถ้าถามว่า ใครคือ “ต้นตำรับ” ของการจิบชาตอนเช้า?
.
คำตอบก็คือ หยางโจวเริ่มก่อน เป็นรากเหง้าเก่าแก่
.
แต่ถ้าถามว่าใครทำให้วัฒนธรรมอาหารนี้ดังไปทั่วโลก?
.
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กวางตุ้งคือผู้เผยแพร่จน ติ่มซำกับแก้วชาใบเล็ก กลายเป็นภาพจำของคนทั้งโลก
.
อารยธรรมทีมต่อเนื่องยาวนาน เชื่อมต่อเป็นพลวัตเช่นนี้มาเป็นพันปีแล้ว
.
ว่าไปนี่ก็คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีน หลายสิ่งอย่าง เริ่มจากเมืองหนึ่ง แล้วถูกอีกเมืองรับช่วงต่อ
.
แปรเปลี่ยนรูปแบบ และส่งต่อกลายเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติไปเลย
.
ที่มา
ไทยคำจีนคำ
ต้นกำเนิด “จิบชายามเช้า”
เช้าวันหนึ่งในสมัยราชวงศ์ถังราว 1,300 ปีมาแล้ว เมือง ”หยางโจว” คึกคักไปด้วยขบวนเกวียน
.
พ่อค้าเกลือและเหล่ากวีจากแดนไกล เสียงเรือสินค้าล่องเข้ามาตามคลองใหญ่
.
โรงน้ำชาเก่าแก่ริมถนน ควันขาวลอยออกมาจากกาน้ำดินเผา กลิ่นหอมละมุนชวนให้ใครต่อใครหยุดพัก
.
ที่นี่เองคือ ต้นกำเนิดของ “เจ่าฉา” 早茶 zǎo chá
.
“จิบชาเช้า”
.
แต่ Early Tea แบบหยางโจว ไม่ได้เป็นการกินเล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนเราเข้าใจทุกวันนี้
.
มันคืองานเลี้ยงขนาดย่อมเลย
บนโต๊ะมีทั้งซาลาเปาไส้สามอย่างที่สับละเอียด
.
ขนมจีบเขียวมรกต ซาลาเปาไส้มันไข่ปูและยังมี เป็ดย่าง เนื้อเค็ม ไข่เยี่ยวม้า จัดเรียงเป็นสำรับเล็ก ๆ ทั้งร้อนทั้งเย็น
.
เน้นกินของดี ราคาไม่เกี่ยงเพราะคนย่านนี้เขามีตังค์!
.
นี่คือวัฒนธรรมของพ่อค้าเกลือมหาเศรษฐีและบัณฑิตผู้รักความหรูหราแบบหยางโจว
.
คือการประกาศฐานะและรสนิยม ไม่ใช่แค่รองท้องให้หายหิว
.
เวลาผ่านไปพันปีในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ศูนย์กลางการค้าเกิดการโยกย้าย จากริมฝั่งน้ำแยงซีเกียงและคลองใหญ่ตัดเหนือใต้ที่คึกคัก…
.
สู่เมืองท่าริมฝั่งทะเล และอ่าวกวางตุ้ง ที่คนทั้งโลกรู้จัก
.
เช้าที่ “กว่างโจว” 广州 (กวางเจา) เต็มไปด้วยเสียงผู้คนแออัดในโรงน้ำชา
.
รากเหง้าเดียวกัน แต่มาในสไตล์ที่แตกต่าง ชาหนึ่งกา พร้อมติ่มซำเล็ก ๆ สองจาน
.
บางคนสั่ง ฮะเก๋า, ซาลาเปาหมูแดง อีกโต๊ะสั่งตีนไก่ตุ๋น ถัดไปเป็นก๋วยเตี๋ยวหลอด
.
เสียงคนเฮฮา คุยธุรกิจบ้าง เล่าข่าวบ้านเมืองบ้าง เด็กเสิร์ฟถือเข่งติ่มซำเดินผ่าน ตะโกนชื่ออาหารดังลั่นให้ใครอยากได้ก็ยกมือเรียก
.
นี่แหละคือ การดื่มชาตอนเช้าแบบกวางตุ้ง
.
ไม่ใช่งานเลี้ยงหรูของคนรวย แต่เป็นวิถีชีวิตที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตั้งแต่พ่อค้า คนงาน ไปจนถึงเศรษฐีใหญ่ ต่างก็มานั่งกินชาในร้านเหมือนกัน
.
ถ้าถามว่า ใครคือ “ต้นตำรับ” ของการจิบชาตอนเช้า?
.
คำตอบก็คือ หยางโจวเริ่มก่อน เป็นรากเหง้าเก่าแก่
.
แต่ถ้าถามว่าใครทำให้วัฒนธรรมอาหารนี้ดังไปทั่วโลก?
.
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า กวางตุ้งคือผู้เผยแพร่จน ติ่มซำกับแก้วชาใบเล็ก กลายเป็นภาพจำของคนทั้งโลก
.
อารยธรรมทีมต่อเนื่องยาวนาน เชื่อมต่อเป็นพลวัตเช่นนี้มาเป็นพันปีแล้ว
.
ว่าไปนี่ก็คือเสน่ห์ของวัฒนธรรมจีน หลายสิ่งอย่าง เริ่มจากเมืองหนึ่ง แล้วถูกอีกเมืองรับช่วงต่อ
.
แปรเปลี่ยนรูปแบบ และส่งต่อกลายเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติไปเลย
.
ที่มา ไทยคำจีนคำ