KEY POINTS
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มเปลี่ยนวิธีการระดมทุนจากการใช้กระแสเงินสดภายในไปสู่การออกหุ้นกู้มากขึ้น ซึ่งทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงิน และ Bond Yield มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง และอาจนำไปสู่การหมุนเวียนเงินทุนไปยังตลาดหุ้นอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่น ตลาดเกาหลีใต้
แม้มีความกังวลเรื่องฟองสบู่ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสถานการณ์ยังแตกต่างจากยุคดอตคอม เนื่องจากบริษัท AI ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ และมีการนำไปใช้งานจริงรองรับ
ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ AI ได้เปลี่ยนจาก GPU มาเป็นหน่วยความจำ (Memory Chip) และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ซึ่งยังมีความต้องการสูง และขาดแคลน
ในสภาวะที่ “ตลาดทุนทั่วโลก” กำลังเผชิญกับความผันผวน และการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นักลงทุนต่างตั้งคำถามถึง “ความร้อนแรง” ของหุ้น “กลุ่มเทคโนโลยี” (AI) โดยเฉพาะ “หุ้น 7 นางฟ้า” ในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 แม้ยังคงมีความแข็งแกร่งในแง่พื้นฐาน และการเติบโตของ AI แต่เริ่มมีความเปราะบางต่อปัจจัยทาง “มหภาค” มากขึ้นจากการปรับโครงสร้างทางการเงิน และเผชิญกับแรงขายทำกำไรเพื่อย้ายไปสู่ตลาดที่ถูกกว่า
ดังนั้น ในภาพรวมการลงทุนปัจจุบันมีประเด็นที่ “น่าสนใจ” ทั้งในระดับสากล และระดับประเทศ ภายใต้ “ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI” แต่ “อิสระ อรดีดลเชษฐ์ ” รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังคงต่างจากวิกฤติดอตคอม ปี 2000 อย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะในอดีตมี “การลงทุนมหาศาล” แต่ขาดการสร้าง “รายได้” ที่ชัดเจน
แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีแผนการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง อัตราการใช้งานยังคงเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับราคาต้นทุนการใช้ AI ที่ลดลง ช่วยขยายฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง ส่งผลให้รายได้รวมมีโอกาสเติบโตแม้ราคาต่อหน่วยจะลดลงก็ตาม
เพียงแต่การลงทุนหุ้น AI รอบนี้ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ “การขยับตัวหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้ากับความท้าทาย” จากตลาดทุนกำลังเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการหาแหล่งเงินทุน จากเดิมที่เน้นใช้กระแสเงินสดภายในเริ่มมีการเข้าหาตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้มากขึ้น
“อิสระ” ชี้ให้เห็นต่อว่า จุดนี้ถือเป็นทั้ง “โอกาสและความเสี่ยง” ได้ การระดมทุนรอบนี้จะทำให้ราคาหุ้นเริ่มมีความอ่อนไหวต่อ Bond Yield และนโยบายการเงินมากขึ้น และเริ่มเห็นสัญญาณหมุนเวียนเงินทุนไปยังตลาดที่มีราคาถูกกว่า เช่น ตลาดเกาหลีที่ P/E อยู่ในระดับต่ำ แต่มีการเติบโตของกำไรสูงถึง 200-300% เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่ P/E พุ่งสูงเกิน 20 เท่า
ดังนั้น การลงทุน ธีม AI แนะนำว่านักลงทุนต้องอาศัยการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง และปรับพอร์ตตามธีม AI สำหรับลงทุนกองรวม BBLAM B-Wealth Series ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เป็นโซลูชันการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลกมีการลงทุนธีม AI เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีคะแนนการลงทุนโดดเด่น
อีกทั้งยังมี 2 ธีม AI โดนเด่น ได้แก่ “ธีม AI Monetization” เน้นกลุ่ม Generative AI ที่เริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้ และสร้างรายเชิงธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น จากแนวโน้มการนำ AI มาปรับใช้ในภาคธุรกิจจริงยังคงเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ เดือน คาดจะเติบโตต่อไปอีกในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ถือเป็นปัจจัยยืนยันว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเข้าสู่ช่วงที่สามารถสร้างรายได้ ได้แล้ว
และ “ธีม AI Supply Chain” ที่ขยายความสนใจจากหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แต่ปัจจุบันเมื่อรูปแบบการเขียนโคด และการจัดหา (Supply) ของ AI เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความต้องการ CPU เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับการประมวลผล Agentic AI ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะขาดตลาดอย่างหนัก และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ยังถือโอกาสในไทยในแง่ของ Supply Chain ประเทศไทยเริ่มเห็นความชัดเจนจากการลงทุนที่ไหลเข้ามา โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่มีกลุ่มธุรกิจ Green Energy, AI และโรงงานผลิต PCB (แผ่นวงจรพิมพ์) เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตมากขึ้น
สอดรับกับมุมมอง “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ ชี้ว่า ภาวะตลาดหุ้น AI ระดับในตอนนี้ยังไม่ใช่ฟองสบู่ที่น่ากลัว เพราะมีรายได้ และความต้องการใช้งานจริงรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดแวร์ และหน่วยความจำที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกอย่างน้อย 1-3 ปี แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์โลก และงบการเงินอย่างใกล้ชิด
มองอุตสาหกรรมหน่วยความจำ (Memory Chip) ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากเทคโนโลยี AI และการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดกำลังเผชิญสภาวะสินค้าขาดแคลน เนื่องจากความต้องการใช้งานสูงกว่ากำลังการผลิต คาดว่าสถานการณ์นี้จะลากยาวไปจนถึงปี 2571 เป็นอย่างน้อย
“เชาวน์กร โชติบัณฑ์” Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี ชี้ให้เห็นว่าการมาถึงของ Agentic AI จะยิ่งทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้นมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แม้ในอนาคตจะมีการขยายโรงงานเพื่อเพิ่ม Supply
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาคอขวดได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่ GPU ขาดแคลนในปี 2566 มาสู่ยุคที่ หน่วยความจำผลิตไม่ทันต่อความต้องการ แม้ในปัจจุบัน GPU จะสามารถคำนวณได้รวดเร็วเพียงใด แต่หากหน่วยความจำมีความจุ และประสิทธิภาพไม่เพียงพอ การประมวลผลก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ขณะที่ ฝั่งของความต้องการกลุ่มยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี หรือ Hyper-scaler อย่าง Microsoft, Google, Meta และ Amazon รวมถึง Nvidia ยังคงเดินหน้าลงทุนมหาศาล โดยคาดเม็ดเงินลงทุนใน Data Center จะพุ่งสูงจากราว 7-8 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบันไปแตะระดับ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2571-2573 แต่ปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นตามการใช้งานในชีวิตประจำวันอาจทำให้สินค้ายังคงไม่เพียงพอ
เรามองนักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ก่อนที่จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ปี 2571 อีกครั้งความต้องการ AI จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับปริมาณซัปพลายที่เพิ่มเข้ามา
ขณะเดียวกัน ยังมองว่า AI และ Data Center เป็น ปัจจัยบวกหลักที่จะหนุนทั้งกำไร และราคาหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของไทยในระยะ 1 ปีข้างหน้าเช่นกัน
ที่มา-
https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1241432
จับสัญญาณเตือน ‘หุ้นกลุ่ม AI’ เมื่อยักษ์ใหญ่เทคฯ เริ่มเปลี่ยนวิธีหาเงินทุน
KEY POINTS
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เริ่มเปลี่ยนวิธีการระดมทุนจากการใช้กระแสเงินสดภายในไปสู่การออกหุ้นกู้มากขึ้น ซึ่งทำให้ราคาหุ้นมีความอ่อนไหวต่อนโยบายการเงิน และ Bond Yield มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้นักลงทุนระมัดระวัง และอาจนำไปสู่การหมุนเวียนเงินทุนไปยังตลาดหุ้นอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่น ตลาดเกาหลีใต้
แม้มีความกังวลเรื่องฟองสบู่ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสถานการณ์ยังแตกต่างจากยุคดอตคอม เนื่องจากบริษัท AI ปัจจุบันสามารถสร้างรายได้ และมีการนำไปใช้งานจริงรองรับ
ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ AI ได้เปลี่ยนจาก GPU มาเป็นหน่วยความจำ (Memory Chip) และโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center ซึ่งยังมีความต้องการสูง และขาดแคลน
ในสภาวะที่ “ตลาดทุนทั่วโลก” กำลังเผชิญกับความผันผวน และการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นักลงทุนต่างตั้งคำถามถึง “ความร้อนแรง” ของหุ้น “กลุ่มเทคโนโลยี” (AI) โดยเฉพาะ “หุ้น 7 นางฟ้า” ในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 แม้ยังคงมีความแข็งแกร่งในแง่พื้นฐาน และการเติบโตของ AI แต่เริ่มมีความเปราะบางต่อปัจจัยทาง “มหภาค” มากขึ้นจากการปรับโครงสร้างทางการเงิน และเผชิญกับแรงขายทำกำไรเพื่อย้ายไปสู่ตลาดที่ถูกกว่า
ดังนั้น ในภาพรวมการลงทุนปัจจุบันมีประเด็นที่ “น่าสนใจ” ทั้งในระดับสากล และระดับประเทศ ภายใต้ “ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI” แต่ “อิสระ อรดีดลเชษฐ์ ” รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังคงต่างจากวิกฤติดอตคอม ปี 2000 อย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะในอดีตมี “การลงทุนมหาศาล” แต่ขาดการสร้าง “รายได้” ที่ชัดเจน
แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีแผนการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง อัตราการใช้งานยังคงเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับราคาต้นทุนการใช้ AI ที่ลดลง ช่วยขยายฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง ส่งผลให้รายได้รวมมีโอกาสเติบโตแม้ราคาต่อหน่วยจะลดลงก็ตาม
เพียงแต่การลงทุนหุ้น AI รอบนี้ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ “การขยับตัวหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้ากับความท้าทาย” จากตลาดทุนกำลังเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการหาแหล่งเงินทุน จากเดิมที่เน้นใช้กระแสเงินสดภายในเริ่มมีการเข้าหาตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้มากขึ้น
“อิสระ” ชี้ให้เห็นต่อว่า จุดนี้ถือเป็นทั้ง “โอกาสและความเสี่ยง” ได้ การระดมทุนรอบนี้จะทำให้ราคาหุ้นเริ่มมีความอ่อนไหวต่อ Bond Yield และนโยบายการเงินมากขึ้น และเริ่มเห็นสัญญาณหมุนเวียนเงินทุนไปยังตลาดที่มีราคาถูกกว่า เช่น ตลาดเกาหลีที่ P/E อยู่ในระดับต่ำ แต่มีการเติบโตของกำไรสูงถึง 200-300% เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่ P/E พุ่งสูงเกิน 20 เท่า
ดังนั้น การลงทุน ธีม AI แนะนำว่านักลงทุนต้องอาศัยการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง และปรับพอร์ตตามธีม AI สำหรับลงทุนกองรวม BBLAM B-Wealth Series ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เป็นโซลูชันการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลกมีการลงทุนธีม AI เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีคะแนนการลงทุนโดดเด่น
อีกทั้งยังมี 2 ธีม AI โดนเด่น ได้แก่ “ธีม AI Monetization” เน้นกลุ่ม Generative AI ที่เริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้ และสร้างรายเชิงธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น จากแนวโน้มการนำ AI มาปรับใช้ในภาคธุรกิจจริงยังคงเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ เดือน คาดจะเติบโตต่อไปอีกในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ถือเป็นปัจจัยยืนยันว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเข้าสู่ช่วงที่สามารถสร้างรายได้ ได้แล้ว
และ “ธีม AI Supply Chain” ที่ขยายความสนใจจากหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แต่ปัจจุบันเมื่อรูปแบบการเขียนโคด และการจัดหา (Supply) ของ AI เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความต้องการ CPU เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับการประมวลผล Agentic AI ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะขาดตลาดอย่างหนัก และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ ยังถือโอกาสในไทยในแง่ของ Supply Chain ประเทศไทยเริ่มเห็นความชัดเจนจากการลงทุนที่ไหลเข้ามา โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่มีกลุ่มธุรกิจ Green Energy, AI และโรงงานผลิต PCB (แผ่นวงจรพิมพ์) เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตมากขึ้น
สอดรับกับมุมมอง “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ ชี้ว่า ภาวะตลาดหุ้น AI ระดับในตอนนี้ยังไม่ใช่ฟองสบู่ที่น่ากลัว เพราะมีรายได้ และความต้องการใช้งานจริงรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดแวร์ และหน่วยความจำที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกอย่างน้อย 1-3 ปี แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์โลก และงบการเงินอย่างใกล้ชิด
มองอุตสาหกรรมหน่วยความจำ (Memory Chip) ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากเทคโนโลยี AI และการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลก
ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดกำลังเผชิญสภาวะสินค้าขาดแคลน เนื่องจากความต้องการใช้งานสูงกว่ากำลังการผลิต คาดว่าสถานการณ์นี้จะลากยาวไปจนถึงปี 2571 เป็นอย่างน้อย
“เชาวน์กร โชติบัณฑ์” Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี ชี้ให้เห็นว่าการมาถึงของ Agentic AI จะยิ่งทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้นมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แม้ในอนาคตจะมีการขยายโรงงานเพื่อเพิ่ม Supply
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาคอขวดได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่ GPU ขาดแคลนในปี 2566 มาสู่ยุคที่ หน่วยความจำผลิตไม่ทันต่อความต้องการ แม้ในปัจจุบัน GPU จะสามารถคำนวณได้รวดเร็วเพียงใด แต่หากหน่วยความจำมีความจุ และประสิทธิภาพไม่เพียงพอ การประมวลผลก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ขณะที่ ฝั่งของความต้องการกลุ่มยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี หรือ Hyper-scaler อย่าง Microsoft, Google, Meta และ Amazon รวมถึง Nvidia ยังคงเดินหน้าลงทุนมหาศาล โดยคาดเม็ดเงินลงทุนใน Data Center จะพุ่งสูงจากราว 7-8 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบันไปแตะระดับ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2571-2573 แต่ปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นตามการใช้งานในชีวิตประจำวันอาจทำให้สินค้ายังคงไม่เพียงพอ
เรามองนักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ก่อนที่จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ปี 2571 อีกครั้งความต้องการ AI จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับปริมาณซัปพลายที่เพิ่มเข้ามา
ขณะเดียวกัน ยังมองว่า AI และ Data Center เป็น ปัจจัยบวกหลักที่จะหนุนทั้งกำไร และราคาหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของไทยในระยะ 1 ปีข้างหน้าเช่นกัน
ที่มา- https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1241432