สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ได้เปิดเผยความคืบหน้าครั้งสำคัญของทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยระบุว่า เม็ดเงินอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ทั้งระบบในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมกันทะลุ 137,000 ล้านบาท ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครอบคลุมโครงการที่ได้รับอนุมัติรวมทั้งสิ้นกว่า 198 โครงการ
แนวนโยบายของภาครัฐในรอบนี้ มุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน "ทุกเทคโนโลยี" หรือ xEV โดยไม่ได้จำกัดการสนับสนุนอยู่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) และไฮบริดเสียบปลั๊ก (PHEV) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและรักษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยานยนต์เดิมของไทยเอาไว้ ในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด
สำหรับรายละเอียดเม็ดเงินลงทุนที่บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุน แบ่งออกเป็นกลุ่มเทคโนโลยีหลักๆ ได้ดังนี้
- กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) : มีการอนุมัติรวม 18 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 39,500 ล้านบาท
- กลุ่มยานยนต์ไฮบริด (HEV) : อนุมัติรวม 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 29,900 ล้านบาท
- กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) : อนุมัติรวม 7 โครงการ มูลค่าการลงทุน 9,429 ล้านบาท
- กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ : (เช่น รถบัสไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) มีการอนุมัติ 18 โครงการ มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท
นอกจากในส่วนของตัวรถยนต์แล้ว บีโอไอยังให้ความสำคัญกับการลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐานและชิ้นส่วนต้นน้ำ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตอย่างแท้จริง โดยมีการอนุมัติโครงการผลิตแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) ไปแล้วถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 33,500 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่เหลืออีกกว่า 22,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนสำคัญและสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station)
การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.3 แสนล้านบาทในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยสร้างการจ้างงานในประเทศ ขยับมูลค่าการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้สูงขึ้น และเป็นสัญญาณบัดดี้ที่แสดงให้เห็นว่า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งจากฝั่งญี่ปุ่น จีน และยุโรป ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง
มุมมองชวนคิด/ชวนคุยท้ายข่าว
จากเนื้อหาข่าวนี้ น่าสนใจมากครับว่าการที่บีโอไอเลือกทางสายกลางคือ "ดันทุกเทคโนโลยี (xEV)" ไม่ทิ้งทั้ง BEV และ HEV ถือเป็นหมากเกมที่ฉลาดในการเลี้ยงซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนเดิมในไทยให้มีเวลาปรับตัว
BOI เผยยอดส่งเสริมลงทุน “xEV” ทะลุ 1.3 แสนล้าน ดันไทยขึ้นแท่น Hub ยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร
แนวนโยบายของภาครัฐในรอบนี้ มุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน "ทุกเทคโนโลยี" หรือ xEV โดยไม่ได้จำกัดการสนับสนุนอยู่เพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีไฮบริด (HEV) และไฮบริดเสียบปลั๊ก (PHEV) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและรักษาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ยานยนต์เดิมของไทยเอาไว้ ในขณะที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาด
สำหรับรายละเอียดเม็ดเงินลงทุนที่บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุน แบ่งออกเป็นกลุ่มเทคโนโลยีหลักๆ ได้ดังนี้
- กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) : มีการอนุมัติรวม 18 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 39,500 ล้านบาท
- กลุ่มยานยนต์ไฮบริด (HEV) : อนุมัติรวม 7 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 29,900 ล้านบาท
- กลุ่มปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) : อนุมัติรวม 7 โครงการ มูลค่าการลงทุน 9,429 ล้านบาท
- กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ : (เช่น รถบัสไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) มีการอนุมัติ 18 โครงการ มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท
นอกจากในส่วนของตัวรถยนต์แล้ว บีโอไอยังให้ความสำคัญกับการลงทุนใน "โครงสร้างพื้นฐานและชิ้นส่วนต้นน้ำ" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตอย่างแท้จริง โดยมีการอนุมัติโครงการผลิตแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) ไปแล้วถึง 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 33,500 ล้านบาท ส่วนเม็ดเงินที่เหลืออีกกว่า 22,000 ล้านบาท เป็นการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนสำคัญและสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station)
การอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.3 แสนล้านบาทในครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยสร้างการจ้างงานในประเทศ ขยับมูลค่าการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) ให้สูงขึ้น และเป็นสัญญาณบัดดี้ที่แสดงให้เห็นว่า ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งจากฝั่งญี่ปุ่น จีน และยุโรป ยังคงเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักในภูมิภาคอาเซียนท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง
มุมมองชวนคิด/ชวนคุยท้ายข่าว
จากเนื้อหาข่าวนี้ น่าสนใจมากครับว่าการที่บีโอไอเลือกทางสายกลางคือ "ดันทุกเทคโนโลยี (xEV)" ไม่ทิ้งทั้ง BEV และ HEV ถือเป็นหมากเกมที่ฉลาดในการเลี้ยงซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนเดิมในไทยให้มีเวลาปรับตัว