กลายเป็นเรื่องทุบทุกสถิติและหักปากกาเซียนยานยนต์ไปเรียบร้อยครับ หลังจากช่วงปลายปีที่ผ่านมาหลายคนมองว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบ้านเราน่าจะเริ่มอิ่มตัวและทรงตัวไปแล้ว แต่พอผมลองไปนั่งแกะตัวเลขสถิติจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงของกรมการขนส่งทางบกช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2569) โดยผม คัดเฉพาะกลุ่ม "รถยนต์" จริงๆ (ไม่รวมมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุกใหญ่ หรือรถเกษตร)
ถ้าย้อนกลับไปดูปี 2568 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 122,128 คัน แต่เชื่อไหมครับว่าเปิดมาปี 2569 นี้ ผ่านไปแค่ 6 เดือนแรก ยอดรวมรถยนต์ไฟฟ้าล้วนซัดทะลุแสนไปอยู่ที่ 105,606 คันแล้ว! ใช่ครับ อ่านไม่ผิด แค่ครึ่งปีแรกทำยอดเกือบจะเท่าปีที่แล้วทั้งปีไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อความชัดเจน ลองมาดู "สรุปสถิติจดทะเบียนเฉพาะกลุ่มรถยนต์ใหม่รายเดือน (ม.ค. - มิ.ย. 2569)" กันครับ
- มกราคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 96,242 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 42,239 คัน | รถไฮบริด (HEV) 17,208 คัน (ช่วงเร่งส่งมอบรถค้างจอง)
- กุมภาพันธ์ : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 48,945 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 4,835 คัน | รถไฮบริด (HEV) 14,572 คัน (ตลาดวูบต่ำสุดของปี)
- มีนาคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 59,607 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 10,134 คัน | รถไฮบริด (HEV) 16,123 คัน
- เมษายน : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 49,118 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 10,031 คัน | รถไฮบริด (HEV) 12,657 คัน
- พฤษภาคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 61,847 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 18,376 คัน | รถไฮบริด (HEV) 15,102 คัน (เริ่มกลับมาโตกระโดด)
- มิถุนายน : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 62,466 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 19,991 คัน | รถไฮบริด (HEV) 14,247 คัน (EV พุ่งแตะนิวไฮรอบครึ่งปี)
***ยอดสะสมรถยนต์ 6 เดือนแรก : BEV รวม 105,606 คัน vs HEV รวม 89,909 คัน
พอผ่าไส้ในดูตัวเลขรายเดือนแบบนี้แล้ว มันมีเรื่องที่น่าสนใจและน่าชวนคุยต่ออยู่ 3 ประเด็นหลักๆ ครับ
1. หมดยุคสงครามราคา แต่เข้าสู่ยุค "น้ำมันแพง" บีบบังคับ
ถ้าจำกันได้ ช่วงปี 67 - 68 ยอด EV พุ่งกระฉูดเพราะแต่ละค่ายเปิดศึกดัมพ์ราคาหั่นแหลกตัดพี่ตัดน้อง แต่ปี 69 นี้สงครามราคาเลือดสาดแบบนั้นมันจบไปแล้ว ตลาดเข้าสู่ยุคราคาเสถียรฐานใหม่ (New Normal Price) แต่สิ่งที่ทำให้ยอดรถยนต์ EV ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนดีดกลับมาโตพรวดพราดจนเกือบแตะเดือนละ 20,000 คัน ไม่ใช่เพราะรถลดราคาครับ แต่เป็นเพราะในช่วงครึ่งปีแรก "หัวจ่ายน้ำมันลุกเป็นไฟ" จากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบและการรบในต่างประเทศ
ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ที่ผันผวนและดีดตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงนั้น กลายเป็นแรงผลักมหาศาลที่ทำให้คนที่เคยลังเลเรื่องรถไฟฟ้า ตัดสินใจเลิกง้อน้ำมันทันที ข้อมูลฟ้องชัดเลยว่าในขณะที่ยอดรถเก๋งและรถใช้งานเครื่องดีเซลค่อนข้างทรงตัว แต่ยอดรถยนต์ EV ขยับขึ้นมาหายใจรดต้นคอจนสัดส่วนในเดือนมิถุนายน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ครองส่วนแบ่งไปถึงเกือบ 32% ของตลาดรถยนต์สี่ล้อทั้งหมดในเดือนนั้นแล้ว
2. ศึกรถยนต์ BEV กับ HEV ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ถ้าดูยอดรวมรถยนต์ 6 เดือน BEV ยังนำอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นคัน แต่ถ้าดูเทรนด์รายเดือนจะเห็นว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนเนี่ย รถยนต์ไฮบริด (HEV) พลิกกลับมามียอดแซง EV ได้แบบสม่ำเสมอเลยครับ แสดงว่าช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ผันผวนรุนแรง คนไทยส่วนใหญ่ยังเลือกความเพลย์เซฟของไฮบริดอยู่ แต่พอเข้าพฤษภาคม-มิถุนายนที่น้ำมันแพงระยับ ยอดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนก็ดีดกลับมาแซงฝั่งไฮบริดแบบชัดเจนทันที สะท้อนว่าค่าน้ำมันคือตัวแปรสำคัญในการเลือกประเภทเครื่องยนต์ของคนยุคนี้จริงๆ
3. ต่างจังหวัดเลิกกลัว EV ส่วนรถกระบะคือปราการด่านสุดท้ายที่ยังเจาะไม่เข้า
ข้อมูลรอบนี้ลบคำสบประมาทที่ว่า "รถไฟฟ้ามีไว้ขับแค่ในกรุงเทพฯ" ไปเรียบร้อย เพราะถ้านับเฉพาะรถยนต์นั่ง EV ในเดือนมิถุนายน ยอดในต่างจังหวัดพุ่งตามกรุงเทพฯ มาติดๆ ในสัดส่วน กทม. 57% และต่างจังหวัด 43% แล้ว แสดงว่าตู้ชาร์จตามปั๊มทางไกลเริ่มแพร่หลายจนคนต่างจังหวัดมั่นใจขึ้น
แต่เซกเมนต์ที่ EV ยังสอบตกแบบราบคาบคือ "รถกระบะบรรทุกส่วนบุคคล" ครับ ในเดือนมิถุนายน ยอดจดทะเบียนกระบะรวม 6,952 คัน ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลไปเน้นๆ 6,883 คัน ส่วนรถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจดทะเบียนแค่ 29 คันเท่านั้น! สะท้อนว่าในภาคแรงงานและการขนส่งหนัก เทคโนโลยีไฟฟ้าปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ความอึดและการบรรทุกหนักเท่าดีเซล
บทสรุป เมื่อน้ำมันเริ่มขาลง ครึ่งปีหลัง EV จะแผ่วไหม?
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า ตัวเลขรถยนต์ไฟฟ้าที่ทะลุ 105,606 คันในเวลาแค่ 6 เดือนแรกของปี 69 ส่วนหนึ่งมันปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าได้อานิสงส์มาจากค่าน้ำมันที่พุ่งสูงปรี๊ดในช่วงก่อนหน้านี้จนกระเป๋าฉีก
แต่ตัดภาพมาที่ สถานการณ์ล่าสุด ณ ปัจจุบัน (กรกฎาคม 69) ดูเหมือนราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มคลายตัวลงมาบ้างแล้ว หลังสถานการณ์ตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณบวกและการเจรจาสันติภาพเริ่มคืบหน้า ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันในบ้านเราพากันทยอยปรับลดราคากลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงมาพอสมควรให้คนใช้รถสันดาปได้หายใจหายคอกันบ้าง จุดนี้แหละครับที่เป็นปมที่น่าจับตาต่อมากๆ สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อราคาน้ำมันเริ่มลดความร้อนแรงลงมาแล้ว "แรงบีบบังคับ" ให้คนหนีตายจากรถน้ำมันจะลดลงด้วยไหม? ฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ตุนยอดครึ่งปีแรกไว้หนาแน่น จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตระดับเกือบ 2 หมื่นคันต่อเดือนไปได้ตลอดรอดฝั่ง หรือจะเริ่มโดนฝั่งรถไฮบริด (HEV) ดึงกระแสกลับไปอีกครั้ง?
ทะลุแสนคันใน 6 เดือน! ผ่าสถิติ "รถยนต์ไฟฟ้า" ครึ่งแรกปี 69
ถ้าย้อนกลับไปดูปี 2568 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในไทยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 122,128 คัน แต่เชื่อไหมครับว่าเปิดมาปี 2569 นี้ ผ่านไปแค่ 6 เดือนแรก ยอดรวมรถยนต์ไฟฟ้าล้วนซัดทะลุแสนไปอยู่ที่ 105,606 คันแล้ว! ใช่ครับ อ่านไม่ผิด แค่ครึ่งปีแรกทำยอดเกือบจะเท่าปีที่แล้วทั้งปีไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อความชัดเจน ลองมาดู "สรุปสถิติจดทะเบียนเฉพาะกลุ่มรถยนต์ใหม่รายเดือน (ม.ค. - มิ.ย. 2569)" กันครับ
- มกราคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 96,242 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 42,239 คัน | รถไฮบริด (HEV) 17,208 คัน (ช่วงเร่งส่งมอบรถค้างจอง)
- กุมภาพันธ์ : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 48,945 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 4,835 คัน | รถไฮบริด (HEV) 14,572 คัน (ตลาดวูบต่ำสุดของปี)
- มีนาคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 59,607 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 10,134 คัน | รถไฮบริด (HEV) 16,123 คัน
- เมษายน : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 49,118 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 10,031 คัน | รถไฮบริด (HEV) 12,657 คัน
- พฤษภาคม : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 61,847 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 18,376 คัน | รถไฮบริด (HEV) 15,102 คัน (เริ่มกลับมาโตกระโดด)
- มิถุนายน : ยอดจดทะเบียนรถยนต์รวม 62,466 คัน เป็นรถไฟฟ้า (BEV) 19,991 คัน | รถไฮบริด (HEV) 14,247 คัน (EV พุ่งแตะนิวไฮรอบครึ่งปี)
***ยอดสะสมรถยนต์ 6 เดือนแรก : BEV รวม 105,606 คัน vs HEV รวม 89,909 คัน
พอผ่าไส้ในดูตัวเลขรายเดือนแบบนี้แล้ว มันมีเรื่องที่น่าสนใจและน่าชวนคุยต่ออยู่ 3 ประเด็นหลักๆ ครับ
1. หมดยุคสงครามราคา แต่เข้าสู่ยุค "น้ำมันแพง" บีบบังคับ
ถ้าจำกันได้ ช่วงปี 67 - 68 ยอด EV พุ่งกระฉูดเพราะแต่ละค่ายเปิดศึกดัมพ์ราคาหั่นแหลกตัดพี่ตัดน้อง แต่ปี 69 นี้สงครามราคาเลือดสาดแบบนั้นมันจบไปแล้ว ตลาดเข้าสู่ยุคราคาเสถียรฐานใหม่ (New Normal Price) แต่สิ่งที่ทำให้ยอดรถยนต์ EV ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนดีดกลับมาโตพรวดพราดจนเกือบแตะเดือนละ 20,000 คัน ไม่ใช่เพราะรถลดราคาครับ แต่เป็นเพราะในช่วงครึ่งปีแรก "หัวจ่ายน้ำมันลุกเป็นไฟ" จากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบและการรบในต่างประเทศ
ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ที่ผันผวนและดีดตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงนั้น กลายเป็นแรงผลักมหาศาลที่ทำให้คนที่เคยลังเลเรื่องรถไฟฟ้า ตัดสินใจเลิกง้อน้ำมันทันที ข้อมูลฟ้องชัดเลยว่าในขณะที่ยอดรถเก๋งและรถใช้งานเครื่องดีเซลค่อนข้างทรงตัว แต่ยอดรถยนต์ EV ขยับขึ้นมาหายใจรดต้นคอจนสัดส่วนในเดือนมิถุนายน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ครองส่วนแบ่งไปถึงเกือบ 32% ของตลาดรถยนต์สี่ล้อทั้งหมดในเดือนนั้นแล้ว
2. ศึกรถยนต์ BEV กับ HEV ผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ถ้าดูยอดรวมรถยนต์ 6 เดือน BEV ยังนำอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นคัน แต่ถ้าดูเทรนด์รายเดือนจะเห็นว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนเนี่ย รถยนต์ไฮบริด (HEV) พลิกกลับมามียอดแซง EV ได้แบบสม่ำเสมอเลยครับ แสดงว่าช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่ผันผวนรุนแรง คนไทยส่วนใหญ่ยังเลือกความเพลย์เซฟของไฮบริดอยู่ แต่พอเข้าพฤษภาคม-มิถุนายนที่น้ำมันแพงระยับ ยอดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนก็ดีดกลับมาแซงฝั่งไฮบริดแบบชัดเจนทันที สะท้อนว่าค่าน้ำมันคือตัวแปรสำคัญในการเลือกประเภทเครื่องยนต์ของคนยุคนี้จริงๆ
3. ต่างจังหวัดเลิกกลัว EV ส่วนรถกระบะคือปราการด่านสุดท้ายที่ยังเจาะไม่เข้า
ข้อมูลรอบนี้ลบคำสบประมาทที่ว่า "รถไฟฟ้ามีไว้ขับแค่ในกรุงเทพฯ" ไปเรียบร้อย เพราะถ้านับเฉพาะรถยนต์นั่ง EV ในเดือนมิถุนายน ยอดในต่างจังหวัดพุ่งตามกรุงเทพฯ มาติดๆ ในสัดส่วน กทม. 57% และต่างจังหวัด 43% แล้ว แสดงว่าตู้ชาร์จตามปั๊มทางไกลเริ่มแพร่หลายจนคนต่างจังหวัดมั่นใจขึ้น
แต่เซกเมนต์ที่ EV ยังสอบตกแบบราบคาบคือ "รถกระบะบรรทุกส่วนบุคคล" ครับ ในเดือนมิถุนายน ยอดจดทะเบียนกระบะรวม 6,952 คัน ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซลไปเน้นๆ 6,883 คัน ส่วนรถกระบะไฟฟ้า (BEV) มีจดทะเบียนแค่ 29 คันเท่านั้น! สะท้อนว่าในภาคแรงงานและการขนส่งหนัก เทคโนโลยีไฟฟ้าปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ความอึดและการบรรทุกหนักเท่าดีเซล
บทสรุป เมื่อน้ำมันเริ่มขาลง ครึ่งปีหลัง EV จะแผ่วไหม?
จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า ตัวเลขรถยนต์ไฟฟ้าที่ทะลุ 105,606 คันในเวลาแค่ 6 เดือนแรกของปี 69 ส่วนหนึ่งมันปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าได้อานิสงส์มาจากค่าน้ำมันที่พุ่งสูงปรี๊ดในช่วงก่อนหน้านี้จนกระเป๋าฉีก
แต่ตัดภาพมาที่ สถานการณ์ล่าสุด ณ ปัจจุบัน (กรกฎาคม 69) ดูเหมือนราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเริ่มคลายตัวลงมาบ้างแล้ว หลังสถานการณ์ตึงเครียดในต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณบวกและการเจรจาสันติภาพเริ่มคืบหน้า ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันในบ้านเราพากันทยอยปรับลดราคากลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลงมาพอสมควรให้คนใช้รถสันดาปได้หายใจหายคอกันบ้าง จุดนี้แหละครับที่เป็นปมที่น่าจับตาต่อมากๆ สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อราคาน้ำมันเริ่มลดความร้อนแรงลงมาแล้ว "แรงบีบบังคับ" ให้คนหนีตายจากรถน้ำมันจะลดลงด้วยไหม? ฝั่งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ตุนยอดครึ่งปีแรกไว้หนาแน่น จะยังคงรักษาอัตราการเติบโตระดับเกือบ 2 หมื่นคันต่อเดือนไปได้ตลอดรอดฝั่ง หรือจะเริ่มโดนฝั่งรถไฮบริด (HEV) ดึงกระแสกลับไปอีกครั้ง?