== บ้าน (2530) .. แด่หนังไทยที่เศร้าสะเทือนใจที่สุด.. ในชีวิตของผม ==



บุญมาชายหนุ่มจากต่างจังหวัด เขาพาครอบครัวหนีความแร้นแค้นมาสู้ชีวิตในเมืองกรุง
ด้วยหวังว่าครอบครัวที่ประกอบไปด้วยภรรยา ลูกสาวและลูกชาย จะลืมตาอ้าปากได้บ้าง..
ซึ่งแม้ว่าจะเหนื่อยจากการทำงานเพียงใด เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็มีลูกเมียที่คอยดูแล เป็นกำลังใจให้กันเป็นอย่างดี



วันหนึ่งชายหนุ่มตัดสินใจให้พ่อของเขามาอาศัยอยู่ด้วย หลังจากที่ต้องเสียที่นาไปเพราะไม่มีเงินจ่ายหลังเอาไปจำนอง
ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน คนเป็นพ่อใช้แรงงาน ปู่เดินเร่ลับมีดตามบ้าน ลูกสาวรับพวงมาลัยไปขาย
ภรรยาและลูกชายช่วยกันพับถุง ภายใต้บ้านหลังเก่าเล็กๆซอมซ่อมจะพังแหล่มิแหล่
แต่แม้ว่าคนจะเยอะก็อบอุ่นกันดี อย่างไรก็ตามความสุขนั้นมันแสนสั้นนัก....



ภาพยนตร์ไทยเรื่องบ้าน ดัดแปลงจากนิยายสะท้อนสังคมเรื่องดังชื่อว่า จนตรอก
ของ ชาติ กอบจิตติ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2547 และนักเขียน 2 รางวัลซีไรต์
โดยจนตรอกเป็นงานเขียนชิ้นที่ 2 ของเจ้าตัว เรื่องราวของครอบครัวเล็กๆในสังคมเมืองหลวงที่เหมือนคนชายขอบ
แม้จะยากจนแต่ก็ใฝ่ฝันที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ก่อนที่เหตุการณ์จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แสนเศร้า



ยอมรับเลยครับว่าผมไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อนเลยในชีวิต แม้ว่าตัวผมจะเกิดทันหนังเรื่องนี้ก็ตามที
แต่ช่วงนั้นผมเองแค่ 8 ขวบ ยังไม่มีความทรงจำกับการดูหนังในโรงแต่อย่างใด
หนังไทยเรื่องแรกของผมคงอีก 2 ปีหลังจากนั้นก็คือบุญชูภาคแรกนั่นเอง ผมมาเห็นหนังเรื่องนี้จากในเพจหนังไทยเก่า
พอเห็นชื่อชาติ กอบจิตติ ปุ๊บ เห้ย  หนังเรื่องนี้มันต้องดีแน่นอน



และก็ไม่ผิดหวัง บ้าน คือการสะท้อนให้เห็นถึงความจริงในสังคมที่ปรากฏอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานานจนจะ 40 ปีแล้วก็ตาม แต่ไม่มีคำว่าเก่าเลยสักนิด
งานเขียนของชาติ ซึ่งเขามีส่วนในการเป็นผู้กำกับร่วมในหนังเรื่องนี้ด้วยนั้น
ถ่ายทอดความโหดร้ายที่คนคนนึงได้รับอย่างเจ็บปวด ทารุณ ทั้งจิตใจและร่างกายได้ปวดร้าวจิตใจคนดูยิ่งนัก



บุญมา ชายหนุ่มซื่อๆ มีความฝันอยากให้ครอบครัวของตนมีความสุข กินอิ่มนอนหลับ
แม้ชีวิตจะยากแต่ตัวเขาไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคจะงานอะไรไม่เคยเกี่ยง จนเขาต้องพบกับโชคชะตากลั่นแกล้งเล่นตลก
สุดท้ายชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็น รับบทโดยพระเอกตลอดกาล สรพงษ์ ชาตรี
นักแสดงไทยที่รับบทอะไรก็ทุ่มเทเต็มที่ เรื่องนี้เช่นกัน ยิ่งตอนท้ายเรื่องคือน่าสงสารมาก



ต่อที่สีดา ลูกสาวของบุญมา รับบทโดย สมฤดี นุ่มอำพันธ์ นักแสดงเด็กที่ดังทั่วประเทศ
จากบทของวัลลีเด็กหญิงยอดกตัญญู ในปี 2528 ซึ่งเธอก็จับคู่กับ เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ อีกครั้ง หลังเล่นเป็นแม่ลูกกันมาก่อนในวัลลีนั่นเอง
และคนสุดท้ายกับปรามาจารย์การแสดงของไทยอย่าง ส,อาสนจินดา ในบทปู่ พ่อของบุญมา ที่ฝากผลงานกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม



ภาพยนตร์ไทยในยุคนั้นมีหนังดราม่าน่าสนใจมากมาย ต่างจากยุคนี้ที่ธรรมชาติของคนดูมักเน้นเสพความบันเทิง
เพื่อความผ่อนคลายเป็นหลัก ทำให้หนังไทยปัจจุบันมักมีแค่หนังผีและหนังตลกเป็นส่วนใหญ่
ถ้าลองทำดราม่าหนักๆ มักจะไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของรายได้ เรียกง่ายๆว่าเจ๊งน่ะล่ะครับ
แต่สมัยก่อนหนังสะท้อนปัญหาสังคมมีเยอะมาก แต่ละเรื่องดีดีทั้งนั้น เรื่องนี้ก็เช่นกัน
ซึ่งlส่วนตัวผมเชื่อว่า คงไม่มีทางอีกแล้วที่จะมีใครกล้าสร้างหนังไทยแนวนี้ออกมาอีก



คำว่า บ้าน ฟังแล้วดูอบอุ่นนะครับ บ้าน เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราเสมอ ถึงจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม
งานหนักยังไง เมื่อกลับบ้าน นั่นล่ะคือที่ของเราอย่างแท้จริง
แม้บ้านจะหลังเล็กๆไม่ใหญ่โต แต่ก็เต็มไปด้วยความสุขได้ หากทุกคนในบ้านเข้าใจซึ่งกันและกัน



ในทางกลับกันหากเกิดปัญหาใดแล้วทุกคนเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจขัดแย้ง
ไม่หันหน้าพูดคุยด้วยเหตุและผล วิมานหลังน้อยก็ลุกเป็นไฟได้
มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง การใช้กำลัง หากเป็นเช่นนั้น คนในก็คงไม่อยากอยู่
คำว่าบ้านไม่มีความหมาย อยากจะหนีออกไปให้พ้นๆ



นี่คือภาพยนตร์สะท้อนปัญหาสังคมไทยที่บอกเลยว่าจบได้สะเทือนใจมากที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมเคยดูหนังไทยมา
ถ้าท่านไม่ชอบดูหนังดราม่าหนักๆ ถ้าท่านเป็นโรคซึมเศร้า ข้ามได้ข้ามเลย อย่าดูเด็ดขาด ย้ำว่า เด็ดขาด!!
เพราะมันเจ็บปวดใจ ทรมานมากเหลือเกิน แต่มันก็เป็นความจริงที่มีอยู่ในสังคม
บ้านอีกหลายหลังผมมั่นใจได้เลยว่ากำลังประสบกับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับหนังเรื่องนี้ ไม่ก็หนักกว่ามากด้วยซ้ำ



ผมชอบคำโปรยในใบปิดของหนังมาก เพราะมันคือความจริง..
“ครอบครัวนี้..อยู่หลังบ้านคุณ”
เพราะระหว่างที่เรากำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้านของเรา
แต่อีกมุมที่ไม่ไกลกันนั้น...ในบ้านอีกหลัง..พวกเขาอาจกำลังเหมือนตกนรกทั้งเป็น
และแน่นอนว่าเราๆท่านๆไม่เคยรับรู้เลย..... แม้แต่นิดเดียว


=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่