[ รีวิวหนังดี ] Sheep in the Box (2026)



++ ชื่อ "Sheep in the Box" มาจากตอนหนึ่งในวรรณกรรมเยาวชนที่มีชื่อเสียงระดับโลก “เจ้าชายน้อย” หรือ "Le Petit Prince" ของ Antoine de Saint-Exupéry โดยมีเนื้อหาจริง ๆ เป็นการเสียดสีสังคม ถูกตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1943 หนังได้แรงบันดาลใจมาจากตอนหนึ่งที่นักบินผู้เล่าเรื่องพยายามวาดแกะให้เจ้าชายน้อย แต่เจ้าชายน้อยไม่ถูกใจเสียที เขาจึงวาดกล่องใบหนึ่ง แล้วบอกว่ามีแกะอยู่ข้างใน น่าประหลาดใจที่เจ้าชายน้อยกลับพอใจกับสิ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาสามารถมองเห็นแกะตัวนั้นได้ผ่านพลังแห่งจินตนาการของเขาเอง...



++ หนังเล่าเรื่องของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่ต้องสูญเสียลูกชายคนเดียวไปจากอุบัติเหตุ แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึง 2 ปีแล้วก็ตาม แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถก้าวข้ามความเสียใจนี้ไปได้ วันหนึ่งทั้งคู่ได้รับเชิญจากบริษัทที่ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ที่สามารถผลิตหุ่นยนต์ที่มีรูปร่าง หน้าตา และความคิดเหมือนผู้ที่จากเราไปได้ โดยอาศัยเพียงความทรงจำจากภาพถ่ายในอดีตของคน ๆ นั้น ทั้งคู่จึงรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกชายของตัวเองมาดูแลแบบฟรี ๆ ตามที่บริษัทเสนอมา เพียงเพื่อต้องการที่จะพยายามก้าวผ่านความเศร้าโศกไปด้วยกัน (ไม่ใช่เพียงครอบครัวนี้เท่านั้น หากแต่มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กว่า 3,000 ตัวถูกรับไปดูแลแล้ว) แต่กระนั้นตัวสามีเอง กลับยังไม่เชื่อใจในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ตัวนี้สักเท่าไหร่ และเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เหล่านั้น เริ่มที่จะรวมกลุ่มกัน เพื่อจะเรียนรู้ความรู้สึกแห่งการเป็นมนุษย์ และเพื่อที่จะหาทางเลือกให้กับตัวเอง...

++ หนังในโลกแห่งอนาคตของ Hirokazu Kore-eda เรื่องนี้ แม้จะกำหนดตัวเองเป็น Science Fiction + Drama Film แต่น้ำหนักของหนังจะเทไปทางส่วนหลังมากกว่า ความจริงประเด็นที่หนังนำเสนอเรื่องหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ AI ความสูญเสียอะไรต่อมิอะไร ส่วนตัว จขกท. คิดว่ามันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนะ เรามีหนังที่นำเสนอสิ่งเหล่านี้มามากพอสมควรแล้ว หากแต่ความแตกต่างของหนังเรื่องนี้ อาจจะเป็นในส่วนของความลุ่มลึกภายในจิตใจ และความอ่อนโยนที่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ถูกนำเสนอออกมา ไม่ใช่ความก้าวร้าว หรือการสูญเสียในโทนสีดำอะไร ข้อนี้ Kore-eda ได้บอกไว้เองว่า คนญี่ปุ่นไม่ได้มองหุ่นยนต์ในแง่ร้ายเท่ากับชาติตะวันตก “เพราะเป็นไปได้ว่าพวกเราเติบโตมากับมังงะอย่าง ‘เจ้าหนูอะตอม' และ ‘โดราเอมอน' เราจึงไม่ได้รู้สึกว่าหุ่นยนต์จะมาคุกคามชีวิตของเรา” และภาพของหนังมันก็ออกมาเป็นเช่นนั้น หากเทียบกับหนังเรื่องก่อน ๆ ของเขา Sheep in the Box อาจจะเป็นหนังที่ดูละมุนและมีความรุนแรงในด้านต่าง ๆ น้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ (จขกท. ก็ยอมรับว่าก็ไม่ได้ดูหนังของเขาทุกเรื่องนะครับ)...



++ บทและการเดินเรื่องของหนังให้เราค่อย ๆ ได้ซึมซับประสบการณ์ที่ครอบครัวนี้ได้เจอมา รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะเข้าใจและอยู่ร่วมกับสมาชิกใหม่ของครอบครัวที่ไม่ใช่มนุษย์ เพื่อที่จะชี้นำไปสู่แกนหลักของสารที่หนังต้องการนำเสนอ ในที่นี้ Kore-eda ได้ใช้การแสดงสัญญะผ่านภาพที่ชัดเจน คือ สีน้ำเงิน หมายถึง สีของโลก / สีเขียว หมายถึง สีของชีวิต และ สีเหลือง หมายถึง สีแห่งจินตนาการ โดยทั้ง 3 สีนั้น คือ สีหลัก ที่เราจะได้เห็นในองค์ประกอบของหนัง ทั้งชุดที่ตัวละครสวมใส่ อาชีพที่คุณพ่อทำ (ผู้รับเหมาแปรรูปงานไม้) อาชีพที่คุณแม่ทำ (สถาปนิก) งานอดิเรกของที่บ้าน (ปลูกต้นไม้) เป็นต้น และทั้ง 3 สิ่งนี้ ก็คือแกนหลักของสารที่หนังต้องการนำเสนอ...



++ หากเราต้องสูญเสียใครไปสักคน และเราได้เขากลับมา เราต้องการอะไรจากเขา การเปรียบเปรยที่เหมือน "กล่องใส่แกะ" นั่นแหละ "ร่างกาย" ก็เหมือนกับ "กล่อง" ส่วน "จิตใจ" ก็เปรียบได้กับ "แกะ" อะไรสำคัญและเราต้องการมากกว่ากัน และอะไรที่เรามองเห็นมากกว่ากัน นั่นคือสิ่งที่หนังโยนคำถามลงมา ซึ่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ไม่ใช่แค่มา “แทนที่รัก” แต่มันคือ “เรื่องราวความรักที่จะแกะจากกล่องความทรงจำ” นั่นเอง และในท้ายที่สุดแล้ว "ธรรมชาติ" และ "ความเป็นไปตามแบบอริยสัจ 4 ที่จริงแท้ของโลก" อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการพบเจอที่แท้จริง ไม่มีใครแทนที่ใครได้ เกิดแก่เจ็บตาย เป็นของคู่กันกับมนุษย์...



++ ด้านการผลิต การถ่ายทำคงไม่ต้องพูดถึง ระดับเซนเซย์แล้วก็ต้องดีอย่างแน่นอน หนังเรื่องนี้ใช้ฟิล์มถ่ายทำทั้งเรื่อง ภาพที่ออกมาก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงเกรนในโทนสีที่มีความออร์แกนิคมากกว่า คือ มันไม่ได้คมชัดมาก แต่มีความละมุน มีความรู้สึกมากกว่า ซึ่งก็เหมาะกับโทนหนังอยู่แล้ว ส่วนนักแสดง ต้องยอมรับว่าเซนเซย์แกเป็นคนที่ทำงานกับเด็กเก่งมาก เช่น Nobody Knows (2004), Still Walking (2008), I Wish (2011), Like Father, Like Son (2013), Shoplifters (2018) และ Monster (2023) เป็นต้น อย่างเรื่องหลังสุด น้อง Soya Kurokawa หนุ่มลูกครึ่งไทยคนนี้ ก็โด่งดังเป็นพลุแตกแล้ว เรียกได้ว่าเด็กคนไหนผ่านมือเซนเซย์ได้ดีทุกคน ในเรื่องนี้ได้ น้อง Rimu Kuwaki นักแสดงเด็กหน้าใหม่วัย 9 ขวบ ที่ผ่านการคัดเลือกจากเด็ก 200 คน มารับบทฮิวแมนนอยด์ น้องเล่าว่า ผู้กำกับใจดีมาก "คุณลุงไม่ได้บอกว่าผมต้องเล่นยังไง แค่ให้เล่นเป็นตัวเอง แต่ผมห้ามวิ่งเล่น เดี๋ยวเหงื่อจะออก เพราะเป็นหุ่นยนต์จะต้องไม่มีเหงื่อ” อิอิ น่ารักเนอะ...



++ Sheep in the Box เป็นหนังดี ๆ ที่น่าดูอีกเรื่องของ Hirokazu Kore-eda เป็นหนังที่พูดถึงโลกอนาคต และสิ่งที่มนุษย์ต้องเรียนรู้จากการพัฒนาเทคโนโลยี หนังดูไม่ยากเลย ถ้าจะเปรียบกับหนังเรื่องอื่น ๆ ของเซนเซย์ แต่ จขกท. คิดว่าหนังแบบนี้ ประสบการณ์ร่วมเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้คุณอินไปกับหนังไม่มากก็น้อย ถ้าคุณเป็นคุณแม่หรือคุณพ่อที่มีลูก ไม่ว่าจะสูญเสียหรือไม่สูญเสียลูกไปก็ตาม คุณน่าจะอินกับหนังมาก ๆ เลยครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่