อาหารแบบไหนอาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง และอาหารแบบไหนช่วยลดความเสี่ยงได้



เวลาพูดว่า “อาหารเร่งให้เซลล์มะเร็งโต” หลายคนอาจนึกภาพว่า กินของบางอย่างเข้าไปแล้วเซลล์มะเร็งโตทันทีเหมือนใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เรื่องนี้ไม่ได้ตรงแบบนั้น อาหารส่วนใหญ่ไม่ได้ทำให้มะเร็งเกิดหรือโตแบบฉับพลันในมื้อเดียว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “รูปแบบการกินระยะยาว” ที่ค่อย ๆ ส่งผลต่อร่างกาย น้ำหนัก การอักเสบ ฮอร์โมน น้ำตาลในเลือด ลำไส้ และภูมิคุ้มกัน

พูดให้ง่ายคือ ไม่มีอาหารจานเดียวที่กินแล้วเป็นมะเร็งทันที และไม่มีอาหารวิเศษจานเดียวที่กินแล้วกันมะเร็งได้แน่นอน แต่มีอาหารบางกลุ่มที่หลักฐานชี้ว่า ถ้ากินบ่อย กินมาก และกินต่อเนื่องหลายปี อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดได้ ขณะเดียวกันก็มีรูปแบบการกินบางแบบที่ช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมได้

บทความนี้จึงไม่ได้จะชวนกลัวอาหาร แต่ชวนมองให้ตรงว่า อะไรควรกินให้น้อยลง อะไรควรกินให้มากขึ้น และอะไรที่ไม่ควรเชื่อเกินจริง เพราะเรื่องมะเร็งไม่ใช่แค่ “กินสิ่งนี้แล้วหาย” หรือ “กินสิ่งนั้นแล้วตาย” แต่มันเป็นเรื่องของพฤติกรรมสะสมทั้งชีวิต



เนื้อแปรรูปคือกลุ่มที่หลักฐานชัดที่สุด

ถ้าถามว่าอาหารกลุ่มไหนที่องค์กรด้านมะเร็งพูดตรงกันมากที่สุด หนึ่งในนั้นคือเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง หมูยอ แหนม เนื้อรมควัน เนื้อเค็ม หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่ผ่านการถนอมอาหารด้วยการรมควัน หมัก ดอง ใส่เกลือ หรือใส่สารกันเสียบางชนิด

องค์การวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ หรือ IARC จัดเนื้อแปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่มเดียวกับสิ่งที่มีหลักฐานเพียงพอว่าเกี่ยวข้องกับมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เหตุผลหนึ่งคือกระบวนการแปรรูปและการปรุงด้วยความร้อนสูงอาจทำให้เกิดสารกลุ่มไนโตรโซ สาร PAHs และสารอื่น ๆ ที่ทำลาย DNA ได้

นี่ไม่ได้แปลว่ากินไส้กรอกหนึ่งชิ้นแล้วต้องเป็นมะเร็ง แต่แปลว่า ถ้ากินบ่อยจนเป็นนิสัย ความเสี่ยงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้ากินคู่กับผักน้อย กากใยน้อย น้ำหนักเกิน และไม่ค่อยออกกำลังกาย



เนื้อแดงไม่จำเป็นต้องงดหมด แต่ไม่ควรกินมากเกินไป

เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เป็นอาหารที่ให้โปรตีน เหล็ก สังกะสี และวิตามินบางชนิด จึงไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกกินทั้งหมด แต่หลักฐานจำนวนมากพบว่า การกินเนื้อแดงมากเกินไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่สูงขึ้น

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เนื้อแดงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ปริมาณ ความถี่ วิธีปรุง และภาพรวมของอาหารทั้งวัน ถ้ากินเนื้อแดงปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียมบ่อย ๆ ร่วมกับอาหารผักน้อยและไฟเบอร์ต่ำ ความเสี่ยงก็ยิ่งไม่น่ามองข้าม

ทางที่สมดุลกว่าคือ ไม่ต้องทำสงครามกับเนื้อแดง แต่ลดความถี่ ลดปริมาณ เลือกชิ้นที่ไม่ติดมันมาก และสลับกับปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว หรือโปรตีนจากพืชให้มากขึ้น



แอลกอฮอล์ไม่ใช่แค่ทำร้ายตับ แต่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด

หลายคนยังคิดว่าแอลกอฮอล์เกี่ยวกับตับเป็นหลัก แต่จริง ๆ แล้วองค์กรด้านมะเร็งหลายแห่งระบุว่า แอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ตับ เต้านม และลำไส้ใหญ่

เมื่อร่างกายย่อยแอลกอฮอล์ จะเกิดสารอะซีตัลดีไฮด์ ซึ่งสามารถทำลาย DNA และรบกวนการซ่อมแซมเซลล์ได้ แอลกอฮอล์ยังอาจเพิ่มระดับฮอร์โมนบางชนิด เช่น เอสโตรเจน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม

สิ่งที่ควรรู้คือ ไม่มีระดับการดื่มที่ปลอดภัยแบบศูนย์ความเสี่ยงสำหรับมะเร็ง ยิ่งดื่มมาก ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม ถ้าไม่ดื่มเลยจะดีที่สุดในมุมการป้องกันมะเร็ง แต่ถ้ายังดื่ม ก็ควรลดปริมาณและความถี่ลงให้มากที่สุด



น้ำหวานและอาหารน้ำตาลสูงไม่ได้เลี้ยงมะเร็งตรง ๆ แต่พาไปสู่อีกปัญหา

คำพูดว่า “น้ำตาลเลี้ยงมะเร็ง” เป็นประโยคที่ทำให้คนกลัวมาก แต่ต้องอธิบายให้ถูก เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายใช้น้ำตาลกลูโคสเป็นพลังงาน ไม่ใช่แค่เซลล์มะเร็ง การตัดน้ำตาลแบบสุดโต่งจึงไม่ได้ทำให้มะเร็งอดตายง่าย ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ

แต่ไม่ได้แปลว่าน้ำหวานปลอดภัย ปัญหาของน้ำหวาน ชานม น้ำอัดลม ขนมหวาน และอาหารน้ำตาลสูง คือทำให้รับพลังงานเกินง่าย น้ำหนักขึ้นง่าย ไขมันสะสมมากขึ้น และน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด

ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ว่า น้ำตาลหนึ่งช้อนทำให้มะเร็งโตทันที แต่คือการกินหวานจัดเป็นประจำทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่ไม่ดีต่อการป้องกันโรคระยะยาว โดยเฉพาะถ้าควบคู่กับการนั่งนาน นอนน้อย และไม่ออกกำลังกาย



อาหารทอดไหม้ ปิ้งย่างเกรียม และควันจากการปรุงก็มีเรื่องให้ระวัง

อาหารปิ้งย่างหรือทอดจนไหม้เกรียมมักมีกลิ่นหอมและรสชาติดี แต่การปรุงเนื้อสัตว์ด้วยอุณหภูมิสูงมาก เช่น ย่าง ปิ้ง ทอด หรือเผาจนไหม้ สามารถทำให้เกิดสารบางชนิด เช่น heterocyclic amines และ polycyclic aromatic hydrocarbons ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อมะเร็งในงานทดลองและการศึกษาเชิงระบาดวิทยา

ไม่ได้หมายความว่าห้ามกินหมูกระทะหรือบาร์บีคิวตลอดชีวิต แต่ควรลดความถี่ เลี่ยงส่วนที่ไหม้เกรียม ใช้ไฟอ่อนลง หมักเนื้อก่อนย่าง พลิกบ่อย ๆ และกินคู่กับผักให้มากขึ้น



อาหารแปรรูปสูงทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย

อาหารแปรรูปสูง เช่น ขนมถุง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางชนิด อาหารพร้อมกินที่ไขมันสูง น้ำตาลสูง เกลือสูง น้ำหวาน ขนมอบหวาน ๆ และฟาสต์ฟู้ดจำนวนมาก มักให้พลังงานสูงแต่สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่ำ

อาหารกลุ่มนี้ทำให้กินเกินง่าย เพราะรสจัด เคี้ยวง่าย อิ่มช้า และกระตุ้นให้กินต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว เมื่อกินบ่อย ๆ จึงสัมพันธ์กับน้ำหนักเกิน ไขมันสะสม ภาวะอักเสบ และสุขภาพเมตาบอลิกที่แย่ลง ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว

สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ตัดทิ้งทุกอย่างจนเครียด แต่ควรทำให้มันเป็น “ของกินนาน ๆ ที” ไม่ใช่อาหารหลักของทุกวัน



อาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งคืออาหารที่ทำให้ร่างกายสมดุลขึ้น

ถ้าถามว่าอาหารอะไร “ต้านมะเร็ง” คำตอบที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่ซูเปอร์ฟู้ดราคาแพง แต่คือรูปแบบการกินที่เน้นพืชเป็นหลัก เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ เมล็ดพืช และอาหารที่มีกากใยสูง

อาหารกลุ่มนี้ช่วยให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น เพิ่มปริมาณกากใย ช่วยให้อิ่มนาน ควบคุมน้ำหนักง่ายขึ้น และทำให้จุลินทรีย์ดีในลำไส้สร้างสารบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพลำไส้ เช่น กรดไขมันสายสั้น

ผักผลไม้ยังมีสารพฤกษเคมี วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนยาเคมีบำบัด แต่ช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมในร่างกายให้เหมาะกับการป้องกันโรคมากกว่าอาหารที่มีแต่ไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง



ธัญพืชไม่ขัดสีและไฟเบอร์สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ธัญพืชเต็มเมล็ด ขนมปังโฮลเกรน ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ และผักหลากหลายชนิด เป็นอาหารที่มีกากใยสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลดลง

ไฟเบอร์ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ลดเวลาที่สารก่อระคายเคืองสัมผัสเยื่อบุลำไส้ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด และทำให้เราคุมน้ำหนักได้ง่ายขึ้น

ถ้าอยากเริ่มแบบง่าย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดทันที แค่เพิ่มผักในทุกมื้อ เปลี่ยนข้าวขาวบางมื้อเป็นข้าวกล้อง และเพิ่มถั่วหรือธัญพืชเข้าไปในอาหารประจำวัน ก็เป็นก้าวที่ดีมากแล้ว



ปลา ถั่ว เต้าหู้ และโปรตีนที่ไม่ผ่านการแปรรูปคือทางเลือกที่ดี

โปรตีนยังจำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปหรือผู้ป่วยมะเร็ง แต่แหล่งโปรตีนมีความสำคัญมาก ถ้าโปรตีนส่วนใหญ่ของเรามาจากไส้กรอก แฮม เบคอน หรือของทอดแปรรูปบ่อย ๆ ภาพรวมสุขภาพก็ไม่ดีนัก

ทางเลือกที่ดีกว่าคือ ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว เนื้อไก่ไม่ติดหนัง หรือเนื้อสัตว์ไม่แปรรูปในปริมาณพอดี โดยเน้นวิธีปรุงที่ไม่ใช้น้ำมันมากและไม่ไหม้เกรียม

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรักษา เรื่องโปรตีนยิ่งสำคัญ เพราะร่างกายต้องใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อและรักษามวลกล้ามเนื้อ แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เพราะความต้องการอาหารของแต่ละคนไม่เหมือนกัน



อย่าหลงกับคำว่าอาหารฆ่ามะเร็ง

ในโซเชียลมักมีคำโฆษณาว่า อาหารชนิดหนึ่งฆ่าเซลล์มะเร็งได้ อาหารอีกชนิดทำให้มะเร็งอดตาย หรือสูตรน้ำผักบางอย่างรักษามะเร็งได้โดยไม่ต้องรักษาแบบแพทย์

คำพูดแบบนี้อันตรายมาก เพราะมักหยิบงานทดลองในหลอดทดลองหรือสัตว์ทดลองมาเล่าเหมือนใช้ได้กับคนทันที ทั้งที่ร่างกายมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้นมาก ปริมาณสารที่ใช้ในงานทดลองก็อาจสูงเกินกว่าที่คนจะกินได้จริง

อาหารที่ดีช่วยลดความเสี่ยง ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้ทนการรักษาได้ดีขึ้นในบางกรณี แต่ไม่ควรถูกใช้แทนการรักษามะเร็งที่จำเป็น เช่น ผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า หรือภูมิคุ้มกันบำบัด



ถ้าเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ควรกินอย่างไรให้ปลอดภัย

ผู้ป่วยมะเร็งไม่ควรอดอาหารหรือตัดอาหารหลายหมวดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะช่วงรักษา ร่างกายอาจต้องการพลังงานและโปรตีนมากขึ้น บางคนเบื่ออาหาร น้ำหนักลด กลืนลำบาก หรือมีผลข้างเคียงจากยา การกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายอ่อนแรงและกระทบการรักษาได้

แนวทางทั่วไปคือกินอาหารสะอาด ปรุงสุกใหม่ ได้โปรตีนเพียงพอ มีผักผลไม้ที่ล้างสะอาด เลี่ยงอาหารดิบหรือเสี่ยงปนเปื้อนถ้าภูมิคุ้มกันต่ำ และปรับอาหารตามอาการ เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย แผลในปาก หรือกลืนลำบาก

ถ้ามีคนแนะนำสูตรอาหารสุดโต่ง เช่น งดคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด กินแต่น้ำผัก หรือหยุดการรักษาแล้วกินอาหารเสริมแทน ควรระวังมาก เพราะอาจทำให้เสียโอกาสรักษาที่สำคัญ



สรุปแบบเข้าใจง่ายว่าควรกินอะไรให้น้อยลง

ถ้าอยากลดความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว อาหารที่ควรกินให้น้อยลงคือ เนื้อแปรรูป เนื้อแดงปริมาณมาก อาหารไหม้เกรียม อาหารแปรรูปสูง ฟาสต์ฟู้ด ขนมหวาน น้ำหวาน และแอลกอฮอล์

อาหารเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งทันทีหลังจากกิน แต่ถ้ากินบ่อยจนเป็นวิถีชีวิต มันอาจเพิ่มความเสี่ยงผ่านหลายทาง เช่น ทำให้เกิดสารก่อมะเร็งบางชนิด เพิ่มน้ำหนัก กระตุ้นการอักเสบ ทำให้ลำไส้เสียสมดุล หรือทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ป้องกันโรคน้อยลง

หลักคิดง่าย ๆ คือ อาหารที่ควรเป็น “นาน ๆ ที” ไม่ควรกลายเป็นอาหารหลักทุกวัน
⠀⠀
อาหารที่ควรกินให้มากขึ้นคือ ผักหลากสี ผลไม้ทั้งลูก ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว เต้าหู้ ปลา โปรตีนไม่แปรรูป และอาหารที่ปรุงสดด้วยวิธีต้ม นึ่ง อบ ผัดน้ำมันน้อย หรือย่างแบบไม่ไหม้

การกินแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นอมตะ และไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เป็นมะเร็ง แต่ช่วยลดความเสี่ยงโดยรวม และยังดีต่อโรคอื่นด้วย เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือด และโรคหัวใจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ อาหารที่ดีต่อการลดความเสี่ยงมะเร็ง มักเป็นอาหารแบบเดียวกับที่ดีต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ได้ต้องลึกลับหรือแพงเลย

แหล่งอ้างอิง

World Cancer Research Fund – Cancer Prevention Recommendations
https://www.wcrf.org/preventing-cancer/cancer-prevention/our-cancer-prevention-recommendations/
National Cancer Institute – Risk Factors: Diet
https://www.cancer.gov/about-cancer/causes-prevention/risk/diet
American Cancer Society – Red and Processed Meat and Cancer
https://www.cancer.org/cancer/risk-prevention/diet-physical-activity/how-diet-and-physical-activity-impact-cancer-risk/red-meat-and-cancer.html
National Cancer Institute – Red Meat and Processed Meat Consumption
https://progressreport.cancer.gov/prevention/diet_alcohol/red_meat
IARC – Red Meat and Processed Meat
https://publications.iarc.who.int/Book-And-Report-Series/Iarc-Monographs-On-The-Identification-Of-Carcinogenic-Hazards-To-Humans/Red-Meat-And-Processed-Meat-2018
American Cancer Society – Diet and Physical Activity Guideline
https://pressroom.cancer.org/DietPhysicalActivity2020

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่