ที่มาของเรื่อง
ช่วงโควิดผม WFH 100% กินๆนอนๆขยับตัวน้อย พอไม่ต้องออกไปเจอผู้คนยิ่งไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยตัวอ้วนฉุ ไม่ออกกำลังกาย เอาจริงๆไม่ค่อยอาบน้ำด้วย 55+ ตื่นมาแปรงฟันทำงาน อาบน้ำตอนเย็นทีเดียว ล่วงเลยมาหลังโควิด น้ำหนักขึ้นจาก 80 พีคสุดที่ 90 ร่างกายเริ่มเตือนว่ามีปัญหา กินข้าวมื้อเย็นแล้วปวดหัวทุกวันติดต่อกัน 2-3 เดือน นอนกรนหนัก ภ บอกว่าผมมีกรนแบบหยุดหายใจ อาการภูมิแพ้เกิดบ่อยขึ้น จนเริ่มกลับมาออกกำลังกายและไดเอ็ทเพื่อลดความอ้วนครับ
เริ่มออกกำลังกายยกเวท + คาร์ดิโอได้ 1 เดือน น้ำหนักขึ้นมา 1 โลแทน แต่อาการปวดหัวหลังกินข้าวมื้อเย็นหายไปตั้งแต่ 2-3 วันแรกที่ออกกำลังกายเลยครับ นับว่าได้ผลดีเรื่องสุขภาพ หลังจากนั้น ผมไดเอ็ทกินคีโต 2 เดือน แล้วเบรค 1 เดือน ต่อด้วย if23/1 อีก 2 เดือน โดยทั้ง 2 โปรแกรมผมแทบไม่ออกกำลังกายเลย มีออกแค่วันละ 5 นาที แบบ VILPA ตามยูทูป ซึ่งมันช่วยเรื่องสุขภาพไม่ได้ช่วยเบิร์นแคลอรี่เท่าไร รวมแล้วน้ำหนักลดจาก 90 เหลือ 80 ใน 6 เดือน แล้วค้าง เอวลด พุงลด แต่หุ่นยังย้วยๆเผละๆเหมือนคนอ้วนอยู่เลยครับ เลยเริ่มเปลี่ยนมากินคาร์บสูงและออกกำลังกายเวทตามแนวทางช่องบังบอย ได้ผลดีครับ ไม่ต้องทนหิว ไม่ต้องทนกินแต่เนื้อกับไขมันอยากแป้งน้ำตาลแต่กินไม่ได้ สามารถกินได้ทุกอย่างในปริมาณเยอะด้วย แต่ก็ยังสามารถคุมน้ำหนักได้ และหุ่นก็เริ่มดีขึ้น เฟิร์มขึ้น มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นครับ น้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 80 มาเป็นประมาณ 84-85 แต่หุ่นดีกว่าตอน 80 อีกครับ อันนี้ไม่ได้บอกว่าโปรแกรมไหนดีกว่ากันนะครับ ทุกโปรแกรมดี ถ้าใช้ถูกคนถูกสถานการณ์ครับ ผมยังทำ if36 ชม. ประมาณ 2 เดือนครั้ง เพื่อเคลียร์ขยะโปรตีนครับ
เข้าเรื่อง
ผมซื้อ Xiaomi Mi Body Composition Scale 2 มาใช้ตั้งแต่ 3 ปีก่อน (11 ก.พ. 2023 ก่อนเริ่มคีโตไดเอ็ท 1 ก.ย. 2024) ราคาตอนนั้น 8-9 ร้อย รู้อยู่ว่ามันไม่ได้วัดแม่นมาก แต่เอามาเพื่อดูเป็นเทรนด์ว่าเราออกกำลังกายแล้วกล้ามเนื้อ ไขมัน กระดูก เปลี่ยนแปลงบ้างไหมยังไงครับ ตอนนั้นอยากได้เครื่องวัด Omron แม่นๆ แต่ราคาสูง 6-8 พัน และยังไม่มี Arboleaf ตัวนี้ขาย สู้ราคา Omron ไม่ไหว พอเอา Mi มาลองวัดตัวเอง แฟน น้องสาว แม่ หลาน และเพื่อนๆที่ทำงานอีก 4-5 คน ดูเทียบกับหุ่นของแต่ละคน มันก็ดูใกล้เคียงครับ คนผอม วัดได้ค่ากล้ามเนื้อน้อย ไขมันน้อย คนอ้วนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย วัดได้ค่าไขมันสูงกล้ามเนื้อปานกลาง ส่วนผม เคยเล่นเวทออกกำลังกายมาก่อน ได้ค่าสูงทั้งไขมันและกล้ามเนื้อ ซึ่ถ้าใช้ดูเทร็นด์หยาบๆก็ตรงใช้ได้ครับ
แต่พอเริ่มไดเอ็ท ออกกำลังกายจนหุ่นเริ่มเปลี่ยน พุงยุบ กล้ามเนื้อเพิ่ม แต่ยังรู้สึกว่าตัวเลขมันไม่คอยสัมพันธ์กับหุ่นครับ เหมือนยังเกาะที่น้ำหนักเป็นหลัก ช่วงน้ำหนักลงไป 80 วัดได้ค่ากล้ามเนื้อลด ไขมันลด มวลกระดูกลด พอเล่นเวทจนมีกล้ามเพิ่ม และน้ำหนักเพิ่มมา 85 วัดได้ค่ากล้ามเนื้อเพิ่ม ไขมันเพิ่ม มวลกระดูกเพิ่ม ค่ามันแทบจะเท่าตอนอ้วนหนัก 85 ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย แล้วจู่ๆก็ไถไปเจอโฆษณา arboleaf ใน ตต ซึ่งราคาถูกกว่า OMRON มาก เลยลองถาม ai ถึงความแม่นยำและความคุ้มค่า ซึ่งราคาพอสู้ไหว เงินเดือนออกก็กดเลยครับ..
ความแม่นยำในการวัดค่า
1.
DEXA scan - ตรวจที่โรงพยาบาล ใช้รังสี X-ray พลังงานต่ำสแกนผ่านร่างกายทีละ ซม. ความคลาดเคลื่อน 1-2% ความแม่นยำเกือบ 100% ค่านำไปใช้อ้างอิงได้ และ WHO ให้การยอมรับ
2.
OMRON medical grade - ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า BIA สัญญาณไฟฟ้าหลายความถี่ วิ่งผ่านเซลล์ชั้นนอกและชั้นใน ความคลาดเคลื่อน 3-5% (เทียบกับ DEXA) ความแม่นยำสูงมาก ได้รับการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์
3.
Arboleaf consumer grade (advance) - ใช้กระแสไฟฟ้าวิ่งครบวงจรปิด (แขน 2 ข้าง ลำตัว ขา 2 ข้าง) ความคลาดเคลื่อน 5-8% (เทียบกับ DEXA) ได้ค่าใกล้เคียงความจริงในระดับใช้วางแผนการกินและออกกำลังกายได้ดี
4.
Xiaomi consumer grade (beginner) - ยิงกระแสไฟฟ้าความถี่เดียว วิ่งจากเท้าซ้ายไปสุดแค่ช่วงขาหนีบ/สะโพก แล้ววกกลับลงขาขวา วัดได้แค่ท่อนล่าง แล้วใช้สูตร เดาความน่าจะเป็นเพื่อคำนวนท่อนบน ความคลาดเคลื่อน 10-15% (หรือมากกว่านั้น ในกลุ่มคนที่หุ่นไม่ตรงตามมาตรฐาน) เพี้ยนจากความจริงได้มาก ในคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะหรือน้อยกว่าสแตนดาร์ด (เพราะใช้ค่าสแตนดาร์ดในการคำนวน)
ปล. เครื่องวัดตามฟิตเนสชั้นนำต่างๆ เช่น Inbody, Tanita หรือ Omron อยู่ในระดับ Professional / Clinical Grade ที่เทียบเท่าข้อ 2 ครับ ซึ่งความแม่นยำสูงกว่า Arboleaf นั่นเอง
เปรียบเทียบผลวัดจาก Mi vs Arboleaf
เป็นผลวัดของตัวผมเอง เมื่อวานช่วงเช้า ยังไม่ได้กินข้าว แต่กินน้ำปกติ และกินกาแฟดำไป 1 แก้วครับ ผมลองจับ data เดียวกันมาเทียบกัน พอได้เห็นความแตกต่างครับ เนื่องจาก Mi จะวัดแค่ครึ่งท่อนล่างแล้วคำนวนเดาความน่าจะเป็นของท่อนบน (ไม่ได้วัดจริงๆ) แต่ Arboleaf จะวัดทั้งท่อนลาง ผ่านแกนกลางลำตัวไปจนถึงท่อนบนเลย ค่าที่ได้จึงกันพอสมควรครับ..
2. Health score => 57 vs 80
5. Bodyfat => 26% (อ้วนระยะที่ 1) vs 20% (ปกติ) ต่างกันตั้ง 6%
6. Water => 50% (ขาดน้ำเล็กน้อย) vs 58% (พอดี)
7. BMR => 1651 vs 1817 ต่างกันตั้ง 150 แคล มีผลต่อการนำไปคำนวณ TDEE ค่อนข้างเยอะ
8. Visceral fat => 13 (โซนเผ้าระวัง/เสี่ยงสูง) vs 6 (โซนปลอดภัย)
9. Bone mass => 3.14 (โซนมาตรฐาน) vs 4.13 (โซนกระดูกหนาแน่นแข็งแรง)
ผลวัด Arboleaf 50 รายการ ของผม vs ภรรยา
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า Arboleaf วัดได้ละเอียดแค่ไหน ขอยกตัวอย่าง data ของผมกับ ภ ที่พื้นฐานร่างกายต่างกันนะครับ โดยผม อายุเลข 4 ต้นๆ ออกกำลังกายมาตลอด มีช่วงโควิดประมาณ 3 ปีที่ปล่อยตัวแทบไม่ออกกำลังกายเลย แต่ช่วงหลังจากนั้นก็กลับมาไดเอ็ทและเริ่มออกกำลังกายได้ประมาณ 2 ปี ดูแลใส่ใจอาหาร น้ำ ออกกำลังกายทุกอย่างดีแบบปานกลาง และพยายามนอนให้ได้ 7 ชม. (แต่ช่วงนี้มีบอลโลก เลยนอนพอบ้างไม่พอบ้างครับ)
ส่วนภรรยา อายุเลข 3 ต้นๆ ออกกำลังกายเป็นประจำในช่วงเรียนมหาลัย แต่หลังจากนั้น แทบจะออกกำลังกายปีละไม่กี่ครั้งครับ และตั้งครรภ์ เพิ่งคลอดน้องได้ราว 2 ปี กินข้าวน้อย กินน้ำน้อย ชอบกินน้ำหวานและชาเย็น ไม่ออกกำลังกาย แต่ตรวจร่างกายประจำปีค่าดีทุกตัว (น่างงมาก) มาดูว่าเครื่องจะวัดค่าได้ต่างกันอย่างไรบ้าง ผมซ้าย ภรรยาขวานะครับ
1.
ข้อมูลทั่วไป น้ำหนัก ค่า BMI และ %bodyfat ในกล่องล่างโชว์การเปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน คือผมกับ ภ ไปกินบุฟเฟต์กันเมื่อวานเสร็จ 3 ทุ่มครับ ผมวันนี้น้ำหนักเลยขึ้นจากเมื่อวาน ส่วน ภ เมื่อวานชั่งตอนค่ำหลังถึงบ้านและหลังไปกินบุฟเฟต์มาแล้ว ส่วนวันนี้ชั่งตอนเช้าท้องว่าง น้ำหนักของวันนี้เลยลดลงครับ
2.
หัวข้อดัชนีมวลกาย โชว์ค่า กล้ามเนื้อ อัตราการเผาผลาญ
3.
เข้าสู่รายละเอียดมากขึ้น
- water = ผมกินน้ำเยอะประมาณวันละ 3-3.5 ลิตร ส่วนแฟนกินน้ำน้อย ค่าก็แสดงค่อนข้างสอดคล้องครับ
- protein = ผมกินประมาณวันละ 2.2 กรัม/lean body mass ส่วนแฟน กินแบบปกติ คือกินน้อย แต่กินกับมากกว่าข้าว ค่าก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ
- fat mass = ผมมีพุง แฟนก็เช่นกัน ค่าที่วัดได้ก็สอดคล้องอยู่ครับ
- bone mass = ผมออกกำลังกายเป็นประจำ แฟนออกกำลังกายน้อย แต่งานที่ทำได้ยกของหนักบ่อย ค่าที่วัดได้ก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ
4.
หัวข้อโรคอ้วน
- BMI ผมกับแฟนเกินเกณฑ์ทั้งคู่ อันนี้คำนวนจากน้ำหนักตัวและส่วนสูงครับ
- Visceral fat ไขมันในช่องท้อง ของผมอยู่ในโซนปลอดภัย ของแฟนอยู่ในโซนเฝ้าระวัง
- Obesity อยู่ในเกณฑ์อ้วนทั้งสองคน แอพน่าจะอิงตาม BMI ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย จริงๆควรอิงตามไขมันมากกว่าครับ
- Normal weight + weight control น่าจะเป็นน้ำหนักตัวในอุดมคติ หากต้องลดไขมันจนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดครับ ผมต้องลดอีก 6 โล ภ ต้องลดอีก 9 โล
- Fat mass/muscle control ก็คือต้องลดไขมันลงอีกกี่โล และเพิ่มหรือลดกล้ามเนื้อเท่าไร เพื่อให้เข้าถึงหุ่นในอุดมคติครับ
- Health assessment คือคะแนนสุขภาพครับ น่าจะคิดตามน้ำหนัก ไขมัน กล้ามเนื้อ มวลกระดูก โดยรวม ซึ่งก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับความเป็นจริง
5.
วิเคราะห์กล้ามเนื้อ จากค่า compared to normal ผมมีกล้ามเนื้อช่วงบน (อก แขน) ที่สูงกว่าคนปกติ 19% กล้ามเนื้อแกนกลาง (ท้อง หลัง) สูงกว่าคนปกติ 10% และกล้ามเนื้อส่วนล่าง (ขา สะโพก) สูงกว่าคนปกติประมาณ 7% แปลว่าผมต้องเพิ่มความเข้มข้น Squat และ Deadlift มากขึ้นครับ ซึ่งตรงมาก เพราะผมเล่น Squat โดยใช้น้ำหนักเท่า Bench Press เท่านั้นเอง ปกติมัน 1.5x ของ Bench Press ส่วน Deadlift ผมแทบจะไม่เล่นเลย อย่างมากสัปดาห์ละ 1 วัน และเล่นเบาแค่ 0.75x ของ Bench Press เท่านั้นเอง ปกติต้องเล่นหนัก 2.0x ครับ
ส่วน ภ ที่ไม่ออกกำลังกายเลย compared to normal แล้ว กล้ามเนื้อต่ำกว่าคนปกติทุกส่วนเลยครับ ช่วงบนต่ำกว่าค่าปกติราว 30% แกนกลาง ต่ำกว่าคนปกติราว 25% และช่วงล่างต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 45+%
6.
วิเคราะห์ไขมัน จากค่า compared to normal ผมมีไขมันช่วงบนเกินกว่าค่าปกติเพียง 10% ครับ แต่ที่น่าตกใจคือไขมันบริเวณแกนกลางลำตัวที่เกินกว่าค่าปกติตั้งเกือบ 140%!! ส่วนช่วงล่างเกินจากค่าปกติประมาณเกือบ 40% ซึ่งก็ค่อนข้างสูง พอเห็นไขมันแต่ละช่วงแล้ว ทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมเครื่อง Mi ถึงวัดไขมันผมออกมาตั้ง 27% ทั้งๆที่ Arboleaf วัดได้แค่ 20% ครับ น่าจะเพราะ Mi เน้นวัดส่วนล่างแล้วทำนายส่วนบน Mi เจอว่าส่วนล่างไขมันผมสูง เลยทำนายว่าส่วนบนน่าจะสูงเท่าๆกัน ค่ามันเลยเพี้ยนสูงครับ
ส่วนของ ภ เห็นแล้วน่าตกใจครับ ช่วงบนและช่วงกลาง เกินค่าปกติไปถึง 170 และ 187% ช่วงล่างเกินน้อยมานิดนึง เพียง 65% แต่ก็ถือว่าสูงน่าห่วงทุกช่วงเลยครับ
7.
หัวข้อค่าอื่นๆที่วัดได้ มีรายละเอียดหลายๆค่าโดยสรุปครับ
สรุปผลการรีวิว
จากที่ได้ทดลองใช้ทั้ง 2 อุปกรณ์ ทำให้รู้สึกได้ถึงความแตกต่างและความละเอียดพอสมควร รวมถึงเข้าใจในอุปกรณ์เดิมมากขึ้นว่าทำไม หุ่นเปลี่ยนแล้ว แต่ค่าที่วัดได้ยังเกาะและขึ้นลงตามน้ำหนักตัว ไม่ได้เปลี่ยนตามหุ่นจริงที่เปลี่ยนไปสักเท่าไรครับ ทำให้รู้สึกว่าอุปกรณ์ใหม่ตัวนี้ค่อนข้างคุ้มค่าเงินพันบาทครับ มีข้อด้อยอยู่นิดเดียวคือ มันเป็น Consumer grade ที่ยังไม่ใช่ Medical grade แบบ OMRON แต่คงพอที่เอาไว้ใช้ติดบ้านเพื่อ track ค่าสุขภาพต่างๆสำหรับวางแผนการกินและการออกกำลังกายคร่าวๆครับ
สุดท้ายนี้หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ (เขียนตั้งแต่ 10 โมง เสร็จตอนบ่าย 4 กว่า พักกินข้าวแล้ว) ถ้ามีสิ่งผิดพลาดประการใด ใช้คำผิด ไม่สุภาพ สะกดผิด หรือความเข้าใจผิดในบางข้อมูลของผมเอง การใส่ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ฝากกดไลค์และติดตามผลงานที่เพจ "Need For Slow - ดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน" ด้วยครับ (เพจเกี่ยวกับรถยนต์ครับ) :
https://www.facebook.com/Needforslow247/
[CR] รีวิวสามัญชน: เครื่องชั่งน้ำหนักวัดมวลรวมร่างกาย Mi Body Composition Scale 2 vs Arboleaf CS10E Smart Scale
ช่วงโควิดผม WFH 100% กินๆนอนๆขยับตัวน้อย พอไม่ต้องออกไปเจอผู้คนยิ่งไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยตัวอ้วนฉุ ไม่ออกกำลังกาย เอาจริงๆไม่ค่อยอาบน้ำด้วย 55+ ตื่นมาแปรงฟันทำงาน อาบน้ำตอนเย็นทีเดียว ล่วงเลยมาหลังโควิด น้ำหนักขึ้นจาก 80 พีคสุดที่ 90 ร่างกายเริ่มเตือนว่ามีปัญหา กินข้าวมื้อเย็นแล้วปวดหัวทุกวันติดต่อกัน 2-3 เดือน นอนกรนหนัก ภ บอกว่าผมมีกรนแบบหยุดหายใจ อาการภูมิแพ้เกิดบ่อยขึ้น จนเริ่มกลับมาออกกำลังกายและไดเอ็ทเพื่อลดความอ้วนครับ
เริ่มออกกำลังกายยกเวท + คาร์ดิโอได้ 1 เดือน น้ำหนักขึ้นมา 1 โลแทน แต่อาการปวดหัวหลังกินข้าวมื้อเย็นหายไปตั้งแต่ 2-3 วันแรกที่ออกกำลังกายเลยครับ นับว่าได้ผลดีเรื่องสุขภาพ หลังจากนั้น ผมไดเอ็ทกินคีโต 2 เดือน แล้วเบรค 1 เดือน ต่อด้วย if23/1 อีก 2 เดือน โดยทั้ง 2 โปรแกรมผมแทบไม่ออกกำลังกายเลย มีออกแค่วันละ 5 นาที แบบ VILPA ตามยูทูป ซึ่งมันช่วยเรื่องสุขภาพไม่ได้ช่วยเบิร์นแคลอรี่เท่าไร รวมแล้วน้ำหนักลดจาก 90 เหลือ 80 ใน 6 เดือน แล้วค้าง เอวลด พุงลด แต่หุ่นยังย้วยๆเผละๆเหมือนคนอ้วนอยู่เลยครับ เลยเริ่มเปลี่ยนมากินคาร์บสูงและออกกำลังกายเวทตามแนวทางช่องบังบอย ได้ผลดีครับ ไม่ต้องทนหิว ไม่ต้องทนกินแต่เนื้อกับไขมันอยากแป้งน้ำตาลแต่กินไม่ได้ สามารถกินได้ทุกอย่างในปริมาณเยอะด้วย แต่ก็ยังสามารถคุมน้ำหนักได้ และหุ่นก็เริ่มดีขึ้น เฟิร์มขึ้น มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นครับ น้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 80 มาเป็นประมาณ 84-85 แต่หุ่นดีกว่าตอน 80 อีกครับ อันนี้ไม่ได้บอกว่าโปรแกรมไหนดีกว่ากันนะครับ ทุกโปรแกรมดี ถ้าใช้ถูกคนถูกสถานการณ์ครับ ผมยังทำ if36 ชม. ประมาณ 2 เดือนครั้ง เพื่อเคลียร์ขยะโปรตีนครับ
เข้าเรื่อง
ผมซื้อ Xiaomi Mi Body Composition Scale 2 มาใช้ตั้งแต่ 3 ปีก่อน (11 ก.พ. 2023 ก่อนเริ่มคีโตไดเอ็ท 1 ก.ย. 2024) ราคาตอนนั้น 8-9 ร้อย รู้อยู่ว่ามันไม่ได้วัดแม่นมาก แต่เอามาเพื่อดูเป็นเทรนด์ว่าเราออกกำลังกายแล้วกล้ามเนื้อ ไขมัน กระดูก เปลี่ยนแปลงบ้างไหมยังไงครับ ตอนนั้นอยากได้เครื่องวัด Omron แม่นๆ แต่ราคาสูง 6-8 พัน และยังไม่มี Arboleaf ตัวนี้ขาย สู้ราคา Omron ไม่ไหว พอเอา Mi มาลองวัดตัวเอง แฟน น้องสาว แม่ หลาน และเพื่อนๆที่ทำงานอีก 4-5 คน ดูเทียบกับหุ่นของแต่ละคน มันก็ดูใกล้เคียงครับ คนผอม วัดได้ค่ากล้ามเนื้อน้อย ไขมันน้อย คนอ้วนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย วัดได้ค่าไขมันสูงกล้ามเนื้อปานกลาง ส่วนผม เคยเล่นเวทออกกำลังกายมาก่อน ได้ค่าสูงทั้งไขมันและกล้ามเนื้อ ซึ่ถ้าใช้ดูเทร็นด์หยาบๆก็ตรงใช้ได้ครับ
แต่พอเริ่มไดเอ็ท ออกกำลังกายจนหุ่นเริ่มเปลี่ยน พุงยุบ กล้ามเนื้อเพิ่ม แต่ยังรู้สึกว่าตัวเลขมันไม่คอยสัมพันธ์กับหุ่นครับ เหมือนยังเกาะที่น้ำหนักเป็นหลัก ช่วงน้ำหนักลงไป 80 วัดได้ค่ากล้ามเนื้อลด ไขมันลด มวลกระดูกลด พอเล่นเวทจนมีกล้ามเพิ่ม และน้ำหนักเพิ่มมา 85 วัดได้ค่ากล้ามเนื้อเพิ่ม ไขมันเพิ่ม มวลกระดูกเพิ่ม ค่ามันแทบจะเท่าตอนอ้วนหนัก 85 ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย แล้วจู่ๆก็ไถไปเจอโฆษณา arboleaf ใน ตต ซึ่งราคาถูกกว่า OMRON มาก เลยลองถาม ai ถึงความแม่นยำและความคุ้มค่า ซึ่งราคาพอสู้ไหว เงินเดือนออกก็กดเลยครับ..
ความแม่นยำในการวัดค่า
1. DEXA scan - ตรวจที่โรงพยาบาล ใช้รังสี X-ray พลังงานต่ำสแกนผ่านร่างกายทีละ ซม. ความคลาดเคลื่อน 1-2% ความแม่นยำเกือบ 100% ค่านำไปใช้อ้างอิงได้ และ WHO ให้การยอมรับ
2. OMRON medical grade - ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า BIA สัญญาณไฟฟ้าหลายความถี่ วิ่งผ่านเซลล์ชั้นนอกและชั้นใน ความคลาดเคลื่อน 3-5% (เทียบกับ DEXA) ความแม่นยำสูงมาก ได้รับการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์
3. Arboleaf consumer grade (advance) - ใช้กระแสไฟฟ้าวิ่งครบวงจรปิด (แขน 2 ข้าง ลำตัว ขา 2 ข้าง) ความคลาดเคลื่อน 5-8% (เทียบกับ DEXA) ได้ค่าใกล้เคียงความจริงในระดับใช้วางแผนการกินและออกกำลังกายได้ดี
4. Xiaomi consumer grade (beginner) - ยิงกระแสไฟฟ้าความถี่เดียว วิ่งจากเท้าซ้ายไปสุดแค่ช่วงขาหนีบ/สะโพก แล้ววกกลับลงขาขวา วัดได้แค่ท่อนล่าง แล้วใช้สูตร เดาความน่าจะเป็นเพื่อคำนวนท่อนบน ความคลาดเคลื่อน 10-15% (หรือมากกว่านั้น ในกลุ่มคนที่หุ่นไม่ตรงตามมาตรฐาน) เพี้ยนจากความจริงได้มาก ในคนที่มีกล้ามเนื้อเยอะหรือน้อยกว่าสแตนดาร์ด (เพราะใช้ค่าสแตนดาร์ดในการคำนวน)
ปล. เครื่องวัดตามฟิตเนสชั้นนำต่างๆ เช่น Inbody, Tanita หรือ Omron อยู่ในระดับ Professional / Clinical Grade ที่เทียบเท่าข้อ 2 ครับ ซึ่งความแม่นยำสูงกว่า Arboleaf นั่นเอง
เปรียบเทียบผลวัดจาก Mi vs Arboleaf
เป็นผลวัดของตัวผมเอง เมื่อวานช่วงเช้า ยังไม่ได้กินข้าว แต่กินน้ำปกติ และกินกาแฟดำไป 1 แก้วครับ ผมลองจับ data เดียวกันมาเทียบกัน พอได้เห็นความแตกต่างครับ เนื่องจาก Mi จะวัดแค่ครึ่งท่อนล่างแล้วคำนวนเดาความน่าจะเป็นของท่อนบน (ไม่ได้วัดจริงๆ) แต่ Arboleaf จะวัดทั้งท่อนลาง ผ่านแกนกลางลำตัวไปจนถึงท่อนบนเลย ค่าที่ได้จึงกันพอสมควรครับ..
2. Health score => 57 vs 80
5. Bodyfat => 26% (อ้วนระยะที่ 1) vs 20% (ปกติ) ต่างกันตั้ง 6%
6. Water => 50% (ขาดน้ำเล็กน้อย) vs 58% (พอดี)
7. BMR => 1651 vs 1817 ต่างกันตั้ง 150 แคล มีผลต่อการนำไปคำนวณ TDEE ค่อนข้างเยอะ
8. Visceral fat => 13 (โซนเผ้าระวัง/เสี่ยงสูง) vs 6 (โซนปลอดภัย)
9. Bone mass => 3.14 (โซนมาตรฐาน) vs 4.13 (โซนกระดูกหนาแน่นแข็งแรง)
ผลวัด Arboleaf 50 รายการ ของผม vs ภรรยา
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า Arboleaf วัดได้ละเอียดแค่ไหน ขอยกตัวอย่าง data ของผมกับ ภ ที่พื้นฐานร่างกายต่างกันนะครับ โดยผม อายุเลข 4 ต้นๆ ออกกำลังกายมาตลอด มีช่วงโควิดประมาณ 3 ปีที่ปล่อยตัวแทบไม่ออกกำลังกายเลย แต่ช่วงหลังจากนั้นก็กลับมาไดเอ็ทและเริ่มออกกำลังกายได้ประมาณ 2 ปี ดูแลใส่ใจอาหาร น้ำ ออกกำลังกายทุกอย่างดีแบบปานกลาง และพยายามนอนให้ได้ 7 ชม. (แต่ช่วงนี้มีบอลโลก เลยนอนพอบ้างไม่พอบ้างครับ)
ส่วนภรรยา อายุเลข 3 ต้นๆ ออกกำลังกายเป็นประจำในช่วงเรียนมหาลัย แต่หลังจากนั้น แทบจะออกกำลังกายปีละไม่กี่ครั้งครับ และตั้งครรภ์ เพิ่งคลอดน้องได้ราว 2 ปี กินข้าวน้อย กินน้ำน้อย ชอบกินน้ำหวานและชาเย็น ไม่ออกกำลังกาย แต่ตรวจร่างกายประจำปีค่าดีทุกตัว (น่างงมาก) มาดูว่าเครื่องจะวัดค่าได้ต่างกันอย่างไรบ้าง ผมซ้าย ภรรยาขวานะครับ
1. ข้อมูลทั่วไป น้ำหนัก ค่า BMI และ %bodyfat ในกล่องล่างโชว์การเปลี่ยนแปลงจากเมื่อวาน คือผมกับ ภ ไปกินบุฟเฟต์กันเมื่อวานเสร็จ 3 ทุ่มครับ ผมวันนี้น้ำหนักเลยขึ้นจากเมื่อวาน ส่วน ภ เมื่อวานชั่งตอนค่ำหลังถึงบ้านและหลังไปกินบุฟเฟต์มาแล้ว ส่วนวันนี้ชั่งตอนเช้าท้องว่าง น้ำหนักของวันนี้เลยลดลงครับ
2. หัวข้อดัชนีมวลกาย โชว์ค่า กล้ามเนื้อ อัตราการเผาผลาญ
3. เข้าสู่รายละเอียดมากขึ้น
- water = ผมกินน้ำเยอะประมาณวันละ 3-3.5 ลิตร ส่วนแฟนกินน้ำน้อย ค่าก็แสดงค่อนข้างสอดคล้องครับ
- protein = ผมกินประมาณวันละ 2.2 กรัม/lean body mass ส่วนแฟน กินแบบปกติ คือกินน้อย แต่กินกับมากกว่าข้าว ค่าก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ
- fat mass = ผมมีพุง แฟนก็เช่นกัน ค่าที่วัดได้ก็สอดคล้องอยู่ครับ
- bone mass = ผมออกกำลังกายเป็นประจำ แฟนออกกำลังกายน้อย แต่งานที่ทำได้ยกของหนักบ่อย ค่าที่วัดได้ก็ค่อนข้างสอดคล้องครับ
4. หัวข้อโรคอ้วน
- BMI ผมกับแฟนเกินเกณฑ์ทั้งคู่ อันนี้คำนวนจากน้ำหนักตัวและส่วนสูงครับ
- Visceral fat ไขมันในช่องท้อง ของผมอยู่ในโซนปลอดภัย ของแฟนอยู่ในโซนเฝ้าระวัง
- Obesity อยู่ในเกณฑ์อ้วนทั้งสองคน แอพน่าจะอิงตาม BMI ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย จริงๆควรอิงตามไขมันมากกว่าครับ
- Normal weight + weight control น่าจะเป็นน้ำหนักตัวในอุดมคติ หากต้องลดไขมันจนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุดครับ ผมต้องลดอีก 6 โล ภ ต้องลดอีก 9 โล
- Fat mass/muscle control ก็คือต้องลดไขมันลงอีกกี่โล และเพิ่มหรือลดกล้ามเนื้อเท่าไร เพื่อให้เข้าถึงหุ่นในอุดมคติครับ
- Health assessment คือคะแนนสุขภาพครับ น่าจะคิดตามน้ำหนัก ไขมัน กล้ามเนื้อ มวลกระดูก โดยรวม ซึ่งก็ดูเหมือนจะสอดคล้องกับความเป็นจริง
5. วิเคราะห์กล้ามเนื้อ จากค่า compared to normal ผมมีกล้ามเนื้อช่วงบน (อก แขน) ที่สูงกว่าคนปกติ 19% กล้ามเนื้อแกนกลาง (ท้อง หลัง) สูงกว่าคนปกติ 10% และกล้ามเนื้อส่วนล่าง (ขา สะโพก) สูงกว่าคนปกติประมาณ 7% แปลว่าผมต้องเพิ่มความเข้มข้น Squat และ Deadlift มากขึ้นครับ ซึ่งตรงมาก เพราะผมเล่น Squat โดยใช้น้ำหนักเท่า Bench Press เท่านั้นเอง ปกติมัน 1.5x ของ Bench Press ส่วน Deadlift ผมแทบจะไม่เล่นเลย อย่างมากสัปดาห์ละ 1 วัน และเล่นเบาแค่ 0.75x ของ Bench Press เท่านั้นเอง ปกติต้องเล่นหนัก 2.0x ครับ
ส่วน ภ ที่ไม่ออกกำลังกายเลย compared to normal แล้ว กล้ามเนื้อต่ำกว่าคนปกติทุกส่วนเลยครับ ช่วงบนต่ำกว่าค่าปกติราว 30% แกนกลาง ต่ำกว่าคนปกติราว 25% และช่วงล่างต่ำกว่าค่าปกติประมาณ 45+%
6. วิเคราะห์ไขมัน จากค่า compared to normal ผมมีไขมันช่วงบนเกินกว่าค่าปกติเพียง 10% ครับ แต่ที่น่าตกใจคือไขมันบริเวณแกนกลางลำตัวที่เกินกว่าค่าปกติตั้งเกือบ 140%!! ส่วนช่วงล่างเกินจากค่าปกติประมาณเกือบ 40% ซึ่งก็ค่อนข้างสูง พอเห็นไขมันแต่ละช่วงแล้ว ทำให้ผมเข้าใจว่า ทำไมเครื่อง Mi ถึงวัดไขมันผมออกมาตั้ง 27% ทั้งๆที่ Arboleaf วัดได้แค่ 20% ครับ น่าจะเพราะ Mi เน้นวัดส่วนล่างแล้วทำนายส่วนบน Mi เจอว่าส่วนล่างไขมันผมสูง เลยทำนายว่าส่วนบนน่าจะสูงเท่าๆกัน ค่ามันเลยเพี้ยนสูงครับ
ส่วนของ ภ เห็นแล้วน่าตกใจครับ ช่วงบนและช่วงกลาง เกินค่าปกติไปถึง 170 และ 187% ช่วงล่างเกินน้อยมานิดนึง เพียง 65% แต่ก็ถือว่าสูงน่าห่วงทุกช่วงเลยครับ
7. หัวข้อค่าอื่นๆที่วัดได้ มีรายละเอียดหลายๆค่าโดยสรุปครับ
สรุปผลการรีวิว
จากที่ได้ทดลองใช้ทั้ง 2 อุปกรณ์ ทำให้รู้สึกได้ถึงความแตกต่างและความละเอียดพอสมควร รวมถึงเข้าใจในอุปกรณ์เดิมมากขึ้นว่าทำไม หุ่นเปลี่ยนแล้ว แต่ค่าที่วัดได้ยังเกาะและขึ้นลงตามน้ำหนักตัว ไม่ได้เปลี่ยนตามหุ่นจริงที่เปลี่ยนไปสักเท่าไรครับ ทำให้รู้สึกว่าอุปกรณ์ใหม่ตัวนี้ค่อนข้างคุ้มค่าเงินพันบาทครับ มีข้อด้อยอยู่นิดเดียวคือ มันเป็น Consumer grade ที่ยังไม่ใช่ Medical grade แบบ OMRON แต่คงพอที่เอาไว้ใช้ติดบ้านเพื่อ track ค่าสุขภาพต่างๆสำหรับวางแผนการกินและการออกกำลังกายคร่าวๆครับ
สุดท้ายนี้หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ (เขียนตั้งแต่ 10 โมง เสร็จตอนบ่าย 4 กว่า พักกินข้าวแล้ว) ถ้ามีสิ่งผิดพลาดประการใด ใช้คำผิด ไม่สุภาพ สะกดผิด หรือความเข้าใจผิดในบางข้อมูลของผมเอง การใส่ความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ฝากกดไลค์และติดตามผลงานที่เพจ "Need For Slow - ดังแต่ท่อ ล้อไม่หมุน" ด้วยครับ (เพจเกี่ยวกับรถยนต์ครับ) :
https://www.facebook.com/Needforslow247/
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้