นักวิทยาศาสตร์การอาหารเปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทแป้ง โดยระบุว่า การนำอาหารจำพวก คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว พาสตา หรือมันฝรั่ง ที่ปรุงสุกแล้วไปผ่านกระบวนการทำให้เย็นลง ก่อนจะนำมารับประทาน (หรือนำกลับมาอุ่นร้อนซ้ำ) สามารถช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้จริง เนื่องจากโครงสร้างทางเคมีของแป้งบางส่วนได้เปลี่ยนไปเป็น "แป้งต้านการย่อย" (Resistant Starch)
โดยปกติแล้ว แป้งที่หุงสุกใหม่จะถูกเอนไซม์ในลำไส้เล็กย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนำแป้งเหล่านั้นไปแช่ตู้เย็น (อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส) โมเลกุลของแป้งจะเกิดกระบวนการจัดเรียงตัวใหม่ที่เรียกว่า Retrogradation เปลี่ยนสภาพเป็นแป้งที่ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ ทำให้มันสามารถผ่านลำไส้เล็กไปได้โดยไม่ถูกดูดซึม และทำหน้าที่คล้ายกับ "ใยอาหาร" ในลำไส้ใหญ่แทน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังมื้ออาหารเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่พุ่งสูงปรี๊ดเหมือนการทานแป้งหุงสุกใหม่
อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการได้ออกโรงเตือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดใน 2 ประเด็นสำคัญ:
• ไม่ได้ลดแคลอรีอย่างมหาศาล: กระบวนการนี้ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของแคลอรีที่ระบุบนฉลากอาหารอย่างพลิกฝ่ามือ แป้งต้านการย่อยอาจช่วยลดพลังงานที่ร่างกายดูดซึมจริงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ลดลงประมาณ 10-20% ขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร) จึงไม่สามารถใช้เป็นวิธีหลักในการลดน้ำหนักหากยังรับประทานในปริมาณมาก
• ต้องดูภาพรวมของมื้ออาหาร: ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า สุขภาพและการควบคุมน้ำตาลในเลือดในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเตรียมอาหารเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การควบคุมขนาดสัดส่วน , การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ (มีโปรตีนและผักใบเขียวร่วมด้วยเพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล), การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพฤติกรรมการกินในภาพรวม
นอกจากนี้ การนำข้าวไปแช่เย็นและอุ่นซ้ำ ควรทำอย่างถูกสุขลักษณะ โดยรีบนำเข้าตู้เย็นหลังจากหายร้อน ไม่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Bacillus cereus ที่อาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้
ที่มาของข้อมูล (Sources)
• งานวิจัยเชิงทดลองในมนุษย์: Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition (2015) ในบทความวิจัยเรื่อง "Effect of cooling of cooked white rice on resistant starch content and glycemic response" ซึ่งทำการทดสอบพบว่า ข้าวขาวที่ผ่านการแช่เย็น 24 ชั่วโมงและนำมาอุ่นสารอาหาร มีปริมาณแป้งต้านการย่อย (RS3) เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
• ข้อมูลด้านเคมีอาหาร: วารสารวิชาการ Food Chemistry และ Critical Reviews in Food Science and Nutrition เกี่ยวกับกลไกการเกิดแป้งต้านการย่อยประเภทที่ 3 (Retrograded Starch)
- คำแนะนำด้านสาธารณสุข:
• Harvard T.H. Chan School of Public Health (ข้อมูลเรื่องการทำงานของ Resistant Starch ในฐานะ Prebiotics)
• Diabetes UK (สมาคมเบาหวานแห่งสหราชอาณาจักร) ข้อแนะนำการจัดการอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและการคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety)
CR page รู้รอบโลก
🔗⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=924760553981790&id=100093435602334&http_ref=eyJ0cyI6MTc4MjI5Njc4NDAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvcFwvMUZkUVByVzlheFwvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
เผยความลับ ”ข้าวแช่เย็น“ ช่วยคุมน้ำตาลในเลือดได้จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำ ไม่ใช่ยาลดความอ้วน
โดยปกติแล้ว แป้งที่หุงสุกใหม่จะถูกเอนไซม์ในลำไส้เล็กย่อยและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนำแป้งเหล่านั้นไปแช่ตู้เย็น (อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส) โมเลกุลของแป้งจะเกิดกระบวนการจัดเรียงตัวใหม่ที่เรียกว่า Retrogradation เปลี่ยนสภาพเป็นแป้งที่ทนต่อการย่อยของเอนไซม์ ทำให้มันสามารถผ่านลำไส้เล็กไปได้โดยไม่ถูกดูดซึม และทำหน้าที่คล้ายกับ "ใยอาหาร" ในลำไส้ใหญ่แทน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังมื้ออาหารเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่พุ่งสูงปรี๊ดเหมือนการทานแป้งหุงสุกใหม่
อย่างไรก็ตาม นักโภชนาการได้ออกโรงเตือนและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดใน 2 ประเด็นสำคัญ:
• ไม่ได้ลดแคลอรีอย่างมหาศาล: กระบวนการนี้ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างของแคลอรีที่ระบุบนฉลากอาหารอย่างพลิกฝ่ามือ แป้งต้านการย่อยอาจช่วยลดพลังงานที่ร่างกายดูดซึมจริงได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (ลดลงประมาณ 10-20% ขึ้นอยู่กับชนิดอาหาร) จึงไม่สามารถใช้เป็นวิธีหลักในการลดน้ำหนักหากยังรับประทานในปริมาณมาก
• ต้องดูภาพรวมของมื้ออาหาร: ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า สุขภาพและการควบคุมน้ำตาลในเลือดในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเตรียมอาหารเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การควบคุมขนาดสัดส่วน , การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ (มีโปรตีนและผักใบเขียวร่วมด้วยเพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล), การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพฤติกรรมการกินในภาพรวม
นอกจากนี้ การนำข้าวไปแช่เย็นและอุ่นซ้ำ ควรทำอย่างถูกสุขลักษณะ โดยรีบนำเข้าตู้เย็นหลังจากหายร้อน ไม่วางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Bacillus cereus ที่อาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้
ที่มาของข้อมูล (Sources)
• งานวิจัยเชิงทดลองในมนุษย์: Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition (2015) ในบทความวิจัยเรื่อง "Effect of cooling of cooked white rice on resistant starch content and glycemic response" ซึ่งทำการทดสอบพบว่า ข้าวขาวที่ผ่านการแช่เย็น 24 ชั่วโมงและนำมาอุ่นสารอาหาร มีปริมาณแป้งต้านการย่อย (RS3) เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
• ข้อมูลด้านเคมีอาหาร: วารสารวิชาการ Food Chemistry และ Critical Reviews in Food Science and Nutrition เกี่ยวกับกลไกการเกิดแป้งต้านการย่อยประเภทที่ 3 (Retrograded Starch)
- คำแนะนำด้านสาธารณสุข:
• Harvard T.H. Chan School of Public Health (ข้อมูลเรื่องการทำงานของ Resistant Starch ในฐานะ Prebiotics)
• Diabetes UK (สมาคมเบาหวานแห่งสหราชอาณาจักร) ข้อแนะนำการจัดการอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและการคำนึงถึงความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety)
CR page รู้รอบโลก
🔗⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้