หลายคนอาจเคยมีอาการนิ้วมือสะดุด งอแล้วเหยียดไม่ออก
หรือเมื่อต้องการเหยียดนิ้วกลับมีเสียงดัง “กึก” คล้ายไกปืน
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ
“โรคนิ้วล็อก” (Trigger Finger)
ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้มือซ้ำๆ เป็นประจำ
แม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
จับของไม่ถนัด หรือในบางรายอาจรุนแรงจนไม่สามารถเหยียดนิ้วได้ตามปกติ
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น “โรคนิ้วล็อก” ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
โรคนิ้วล็อกเกิดจากการอักเสบหรือหนาตัวของเอ็นที่ใช้ในการงอและเหยียดนิ้วมือ
ทำให้เอ็นไม่สามารถเคลื่อนผ่านปลอกหุ้มเอ็นได้อย่างราบรื่น
เมื่อมีการขยับนิ้ว เอ็นจะเกิดการสะดุด จึงทำให้เกิดอาการงอนิ้วแล้วเหยียดกลับได้ยาก
บางครั้งต้องใช้มืออีกข้างช่วยดึง หรืออาจมีเสียงดังขณะขยับนิ้ว
อาการอาจเริ่มจากเล็กน้อยและค่อยๆ รุนแรงขึ้น ได้แก่
ระยะเริ่มต้น
รู้สึกตึงหรือฝืดบริเวณนิ้วมือ
ปวดบริเวณโคนนิ้วหรือฝ่ามือ มีอาการมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
ระยะปานกลาง
งอนิ้วแล้วเหยียดกลับลำบาก
รู้สึกสะดุดขณะขยับนิ้ว มีเสียงคลิกหรือเสียงกึก
ระยะรุนแรง
นิ้วล็อกค้างอยู่ในท่างอ ต้องใช้มืออีกข้างช่วยดันให้เหยียด
ไม่สามารถเหยียดนิ้วได้เอง ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นโรคนิ้วล็อก
1. ผู้ที่ใช้มือทำงานซ้ำๆ เป็นประจำ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ พนักงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์ตลอดวัน
คนใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน แม่บ้านที่บิดผ้า ซักผ้า หรือหั่นอาหารบ่อยๆ
ช่างฝีมือ ช่างไม้ ช่างซ่อม เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า
การใช้งานมือซ้ำๆ ทำให้เอ็นนิ้วเกิดการเสียดสีและอักเสบได้ง่าย
2. ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
สถิติพบว่าโรคนิ้วล็อกพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะช่วงอายุ 40-60 ปี
สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและลักษณะการใช้งานมือในชีวิตประจำวัน
3. ผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น เอ็นและข้อต่อต่างๆ จะเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการอักเสบและความฝืดได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว
4. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคนิ้วล็อกมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เอ็นหนาตัวและเกิดพังผืดสะสม
5. ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคข้ออักเสบเรื้อรังส่งผลให้เยื่อหุ้มเอ็นและข้อต่ออักเสบ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ้วล็อก
6. ผู้ป่วยโรคไทรอยด์
โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ อาจมีความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ส่งผลให้เกิดอาการนิ้วล็อกได้
7. คุณแม่หลังคลอด
คุณแม่ที่ต้องอุ้มลูก ให้นมลูก หรือทำกิจกรรมที่ใช้มือซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน อาจมีความเสี่ยงเกิดนิ้วล็อกได้เช่นกัน

โรคนิ้วล็อกสามารถเกิดได้ทุกนิ้ว แต่พบบ่อยใน นิ้วหัวแม่มือนิ้วกลาง นิ้วนาง และอาจเกิดพร้อมกันหลายนิ้วได้
วิธีป้องกันโรคนิ้วล็อก
แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้
หลีกเลี่ยงการใช้มือหนักเกินไป หากต้องทำงานซ้ำๆ ควรพักมือเป็นระยะ
ยืดกล้ามเนื้อมือและนิ้วเป็นประจำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและข้อต่อ
จัดท่าทางการทำงานให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคข้ออักเสบ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ

ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้
นิ้วล็อกบ่อยขึ้น
ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
งอหรือเหยียดนิ้วลำบาก
นิ้วค้างจนไม่สามารถขยับได้เอง
อาการรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายถาวรของเอ็นและข้อต่อ
การรักษาโรคนิ้วล็อก
แพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ เช่น
พักการใช้งานมือ
รับประทานยาลดการอักเสบ
ใส่อุปกรณ์ดามนิ้ว
ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด
ผ่าตัดปลดปลอกหุ้มเอ็นในรายที่มีอาการรุนแรง
ปัจจุบันการผ่าตัดเป็นหัตถการขนาดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และให้ผลการรักษาที่ดี

โรคนิ้วล็อกเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคน
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ใช้มือซ้ำๆ เป็นประจำ อาการเริ่มจากนิ้วฝืด สะดุด
ไปจนถึงนิ้วล็อกค้างจนใช้งานไม่ได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก
จะช่วยให้กลับมาใช้งานมือได้ตามปกติและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
หากคุณหรือคนในครอบครัวเริ่มมีอาการนิ้วฝืด งอแล้วเหยียดไม่สุด หรือมีเสียงคลิกขณะขยับนิ้ว
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคนิ้วล็อก” ที่ควรได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ.
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/packages





ใครบ้างที่มีโอกาสเป็น “โรคนิ้วล็อก” ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม
หรือเมื่อต้องการเหยียดนิ้วกลับมีเสียงดัง “กึก” คล้ายไกปืน
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ “โรคนิ้วล็อก” (Trigger Finger)
ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้มือซ้ำๆ เป็นประจำ
แม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้นาน อาจทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
จับของไม่ถนัด หรือในบางรายอาจรุนแรงจนไม่สามารถเหยียดนิ้วได้ตามปกติ
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
โรคนิ้วล็อกเกิดจากการอักเสบหรือหนาตัวของเอ็นที่ใช้ในการงอและเหยียดนิ้วมือ
ทำให้เอ็นไม่สามารถเคลื่อนผ่านปลอกหุ้มเอ็นได้อย่างราบรื่น
เมื่อมีการขยับนิ้ว เอ็นจะเกิดการสะดุด จึงทำให้เกิดอาการงอนิ้วแล้วเหยียดกลับได้ยาก
บางครั้งต้องใช้มืออีกข้างช่วยดึง หรืออาจมีเสียงดังขณะขยับนิ้ว
ระยะเริ่มต้น
รู้สึกตึงหรือฝืดบริเวณนิ้วมือ
ปวดบริเวณโคนนิ้วหรือฝ่ามือ มีอาการมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน
ระยะปานกลาง
งอนิ้วแล้วเหยียดกลับลำบาก
รู้สึกสะดุดขณะขยับนิ้ว มีเสียงคลิกหรือเสียงกึก
ระยะรุนแรง
นิ้วล็อกค้างอยู่ในท่างอ ต้องใช้มืออีกข้างช่วยดันให้เหยียด
ไม่สามารถเหยียดนิ้วได้เอง ปวดมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
1. ผู้ที่ใช้มือทำงานซ้ำๆ เป็นประจำ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ พนักงานออฟฟิศที่ใช้คอมพิวเตอร์ตลอดวัน
คนใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน แม่บ้านที่บิดผ้า ซักผ้า หรือหั่นอาหารบ่อยๆ
ช่างฝีมือ ช่างไม้ ช่างซ่อม เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า
การใช้งานมือซ้ำๆ ทำให้เอ็นนิ้วเกิดการเสียดสีและอักเสบได้ง่าย
2. ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
สถิติพบว่าโรคนิ้วล็อกพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะช่วงอายุ 40-60 ปี
สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและลักษณะการใช้งานมือในชีวิตประจำวัน
3. ผู้สูงอายุ
เมื่ออายุมากขึ้น เอ็นและข้อต่อต่างๆ จะเสื่อมตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการอักเสบและความฝืดได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว
4. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคนิ้วล็อกมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน อาจทำให้เอ็นหนาตัวและเกิดพังผืดสะสม
5. ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
โรคข้ออักเสบเรื้อรังส่งผลให้เยื่อหุ้มเอ็นและข้อต่ออักเสบ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ้วล็อก
6. ผู้ป่วยโรคไทรอยด์
โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ อาจมีความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ส่งผลให้เกิดอาการนิ้วล็อกได้
7. คุณแม่หลังคลอด
คุณแม่ที่ต้องอุ้มลูก ให้นมลูก หรือทำกิจกรรมที่ใช้มือซ้ำๆ ตลอดทั้งวัน อาจมีความเสี่ยงเกิดนิ้วล็อกได้เช่นกัน
แม้ไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้
หลีกเลี่ยงการใช้มือหนักเกินไป หากต้องทำงานซ้ำๆ ควรพักมือเป็นระยะ
ยืดกล้ามเนื้อมือและนิ้วเป็นประจำ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของเอ็นและข้อต่อ
จัดท่าทางการทำงานให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคข้ออักเสบ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
นิ้วล็อกบ่อยขึ้น
ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
งอหรือเหยียดนิ้วลำบาก
นิ้วค้างจนไม่สามารถขยับได้เอง
อาการรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน
การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายถาวรของเอ็นและข้อต่อ
แพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของอาการ เช่น
พักการใช้งานมือ
รับประทานยาลดการอักเสบ
ใส่อุปกรณ์ดามนิ้ว
ฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุด
ผ่าตัดปลดปลอกหุ้มเอ็นในรายที่มีอาการรุนแรง
ปัจจุบันการผ่าตัดเป็นหัตถการขนาดเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และให้ผลการรักษาที่ดี
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ใช้มือซ้ำๆ เป็นประจำ อาการเริ่มจากนิ้วฝืด สะดุด
ไปจนถึงนิ้วล็อกค้างจนใช้งานไม่ได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก
จะช่วยให้กลับมาใช้งานมือได้ตามปกติและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
หากคุณหรือคนในครอบครัวเริ่มมีอาการนิ้วฝืด งอแล้วเหยียดไม่สุด หรือมีเสียงคลิกขณะขยับนิ้ว
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคนิ้วล็อก” ที่ควรได้รับการดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ.
ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/packages