มีโอกาสไปร่วมงาน “TAT x MOVE : Seamless Journey, Amazing Thailand” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ซึ่งเป็นงานที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ AirAsia MOVE ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะเวลา 3 ปี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนางสาวนาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AirAsia MOVE ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยความร่วมมือครั้งนี้จะสอดรับกับแนวคิด Amazing 5 Economy ของ ททท. โดยเฉพาะ Platform Economy ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์มาช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ไร้รอยต่อ
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่แค่การลงนาม MOU แต่เป็นข้อมูลอินไซต์ด้านการเดินทางที่ AirAsia MOVE นำมาเปิดเผย เพราะทำให้เห็นภาพว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางในภูมิภาคอาเซียน และความต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
อีกเทรนด์ที่น่าจับตาคือ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Wellness Tourism และ Experience-led Travel มากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือไม่ได้มองหาแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ต้องการประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนวิถีท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม งานคราฟต์ หรือกิจกรรมเชิงสุขภาพ
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสององค์กรตั้งเป้าที่จะนำข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมนักเดินทางมาผสานกับแคมเปญ “5 Must Do in Thailand” ของ ททท. เพื่อช่วยผลักดันการเดินทางไปยังเมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว รวมถึงเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอด 365 วัน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
บรรยากาศภายในงานยังมีผู้บริหารจากหลากหลายภาคธุรกิจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยว อาทิ นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ซึ่งมาร่วมติดตามทิศทางการท่องเที่ยวไทยและโอกาสความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ส่วนตัวมองว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับแพลตฟอร์ม OTA รายใหญ่แบบนี้น่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ง่ายขึ้น และถ้าทำได้จริงตามเป้าหมาย ก็น่าจะเป็นอีกแรงสำคัญในการกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ไปฟังอินไซต์ท่องเที่ยวจาก AirAsia MOVE และ ททท. มา มีหลายเทรนด์น่าสนใจสำหรับครึ่งปีหลัง 2569
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. และนางสาวนาเดีย โอมาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AirAsia MOVE ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยความร่วมมือครั้งนี้จะสอดรับกับแนวคิด Amazing 5 Economy ของ ททท. โดยเฉพาะ Platform Economy ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มออนไลน์มาช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์การท่องเที่ยวระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้ไร้รอยต่อ
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่แค่การลงนาม MOU แต่เป็นข้อมูลอินไซต์ด้านการเดินทางที่ AirAsia MOVE นำมาเปิดเผย เพราะทำให้เห็นภาพว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางในภูมิภาคอาเซียน และความต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
อีกเทรนด์ที่น่าจับตาคือ นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Wellness Tourism และ Experience-led Travel มากขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คือไม่ได้มองหาแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ต้องการประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และสะท้อนวิถีท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม งานคราฟต์ หรือกิจกรรมเชิงสุขภาพ
ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทั้งสององค์กรตั้งเป้าที่จะนำข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมนักเดินทางมาผสานกับแคมเปญ “5 Must Do in Thailand” ของ ททท. เพื่อช่วยผลักดันการเดินทางไปยังเมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว รวมถึงเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก และแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกระตุ้นการท่องเที่ยวตลอด 365 วัน เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
บรรยากาศภายในงานยังมีผู้บริหารจากหลากหลายภาคธุรกิจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยว อาทิ นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ซึ่งมาร่วมติดตามทิศทางการท่องเที่ยวไทยและโอกาสความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ส่วนตัวมองว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับแพลตฟอร์ม OTA รายใหญ่แบบนี้น่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ง่ายขึ้น และถ้าทำได้จริงตามเป้าหมาย ก็น่าจะเป็นอีกแรงสำคัญในการกระจายรายได้สู่เมืองรองและชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศได้ไม่น้อยเลยทีเดียว