สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่น่ารักทุกท่าน! ช่วงนี้กระแสอะไรมาแรงแซงทางโค้ง คงหนีไม่พ้นเรื่อง 'เงินเฟ้อ' ที่มาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัวใช่ไหมครับ? ค่าครองชีพพุ่งพรวดๆ เหมือนติดจรวด น้ำมันแพง ผักแพง เนื้อแพง ไปตลาดทีไรหัวใจจะวายทุกที จนหลายคนเริ่มมองหาที่พึ่งให้พอร์ตลงทุนแบบปลอดภัยๆ หน่อย
วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาส่องหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มักจะถูกพูดถึงในยามที่เงินเฟ้อมาเยือน นั่นก็คือ "หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม" นั่นเองครับ! หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมหุ้นกลุ่มนี้ถึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษในสถานการณ์แบบนี้ มันมีดีอะไรกันแน่? เรามาลองดูกันแบบเจาะลึก พร้อมกับแอบผสมความฮาปนความจริงจังตามสไตล์ของผมนะครับ!
เหตุผลง่ายๆ เลยครับเพื่อนๆ ลองคิดภาพตามนะครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะแย่ พายุจะเข้า โควิดจะระบาดรอบที่สิบแปดแปดสิบแปดรอบ... คนเรายังไงก็ต้อง "กินต้องดื่ม" จริงไหมครับ? เราอาจจะเลิกซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เลิกดูหนังโรง เลิกเที่ยวต่างประเทศได้ แต่เราไม่สามารถเลิกกินข้าว หรือเลิกดื่มน้ำได้แน่นอนครับ!
นี่แหละครับคือเสน่ห์ที่ทำให้สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลายเป็น "ปัจจัย 4" ที่จำเป็นสุดๆ พอเป็นของจำเป็น ความต้องการในตลาดก็เลยค่อนข้างจะ "คงที่" ครับ ไม่ได้หวือหวาตามกระแสเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งต่างจากสินค้าฟุ่มเฟือยที่พอเศรษฐกิจแย่ คนก็ตัดออกจากลิสต์การใช้จ่ายเป็นอันดับแรกๆ เลย
แล้วเราจะเลือกหุ้นกลุ่มนี้ยังไงให้รอดและรุ่งในสภาวะเงินเฟ้อแบบนี้? ไม่ใช่ว่าจิ้มตัวไหนก็ได้นะครับ! เราต้องมองหาบริษัทที่มีคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะช่วยให้พวกเขารับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ดี ซึ่งผมขอสรุปเป็นคุณสมบัติ "พระเอกกอบกู้พอร์ต" ดังนี้ครับ
1. แบรนด์แข็งแกร่งดุจกำแพงเพชร ลองนึกถึงขนมที่คุณกินตั้งแต่เด็ก เครื่องดื่มที่คุณต้องดื่มทุกวัน หรือซอสปรุงรสที่คุณแม่ใช้ประจำ แบรนด์พวกนี้มีความผูกพันกับผู้บริโภคสูงมากครับ ต่อให้ราคาขึ้นนิดหน่อย คนก็ยังเต็มใจที่จะจ่าย เพราะคุ้นเคยและไว้ใจในคุณภาพ นี่แหละครับคือ "ความภักดีในแบรนด์" ที่เป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม!
2. อำนาจต่อรองสูงปรี๊ด (Pricing Power) บริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มักจะมีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ง่ายกว่าคู่แข่งที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักครับ เพราะผู้บริโภคยอมรับได้ ทำให้พวกเขาสามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ โดยที่ไม่สูญเสียฐานลูกค้าไปมากนัก เรียกว่า 'ผลักภาระ' ได้เนียนๆ ครับ (แซวเล่นนะครับ!)
3. บริหารจัดการต้นทุนเก่งกาจ แม้จะมีอำนาจต่อรองเรื่องราคา แต่ถ้าบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งไม่ดี ก็ไม่รอดนะครับ! บริษัทที่เก่งๆ จะมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีประสิทธิภาพ มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือมีความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง
4. งบการเงินแกร่ง ดุจหินผา อันนี้สำคัญมากครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง บริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีหนี้สินน้อย มีกระแสเงินสดดี ก็จะสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าครับ
ดังนั้น การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงเงินเฟ้อ สิ่งที่เราต้องมองหาคือ "เสือปืนไว" ที่มีคุณสมบัติครบเครื่องตามที่ผมว่ามานี่แหละครับ ไม่ใช่แค่หุ้นอาหารและเครื่องดื่มทุกตัวจะดีเหมือนกันหมดนะครับ ต้องทำการบ้านกันหน่อย
แม้ว่าหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะดูเป็นเซฟโซน แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ซึ่งความเสี่ยงนะครับ! เช่น ราคาวัตถุดิบเกษตรที่ผันผวนหนักๆ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจจะหันไปหาสินค้าสุขภาพมากขึ้น ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบได้ทั้งนั้นครับ
สรุปคือ หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีศักยภาพที่จะเป็นที่พึ่งให้พอร์ตของเราในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังอาละวาดได้จริงครับ แต่เราก็ต้องเลือก 'พระเอก' ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ผมแนะนำไปนะครับ อย่าลืมทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลบริษัทที่เราสนใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ!
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนไม่มากก็น้อยนะครับ ถ้าชอบอย่าลืมกดบวก กดแชร์ หรือคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลยนะครับ ยินดีต้อนรับเสมอครับ! แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!
เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด! หุ้นกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม จะเป็นเซฟโซนให้พอร์ตเราจริงหรือเปล่า? มาแกะรอยกันครับ!
วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาส่องหุ้นกลุ่มหนึ่งที่มักจะถูกพูดถึงในยามที่เงินเฟ้อมาเยือน นั่นก็คือ "หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม" นั่นเองครับ! หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมหุ้นกลุ่มนี้ถึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษในสถานการณ์แบบนี้ มันมีดีอะไรกันแน่? เรามาลองดูกันแบบเจาะลึก พร้อมกับแอบผสมความฮาปนความจริงจังตามสไตล์ของผมนะครับ!
เหตุผลง่ายๆ เลยครับเพื่อนๆ ลองคิดภาพตามนะครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะแย่ พายุจะเข้า โควิดจะระบาดรอบที่สิบแปดแปดสิบแปดรอบ... คนเรายังไงก็ต้อง "กินต้องดื่ม" จริงไหมครับ? เราอาจจะเลิกซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม เลิกดูหนังโรง เลิกเที่ยวต่างประเทศได้ แต่เราไม่สามารถเลิกกินข้าว หรือเลิกดื่มน้ำได้แน่นอนครับ!
นี่แหละครับคือเสน่ห์ที่ทำให้สินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลายเป็น "ปัจจัย 4" ที่จำเป็นสุดๆ พอเป็นของจำเป็น ความต้องการในตลาดก็เลยค่อนข้างจะ "คงที่" ครับ ไม่ได้หวือหวาตามกระแสเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งต่างจากสินค้าฟุ่มเฟือยที่พอเศรษฐกิจแย่ คนก็ตัดออกจากลิสต์การใช้จ่ายเป็นอันดับแรกๆ เลย
แล้วเราจะเลือกหุ้นกลุ่มนี้ยังไงให้รอดและรุ่งในสภาวะเงินเฟ้อแบบนี้? ไม่ใช่ว่าจิ้มตัวไหนก็ได้นะครับ! เราต้องมองหาบริษัทที่มีคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะช่วยให้พวกเขารับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ดี ซึ่งผมขอสรุปเป็นคุณสมบัติ "พระเอกกอบกู้พอร์ต" ดังนี้ครับ
1. แบรนด์แข็งแกร่งดุจกำแพงเพชร ลองนึกถึงขนมที่คุณกินตั้งแต่เด็ก เครื่องดื่มที่คุณต้องดื่มทุกวัน หรือซอสปรุงรสที่คุณแม่ใช้ประจำ แบรนด์พวกนี้มีความผูกพันกับผู้บริโภคสูงมากครับ ต่อให้ราคาขึ้นนิดหน่อย คนก็ยังเต็มใจที่จะจ่าย เพราะคุ้นเคยและไว้ใจในคุณภาพ นี่แหละครับคือ "ความภักดีในแบรนด์" ที่เป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยม!
2. อำนาจต่อรองสูงปรี๊ด (Pricing Power) บริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มักจะมีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ง่ายกว่าคู่แข่งที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักครับ เพราะผู้บริโภคยอมรับได้ ทำให้พวกเขาสามารถส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นไปให้ผู้บริโภคได้ โดยที่ไม่สูญเสียฐานลูกค้าไปมากนัก เรียกว่า 'ผลักภาระ' ได้เนียนๆ ครับ (แซวเล่นนะครับ!)
3. บริหารจัดการต้นทุนเก่งกาจ แม้จะมีอำนาจต่อรองเรื่องราคา แต่ถ้าบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งไม่ดี ก็ไม่รอดนะครับ! บริษัทที่เก่งๆ จะมีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีประสิทธิภาพ มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือมีความหลากหลายของแหล่งวัตถุดิบ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง
4. งบการเงินแกร่ง ดุจหินผา อันนี้สำคัญมากครับ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง บริษัทที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีหนี้สินน้อย มีกระแสเงินสดดี ก็จะสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าครับ
ดังนั้น การจะลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ในช่วงเงินเฟ้อ สิ่งที่เราต้องมองหาคือ "เสือปืนไว" ที่มีคุณสมบัติครบเครื่องตามที่ผมว่ามานี่แหละครับ ไม่ใช่แค่หุ้นอาหารและเครื่องดื่มทุกตัวจะดีเหมือนกันหมดนะครับ ต้องทำการบ้านกันหน่อย
แม้ว่าหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะดูเป็นเซฟโซน แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ซึ่งความเสี่ยงนะครับ! เช่น ราคาวัตถุดิบเกษตรที่ผันผวนหนักๆ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่อาจจะหันไปหาสินค้าสุขภาพมากขึ้น ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบได้ทั้งนั้นครับ
สรุปคือ หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมีศักยภาพที่จะเป็นที่พึ่งให้พอร์ตของเราในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังอาละวาดได้จริงครับ แต่เราก็ต้องเลือก 'พระเอก' ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ผมแนะนำไปนะครับ อย่าลืมทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลบริษัทที่เราสนใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้งนะครับ!
หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนไม่มากก็น้อยนะครับ ถ้าชอบอย่าลืมกดบวก กดแชร์ หรือคอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลยนะครับ ยินดีต้อนรับเสมอครับ! แล้วพบกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!