ช่วงปี 2565 - 2567 ถ้าใครเดินห้างบ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นตู้จุ่ม กล่องสุ่ม Art Toy กล่องสุ่มเครื่องสำอาง กล่องสุ่มไอที กล่องสุ่มต้นไม้ หรือแม้แต่กล่องสุ่มอาหาร เรียกได้ว่าช่วงนั้นหันไปทางไหนก็เจอคำว่า "กล่องสุ่ม"
แต่พอมาวันนี้ หลายคนอาจสังเกตเหมือนกันว่า ร้านกล่องสุ่มที่เคยเปิดเต็มห้าง เต็มตลาดนัด หรือเต็ม TikTok กลับค่อย ๆ หายไปทีละร้าน จนบางแห่งแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว
จุดเริ่มต้นของความนิยม
- จริง ๆ แล้วแนวคิดกล่องสุ่มไม่ได้ใหม่ ต้นกำเนิดมาจาก "กาชาปอง" ของญี่ปุ่น ที่ให้ผู้ซื้อหยอดเหรียญและลุ้นว่าจะได้ของเล่นแบบไหน
- จุดเด่นคือความตื่นเต้น เพราะคนซื้อไม่รู้ว่าจะได้ตัวไหนจนกว่าจะเปิดกล่อง โมเดลนี้ถูกนำมาต่อยอดจนกลายเป็น Blind Box หรือกล่องสุ่มในปัจจุบัน และเมื่อเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ความตื่นเต้นจากการเปิดกล่องก็กลายเป็นคอนเทนต์ที่คนชอบดู
จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยรู้จักคำว่า "กล่องสุ่ม"
- หากถามว่าคนไทยรู้จักกล่องสุ่มแบบวงกว้างจากอะไร
หลายคนน่าจะนึกถึง "กล่องสุ่มพิมรี่พาย"
- ตั้งแต่กล่องหลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงกล่องหลักแสน ที่มีทั้งเครื่องสำอาง โทรศัพท์ ทองคำ ไปจนถึงรถยนต์ ทำให้คำว่า "กล่องสุ่ม" กลายเป็นคำยอดฮิตทั่วประเทศ
ยุคทองของ Art Toy และ Labubu
- กระแสยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก เมื่อ Pop Mart เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ตามมาด้วยปรากฏการณ์ Labubu ที่กลายเป็นกระแสระดับประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่ ลิซ่า BLACKPINK ถือ Labubu ลงบนโซเชียล
- จากของเล่นสะสมธรรมดา กลายเป็นสินค้าที่หลายคนตามหา บางตัวราคาพุ่งหลายเท่าตัวภายในเวลาอันสั้น
แล้วทำไมถึงเริ่มซบเซา?
1. ความตื่นเต้นเริ่มลดลง
- จุดขายของกล่องสุ่มคือ "ความไม่รู้" แต่เมื่อซื้อหลายครั้งเข้า
ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่า ของที่ได้ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ สุดท้ายหลายชิ้นถูกเก็บเข้ากล่อง วางไว้บนชั้น หรือขายต่อขาดทุน
2. คนเริ่มเลือกซื้อสิ่งที่อยากได้จริง ๆ
- เมื่อกระแสผ่านไป หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า "ทำไมต้องจ่ายเงินเพื่อลุ้น?"
ในเมื่อสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการโดยตรงได้เลย โดยไม่ต้องเสี่ยงได้ตัวซ้ำ
3. สงครามราคา
- ช่วงที่กระแสแรง มีผู้เล่นใหม่เข้ามาจำนวนมาก สุดท้ายเกิดการแข่งขันด้านราคา
กำไรต่อกล่องลดลงเรื่อย ๆ จนบางร้านแทบไม่เหลือกำไรหลังหักค่าเช่าและต้นทุน
4. สต็อกจม
- นี่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของหลายร้าน หลายคนสั่งของเข้ามาในช่วงที่กระแสกำลังพีค
หวังว่าราคาจะขึ้นต่อ แต่พอกระแสเปลี่ยน สินค้ากลับขายไม่ออก กลายเป็นต้นทุนที่นอนอยู่ในโกดัง
5. กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
- ในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับรายจ่ายจำเป็นมากกว่าเดิม
สินค้าประเภท "ซื้อเพื่อลุ้น" จึงถูกตัดออกจากลิสต์ก่อน
แล้วกล่องสุ่มจะหายไปเลยไหม?
- ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะถ้ามองแบรนด์ใหญ่อย่าง Pop Mart ก็ยังเติบโตได้อยู่ ยังเปิดสาขาใหม่ ยังมีแฟนคลับที่พร้อมสะสม ยังมีสินค้าคอลเลกชันใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
- สิ่งที่หายไปจริง ๆ อาจไม่ใช่ "กล่องสุ่ม" แต่เป็นการเข้ามาของคนที่หวังเกาะกระแสระยะสั้น เมื่อกระแสจบ ธุรกิจที่ไม่มีฐานลูกค้าจริงก็อยู่ต่อได้ยาก
ที่มา
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์
อวสานร้านกล่องสุ่ม? จากธุรกิจดาวรุ่งสู่ร้านร้าง เมื่อกระแสหมด กำไรก็หายตาม
แต่พอมาวันนี้ หลายคนอาจสังเกตเหมือนกันว่า ร้านกล่องสุ่มที่เคยเปิดเต็มห้าง เต็มตลาดนัด หรือเต็ม TikTok กลับค่อย ๆ หายไปทีละร้าน จนบางแห่งแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว
จุดเริ่มต้นของความนิยม
- จริง ๆ แล้วแนวคิดกล่องสุ่มไม่ได้ใหม่ ต้นกำเนิดมาจาก "กาชาปอง" ของญี่ปุ่น ที่ให้ผู้ซื้อหยอดเหรียญและลุ้นว่าจะได้ของเล่นแบบไหน
- จุดเด่นคือความตื่นเต้น เพราะคนซื้อไม่รู้ว่าจะได้ตัวไหนจนกว่าจะเปิดกล่อง โมเดลนี้ถูกนำมาต่อยอดจนกลายเป็น Blind Box หรือกล่องสุ่มในปัจจุบัน และเมื่อเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย ความตื่นเต้นจากการเปิดกล่องก็กลายเป็นคอนเทนต์ที่คนชอบดู
จุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยรู้จักคำว่า "กล่องสุ่ม"
- หากถามว่าคนไทยรู้จักกล่องสุ่มแบบวงกว้างจากอะไร
หลายคนน่าจะนึกถึง "กล่องสุ่มพิมรี่พาย"
- ตั้งแต่กล่องหลักพัน หลักหมื่น ไปจนถึงกล่องหลักแสน ที่มีทั้งเครื่องสำอาง โทรศัพท์ ทองคำ ไปจนถึงรถยนต์ ทำให้คำว่า "กล่องสุ่ม" กลายเป็นคำยอดฮิตทั่วประเทศ
ยุคทองของ Art Toy และ Labubu
- กระแสยิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก เมื่อ Pop Mart เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ตามมาด้วยปรากฏการณ์ Labubu ที่กลายเป็นกระแสระดับประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่ ลิซ่า BLACKPINK ถือ Labubu ลงบนโซเชียล
- จากของเล่นสะสมธรรมดา กลายเป็นสินค้าที่หลายคนตามหา บางตัวราคาพุ่งหลายเท่าตัวภายในเวลาอันสั้น
แล้วทำไมถึงเริ่มซบเซา?
1. ความตื่นเต้นเริ่มลดลง
- จุดขายของกล่องสุ่มคือ "ความไม่รู้" แต่เมื่อซื้อหลายครั้งเข้า
ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่า ของที่ได้ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ สุดท้ายหลายชิ้นถูกเก็บเข้ากล่อง วางไว้บนชั้น หรือขายต่อขาดทุน
2. คนเริ่มเลือกซื้อสิ่งที่อยากได้จริง ๆ
- เมื่อกระแสผ่านไป หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า "ทำไมต้องจ่ายเงินเพื่อลุ้น?"
ในเมื่อสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการโดยตรงได้เลย โดยไม่ต้องเสี่ยงได้ตัวซ้ำ
3. สงครามราคา
- ช่วงที่กระแสแรง มีผู้เล่นใหม่เข้ามาจำนวนมาก สุดท้ายเกิดการแข่งขันด้านราคา
กำไรต่อกล่องลดลงเรื่อย ๆ จนบางร้านแทบไม่เหลือกำไรหลังหักค่าเช่าและต้นทุน
4. สต็อกจม
- นี่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ของหลายร้าน หลายคนสั่งของเข้ามาในช่วงที่กระแสกำลังพีค
หวังว่าราคาจะขึ้นต่อ แต่พอกระแสเปลี่ยน สินค้ากลับขายไม่ออก กลายเป็นต้นทุนที่นอนอยู่ในโกดัง
5. กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
- ในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับรายจ่ายจำเป็นมากกว่าเดิม
สินค้าประเภท "ซื้อเพื่อลุ้น" จึงถูกตัดออกจากลิสต์ก่อน
แล้วกล่องสุ่มจะหายไปเลยไหม?
- ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะถ้ามองแบรนด์ใหญ่อย่าง Pop Mart ก็ยังเติบโตได้อยู่ ยังเปิดสาขาใหม่ ยังมีแฟนคลับที่พร้อมสะสม ยังมีสินค้าคอลเลกชันใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
- สิ่งที่หายไปจริง ๆ อาจไม่ใช่ "กล่องสุ่ม" แต่เป็นการเข้ามาของคนที่หวังเกาะกระแสระยะสั้น เมื่อกระแสจบ ธุรกิจที่ไม่มีฐานลูกค้าจริงก็อยู่ต่อได้ยาก
ที่มา ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์