
ข่าวช่วงนี้ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมเราเชื่อคนง่ายขนาดนี้ในยุคโซเชียลมีเดีย เรายอมจ่าย ยอมกิน ยอมใช้ ตามคำแนะนำของคนที่เราไม่เคยเจอหน้าในชีวิตจริง ที่เรียกตัวเองว่า "อินฟลูเอนเซอร์"... ทั้งที่จริงๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังหาเงินจากสิ่งนั้น
สมัยก่อนผมดูดาราดังๆ หน้าตาดีๆ ในโฆษณาทีวี พวกเขาพูดปลอมๆ ตามสคริปต์ที่แบรนด์จ่ายเงินหลักล้านให้ แต่วันนี้ก็ยังมานั่งดู "คนธรรมดา" บนหน้าจอ TikTok, Reels หรืออินสตาแกรม ถ่ายคลิป พูดถึงเรื่องที่เราสนใจ เป็นกันเองเหมือนเพื่อนสนิท แล้วสุดท้ายก็รีวิวสินค้า ให้เราซื้อของ ดูบ่อยๆ จนความสม่ำเสมอสร้างความคุ้นเคย แล้วกลายเป็นความไว้ใจโดยไม่รู้ตัว
สมัยก่อนสคริปต์โฆษณาจะบอกว่า "สินค้าของเราดีที่สุด" แต่สคริปต์ยุคนี้ อินฟลูเอนเซอร์จะแกล้งพูดข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ เพื่อซื้อความจริงใจ เช่น "แก... ตัวนี้ดีมากนะ แต่แอบแพงไปนิดนึง" หรือ "ใช้แล้วเห็นผลจริง แต่ต้องใจเย็นๆ หน่อยนะ" มันคือการ "เซ็ตฉากความเรียล" ที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว
ลองดูดราม่าอาหารเสริมยอดฮิตที่ทำเอาคนรักสุขภาพโวยวายกันอยู่? ผลิตภัณฑ์โปรตีนที่อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส สายสุขภาพ ออกมาการันตีหน้ากล้องอวดหุ่นลีนๆ ว่าดื่มแล้วสร้างกล้ามเนื้อ ยอดขายถล่มทลายหลักหมื่นหลักแสน แต่พอมีคนส่งเข้าห้องแล็บตรวจอย่างจริงจัง กลับพบว่าโปรตีนจริงมีน้อยมาก ที่เหลือคือแป้งและคาร์โบไฮเดรต! ตอนนี้ลามไปถึงอาหารสุขภาพอีกหลายอย่าง หรือกรณีสกินแคร์ที่อินฟลูฯ สายบิวตี้หน้าใสบอกว่า "ใช้เองมาสามเดือน ผิวฉ่ำมงลงมาก" ทั้งที่เบื้องหลังหน้ากล้องคือฟิลเตอร์และคลินิกเลเซอร์หลักแสน
ทุกครั้งที่เรากดเข้าไปดูคลิปของอินฟลูเอนเซอร์ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเสียไปทุกครั้งคือ "ความสนใจ (Attention)"
อินฟลูฯ ได้เงินจากสปอนเซอร์ ส่วนเราได้สิ่งที่เรียกว่า "ความสุขชั่วคราว" โลกยุคนี้มีแบรนด์ มีสินค้าให้เลือกมากเกินไป บางครั้งระบบสมองมนุษย์เราขี้เกียจคิด เราเลยยอมมอบอำนาจการตัดสินใจให้ใครก็ไม่รู้ในหน้าจอเป็นผู้คัดกรองแทน สุดท้ายเรายอมซื้อหม้อทอด ยอมซื้อโปรตีน ยอมซื้อครีมตามรีวิว เพียงเพื่อจะพบว่ามันไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้นเลย
ผมไม่ได้หมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์ทุกคนในโลกออนไลน์คือคนลวงโลก แต่ปัญหาคือ ในวันที่การตลาดกลืนกินทุกพื้นที่ "ความจริงใจที่ปราศจากผลประโยชน์" กลายเป็นสิ่งหายากยิ่ง
เลิกเชื่อเพราะเขาดูเหมือนเป็นเพื่อน: จำไว้ว่าเพื่อนแท้ไม่ได้หาเงินจากค่าแนะนำสินค้าให้เรา
มองหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์: ไม่ใช่คะแนนรีวิว 5 ดาว หรือรีวิวอวย คอมเมนต์อวยในคลิป
หยุดคิด: ก่อนจะกดปุ่ม "ใส่ตะกร้า" ให้หยุดหายใจ 3 วินาที แล้วถามตัวเองว่า เราซื้อเพราะสินค้ามันจำเป็นกับเรา หรือเพราะเชื่ออินฟลู?
อย่าปล่อยให้จิตวิทยาการตลาดในยุคโซเชียล มาจูงสัญชาตญาณของเราให้เดินเข้าหากับดักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะหลายครั้งที่เรากด "ใส่ตะกร้า" เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้า แต่กำลังซื้อความรู้สึกที่อินฟลูเอนเซอร์สร้างขึ้นมาให้เรา
ทำไมเราถึงยอมให้อินฟลูเอนเซอร์จูงจมูก?
ข่าวช่วงนี้ทำให้ผมเริ่มสงสัยว่า ทำไมเราเชื่อคนง่ายขนาดนี้ในยุคโซเชียลมีเดีย เรายอมจ่าย ยอมกิน ยอมใช้ ตามคำแนะนำของคนที่เราไม่เคยเจอหน้าในชีวิตจริง ที่เรียกตัวเองว่า "อินฟลูเอนเซอร์"... ทั้งที่จริงๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังหาเงินจากสิ่งนั้น
สมัยก่อนผมดูดาราดังๆ หน้าตาดีๆ ในโฆษณาทีวี พวกเขาพูดปลอมๆ ตามสคริปต์ที่แบรนด์จ่ายเงินหลักล้านให้ แต่วันนี้ก็ยังมานั่งดู "คนธรรมดา" บนหน้าจอ TikTok, Reels หรืออินสตาแกรม ถ่ายคลิป พูดถึงเรื่องที่เราสนใจ เป็นกันเองเหมือนเพื่อนสนิท แล้วสุดท้ายก็รีวิวสินค้า ให้เราซื้อของ ดูบ่อยๆ จนความสม่ำเสมอสร้างความคุ้นเคย แล้วกลายเป็นความไว้ใจโดยไม่รู้ตัว
สมัยก่อนสคริปต์โฆษณาจะบอกว่า "สินค้าของเราดีที่สุด" แต่สคริปต์ยุคนี้ อินฟลูเอนเซอร์จะแกล้งพูดข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ เพื่อซื้อความจริงใจ เช่น "แก... ตัวนี้ดีมากนะ แต่แอบแพงไปนิดนึง" หรือ "ใช้แล้วเห็นผลจริง แต่ต้องใจเย็นๆ หน่อยนะ" มันคือการ "เซ็ตฉากความเรียล" ที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว
ลองดูดราม่าอาหารเสริมยอดฮิตที่ทำเอาคนรักสุขภาพโวยวายกันอยู่? ผลิตภัณฑ์โปรตีนที่อินฟลูเอนเซอร์สายฟิตเนส สายสุขภาพ ออกมาการันตีหน้ากล้องอวดหุ่นลีนๆ ว่าดื่มแล้วสร้างกล้ามเนื้อ ยอดขายถล่มทลายหลักหมื่นหลักแสน แต่พอมีคนส่งเข้าห้องแล็บตรวจอย่างจริงจัง กลับพบว่าโปรตีนจริงมีน้อยมาก ที่เหลือคือแป้งและคาร์โบไฮเดรต! ตอนนี้ลามไปถึงอาหารสุขภาพอีกหลายอย่าง หรือกรณีสกินแคร์ที่อินฟลูฯ สายบิวตี้หน้าใสบอกว่า "ใช้เองมาสามเดือน ผิวฉ่ำมงลงมาก" ทั้งที่เบื้องหลังหน้ากล้องคือฟิลเตอร์และคลินิกเลเซอร์หลักแสน
ทุกครั้งที่เรากดเข้าไปดูคลิปของอินฟลูเอนเซอร์ จริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเสียไปทุกครั้งคือ "ความสนใจ (Attention)"
อินฟลูฯ ได้เงินจากสปอนเซอร์ ส่วนเราได้สิ่งที่เรียกว่า "ความสุขชั่วคราว" โลกยุคนี้มีแบรนด์ มีสินค้าให้เลือกมากเกินไป บางครั้งระบบสมองมนุษย์เราขี้เกียจคิด เราเลยยอมมอบอำนาจการตัดสินใจให้ใครก็ไม่รู้ในหน้าจอเป็นผู้คัดกรองแทน สุดท้ายเรายอมซื้อหม้อทอด ยอมซื้อโปรตีน ยอมซื้อครีมตามรีวิว เพียงเพื่อจะพบว่ามันไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเราให้ดีขึ้นเลย
ผมไม่ได้หมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์ทุกคนในโลกออนไลน์คือคนลวงโลก แต่ปัญหาคือ ในวันที่การตลาดกลืนกินทุกพื้นที่ "ความจริงใจที่ปราศจากผลประโยชน์" กลายเป็นสิ่งหายากยิ่ง
เลิกเชื่อเพราะเขาดูเหมือนเป็นเพื่อน: จำไว้ว่าเพื่อนแท้ไม่ได้หาเงินจากค่าแนะนำสินค้าให้เรา
มองหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์: ไม่ใช่คะแนนรีวิว 5 ดาว หรือรีวิวอวย คอมเมนต์อวยในคลิป
หยุดคิด: ก่อนจะกดปุ่ม "ใส่ตะกร้า" ให้หยุดหายใจ 3 วินาที แล้วถามตัวเองว่า เราซื้อเพราะสินค้ามันจำเป็นกับเรา หรือเพราะเชื่ออินฟลู?
อย่าปล่อยให้จิตวิทยาการตลาดในยุคโซเชียล มาจูงสัญชาตญาณของเราให้เดินเข้าหากับดักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะหลายครั้งที่เรากด "ใส่ตะกร้า" เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้า แต่กำลังซื้อความรู้สึกที่อินฟลูเอนเซอร์สร้างขึ้นมาให้เรา