เมื่อเราย้ายประเทศมาอยู่เดนมาร์ก มีชีวิตใหม่แบบสโลว์ไลฟ์ที่แท้ทรู "ปลูกผัก เลี้ยงไก่" เฮ้ยยย ใช่เราป่ะเนี่ย!!!

loveสวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบ้านบลูทักกกกกกคน love


หลังจากที่ไปๆมาๆ บินล่องไปล่องมากับเดนมาร์กอยู่หลายรอบ ในที่สุด และในที่สุดเราก็ได้ลงหลักปักฐานที่นี่อย่างเป็นทางการซักทีค่ะ หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพมาครึ่งค่อนชีวิต วันนี้ชีวิตพลิกผันได้ย้ายมาอยู่เดนมาร์กแบบถาวรแล้วค่ะ! ย้ายมาแต่งงานกับแฟนแล้ว
ยอมรับเลยว่าการย้ายมา "อยู่" จริงๆ มันต่างกับการมาเที่ยวโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ
แต่ด้วยความที่เราเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว พอมาถึงจริงๆ เลยไม่ได้รู้สึกหวือหวาอะไรมาก บ้านที่เราอยู่จะออกแนวชานเมืองหน่อย (ก็คือบ้านนอกเลยแหละ) ฮ่าฮ่าฮ่าห่างจากโคเปนเฮเกนประมาณ 1 ชั่วโมงค่ะ เราเดินทางมาถึงช่วงปลายเดือนเมษายน โชคดีมากที่ยังมีดอกซากุระเหลือให้ดูอยู่บ้าง เอาจริงตื่นเต้นกับดอกซากุระมากกว่าตัวเมืองอีกค่ะ รักคุณ
วันนี้เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ทั้งเรื่องการจัดการพวกเอกสารและ เล่าความเป็นอยู่แบบบ้านๆของที่นี่ให้ฟังกันค่ะ

Part-1 มาถึงไม่ทันมีเวลาได้ Jet lag ก้ไปเดินตามหาซากุระก่อนเลย

วันแรกที่มาถึง ลงเครื่องปุ๊บแฟนก็พาไปดูดอกซากุระก่อนเลยค่ะ  ระหว่างทางก็เก็บภาพบรรยายกาศมาฝาก ไปแวะโบสถ์นึงมากด้วย ที่นี่ติดอันดับโบสถ์ที่สวยและมีความพิเศษที่นึงของเดนมาร์กเลยค่ะ





ถึงแล้ววว  Grundtvig's Church
เราเข้าไปเดินข้างในได้ฟรีเลย ช่วงเช้าคนไม่เยอะด้วย


แล้วก็เดินต่อมาเรื่อยๆถึง สุสาน ที่เป็นทั้งสวนสาธาระระและสุสาน และมีต้นซากุระให้มาเดินชมกันค่ะ
แต่ถ้าไม่บอกนี้ไม่รู้เลยนะว่าเป็นสุสาน



พอลมพัดทีนึงดอกซากุระปลิวไสวสวยงามมากกก


ที่นี่มีทั้งสุสานเด็กๆ และสัตว์เลี้ยงด้วย เขานิยมตกแต่งให้น่ารักดูสวยงามด้วยการปลูกต้นไม้เล็กๆ สลักคำพูดลงไปบนก้อนหิน มีดอกไม้สวยๆรอบๆเต็มเลย แต่เข้าไปดูแล้วหดหู่อย่างบอกไม่ถูก อยู่ไม่นานค่ะ เพราะไม่ชอบดูอะไรแบบนี้ มันเศร้าใจ


Part-2 ถึงบ้านซักที ไปหาเด็กอ้วนกันดีกว่า

เราเดินเล่นกันเรื่อยๆจนรอบสวน แล้วก็เดินกลับขึ้นรถแล้วไปบ้านกัน
ที่บ้านห่างจากตัวเมืองโคเปนประมาณ 45นาที
ช่วงนี้ที่มาถึงเป็นช่วงคาบเกี่ยวฤดู ใบไม้เริ่มผลิ ทุกอย่างเริ่มจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว มันดูสดชื่นมากๆ ไม่เคยเห็นความสำคัญของสีเขียวธรรมชาติเลย จนกระทั่งเรามีโอกาสได้มาตปทที่เค้ามีกันหลายฤดู กลายเป็นว่า แสงแดดช่วงซัมเมอร์ ท้องว่าสว่างๆ ต้นไม้สีเขียวนี่เป็นอะไรที่ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอมากๆ ซัมเมอร์ที่นี่มีความหมายกับทุกคนจริงๆ
ซึ่งตอนอยู่ไทย เราก็ชอบไปเที่ยวที่ที่ธรรมชาติอยู่แล้ว มันดูสบายตา เหมือนได้พักผ่อนสมอง แต่มันก็ไม่ได้ว้าวมาก เพราะที่ไทยเราออกจากเมืองก็หาที่แบบนั้นได้ง่าย แต่ที่นี่มันต้องรอ นับวันรอวันที่ต้นไม้ผลิใบ เหมือนชีวิตมันดูมีความหวังในทุกๆปีเนอะ ทุกปีจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นใหม่เสมอ smileleaf





พอกลับมาถึงบ้าน ก็รีบวิ่งไปหาลูกๆ2ตัวเลยค่ะ เจ้าส้มโกโก้อ้วนขึ้นมากๆ ส่วนเจ้ากาก้าขี้อ้อนเหมือนเดิม





ส่วนรูปนี้เราจับลูกๆมาถ่ายหลังจากมาถึงซักพักใหญ่ ทุ่งดอกไม้ข้างบ้านเริ่มออกดอกบานสะพรั่ง ดอกสีเหลืองเหมือนดอกปอเทือง แต่ลองหาข้อมูลดู เขาบอกเป็นดอกคาโนล่า ที่เอาไปสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหารได้ แต่คนที่นี่นิยมปลูกต้นและเก็บเกี่ยวไปให้เป็นอาหารหมู ช่วงวันที่ถ่ายเป็นวันที่ฟ้าเปิดสวยมากๆ


จากนั้นก็ออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย และได้เก็บบรรยากาศดีๆมากฝากกันค่ะ




ต้นนี้โตไวมากกกก และออกดอกไวมากๆ และเหลืองอยู่เป็นอาทิตย์เลย แต่ช่วงที่เขาใส่ปุ๋ยก็จะเหม็ยมากๆเหมือนกัน กลิ่นฟุ้งไปทั่วฟ้า แทบไม่อยากออกจากบ้านเลย เวลาเค้าปลูปหรือใส่ปุ๋ย เค้าจะใช้รถแทรคเตอร์คันใหญ่ยักษ์ทั้งหมด ตอนเห็นครั้งแรกตื่นเต้นมาก มันทำให้นึกถึงหนังทรานส์ฟอร์มเมอร์ 55555
ยิ่งตอนเวลากางปีกใส่ปุ๋ยคืออลังการมากกก
เพี้ยนขำหนักมาก


Part - 3 หาย jet lagแล้ว ใช้ชีวิตปกติได้ ทำเรื่องจดทะเบียนสมรส

📑 ใครบอกว่าทำเรื่องย้ายประเทศเอกสารยุ่งยาก บอกเลยว่าที่เดนมาร์ก ทุกอย่างอยู่บนโลกออนไลน์หมดเลยค่ะ จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้ปริ้นท์กระดาษส่งหน่วยงานไหนเลยแม้แต่ใบเดียว!

เรายื่นเรื่องจดทะเบียนตั้งแต่อยู่ไทยเลยค่ะ เอาเอกสารไปขอใบรับรองจากกงสุลและสถานทูตเดนมาร์กที่ไทยให้เรียบร้อย จากนั้นสแกนไฟล์ส่งให้แฟนยื่นขอจดทะเบียนออนไลน์ไว้ก่อนเลย พอมาถึงเดนมาร์กจะได้ไม่ต้องรอนาน

เรากับแฟนจองวันจดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ก่อนมา  รอทางคอมมูนอนุมัติประมาณ 1สัปดาห์ พอเรามาถึงได้แค่ 1 เดือน เราก็เข้าไปจดทะเบียนที่คอมมูน (เทศบาล) ประจำพื้นที่ได้เลยค่ะ (ถ้าเรายื่นเข้าระบบเร็วก็เป็นประโยชน์กับตัวเราเอง แต่บทจะรอคิวบางทีก็นานมากกกกเหมือนกัน)

เราเลือกที่จะจดทะเบียนที่คอมมูน แต่ใครจะทำพิธีที่โบสถ์ก็ได้ แต่คู่เราเลือกที่นี่ ไม่ยุ่งยาก ขอแบบเรียบง่ายที่สุด



และนี่คือห้องที่เราเข้าไปจำทะเบียนค่ะ แอบตื่นเต้นนะคะตอนที่อยู่ต่อหน้าจนท และมีพยานสองคน คือเพื่อนของสามีค่ะ
เขาพูดภาษาอังกฤษค่ะ เพราะเราเป็นต่างชาติ เขาน่ารักมาก มีการสอบถามการออกเสียงชื่อด้วยว่าอ่านถูกไหม

แล้วสุดท้ายก็ประกาศ่ว่าเราได้สมรสกันอย่างเป็นทางการแล้วนะ แอร้ยยยยย ฮ่าฮ่าฮ่ารักคุณ
เพี้ยนเขิน


พอจดทะเบียนเสร็จ ก็เดินไปอีกห้องนึง ทางคอมมูนมีเตรียมเครื่องดื่มไว้ให้ฉลองเล็กๆด้วย และมีกล่องของขวัญให้ด้วย น่ารักจังเลย เขาดูใส่ใจเนอะ


ของขวัญที่ว่าก็คือเจ้า Love birds โซคิ้ววววววถึมาก รักคุณ

ถ่ายรูปเก็บไว้หน้าคอมมูนหน่อยค่ะ


เปลี่ยนวีซ่า & สแกนนิ้ว: วันรุ่งขึ้นหลังจากจดทะเบียน แฟนเราก็เข้าระบบทำเรื่องเปลี่ยนวีซ่าทันที แนบไฟล์ออนไลน์หมดเหมือนเดิม วันต่อมาก็เข้าลิงก์ไปเลือกวันสแกนลายนิ้วมือ จุดนี้บอกเลยว่าแต้มบุญทำงานมากกกก! เจอคิวหลุดได้วันถัดไปตอนเช้าเลยค่ะ ไม่งั้นคงต้องรอคิวอีกตั้ง 3 สัปดาห์เลย

แต่ความพีคคือ คิวที่หลุดมามันเป็นช่วงเช้าวันทำงานของคุณแฟนค่ะ แฟนบอกว่าถ้าเราไปเองได้จะไวกว่ามาก เพราะไม่ต้องรอเขาเคลียร์งานเพื่อพาไปตอนบ่าย (ซึ่งก็ไม่รู้จะว่างตอนไหนอีก) สาวสตรองอย่างเรามีหรือจะปฏิเสธ? กดล็อกวันแล้วลุยเดี่ยวทันทีค่ะ!

เรานั่งรถเมล์ไปต่อรถไฟ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ขอบอกเลยว่าระบบขนส่งมวลชน ที่นี่ดีงามมาก คมนาคมสะดวก เดินทางง่าย ขนาดเราเพิ่งมาอยู่ยังเข้าใจได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือรู้สึกปลอดภัยมากกกก ชอบความรู้สึกที่ใช้ชีวิตได้แบบไม่ต้องหวาดระแวง มันสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ (แต่แน่นอนว่าไปไหนมาไหนคนเดียว ในต่างแดนเราก็ต้องคอยระวังตัวและมีสติไว้ตลอดแหละดีที่สุดค่ะ) 😊


ไปค่ะ เราไปขึ้นรถไฟกัน

โซนนี้เป็นโซนเงียบ ห้ามเสียงดัง เราก็เข้าไปเลยค่ะ เพราะเราไม่มีคนให้คุยด้วยอยู่แล้ว haha


นั่งรถไฟมาประมาณสี่สิบนาทีก็ถึง พอถึงสถานีก็เดินไปได้เลยไม่ถึงห้านาที โชคดีที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟมากๆๆๆๆ


เข้าไปสิคะรออะไร ไปกดคิวรอจนทเรียกแล้วก็ไปสแกนหน้า สแกนนิ้วถ่ายรูป จบค่ะ ไวมากกกก

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ จากนี้ก็รอค่ะ รออีเมล์จากรัฐอย่างเดียวให้ไปวางเงินการันตี แล้วก็รออนุมัติ ซึ่งทุกคนบอกว่าโปรเสสกว่าวีซ่าจะอนุมัติคือ 4-10 เดือน โอ้วแม่เจ้าาาาาา ไม่นานเนอะ ไม่นานเลยยยยย
อย่าบ่นค่ะ บอกตัวเองว่า อย่าบ่น เค้าบอกให้รอก็รอต่อไปค่ะ ฟ้าจะทนรอจนกว่าดอกไม้จะบาน cryflower


Part-4 ระหว่างที่รอวีซ่าอนุมัติก็ เรียนภาษา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ไปสิ รออะไร ฮ่าฮ่าฮ่า

🐓 ชีวิตที่นี่เรียบง่ายมาก ต่างกับตอนอยู่กทม.เลย พอย้ายมาอยู่ต่างจังหวัดที่นี่ ทำให้เราคิดถึงบ้านเกิดที่ภาคใต้เลยค่ะ ได้ใช้ชีวิตแบบบ้านๆ กินง่ายอยู่ง่าย และที่สำคัญคือ "ทำอาหารกินเอง 95%" แถมได้ทำอะไรเองมากกว่าตอนอยู่เมืองไทยซะอีก!
อยู่ที่ไทยอยากกินผักก็เดินไปเด็ด อยากกินไข่ก็ไปตลาดซื้อมาทั้งแผงไม่กี่บาท... ตัดภาพมาที่เดนมาร์ก ไข่ไก่ 6 ฟอง ราคาเกือบ 100 บาท! 😱
ด้วยความที่เราชอบกินไข่มาก และบ่นเรื่องนี้ให้แฟนฟังบ่อยๆ คุณแฟน อุ๊ย คุณสามี hahaกลัวเราจะเบื่อ (และอาจจะกลัวเปลืองค่าไข่ด้วย ฮ่าๆ) ก็เลยไปซื้อ แม่ไก่มาให้เลี้ยงเลย 3 ตัวค่ะ! บวกกับที่บ้านมีแมวเจ้าถิ่นอยู่แล้วอีก 2 ตัว ตอนนี้บันเทิงมากค่ะ
รอเก็บไข่สดๆ กินทุกวัน



ทู้กกกคน ไม่น่าเชื่อว่าน้องแมวและน้องไก่ผูกมิตรกันดีมากๆๆๆ
ตอนแรกเรากลัวว่าเจ้าแมวจะวิ่งไล่ไก่ แต่ที่ไหนได้ มานั่งเฝ้าเป็นยามให้ทุกวันเลย awww so cute!love



แมวที่ไหนกลัวไก่ แมวที่นี่ค่ะ เจ้าส้มแทบจะไม่กล้าเข้าไป กลัวไก่ดีดใส่ 555


เอ้าาตัวหนังสือเกินแล้ว ยังโม้ไม่หมดเลย เดี๋ยวค่อยมาต่อตอนปลูกผัก ไปงานวันเกิดหลาน และไปปั่นจักรยานในป่า ช่วงนี้พระอาทิตย์ตกตอนสี่ทุ่มครึ่งเป็นยังไงไว้มาแชร์ให้ฟังนะคะ ขอบคุณค่าาผีเสื้อ
เพี้ยนขอบคุณ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่