ช่วงหลังผมมีโอกาสอ่านบทความและฟัง podcast หลายแห่งเกี่ยวกับ "ความน่ากลัวของเงินเฟ้อ"
จนบางครั้งรู้สึกเหมือนเงินเฟ้อเป็นศัตรูตัวฉกาจของทุกคน
พอมีเวลาว่าง ผมจึงลองศึกษาข้อมูลเงินเฟ้อของไทยย้อนหลังแบบจริงจัง กลับพบว่า ภาพความเป็นจริงอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ
และที่สำคัญคือ "เงินเฟ้อไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน"
เงินเฟ้อในไทยย้อนหลัง จริงๆ ตามค่า CPI ไม่ได้สูงมาก
ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของไทยย้อนหลังประมาณ 10 ปี มีดังนี้
2559: +0.19%
2560: +0.66%
2561: +1.07%
2563: -0.85%
2564: +1.23%
2565: +6.08%
2566: +1.23%
2567: +0.40%
2568: -0.14%
เมื่อคำนวณแบบ CAGR จะพบว่า เงินเฟ้อไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยเพียงประมาณ 1% กว่า ๆ ต่อปี และราคาสินค้าโดยรวม เพิ่มขึ้นสะสมเพียงราว 10% จากเมื่อสิบปีที่แล้ว
โดย หากซูมลงไปดูรายหมวด จะพบว่าหมวดที่ขึ้นชัดเจนที่สุดคือ "หมวดอาหาร" โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จ เช่นพวกข้าวแกง
ปี 2559: เฉลี่ยประมาณ 42 บาท/จาน
ปี 2568: เฉลี่ยประมาณ 64 บาท/จาน
เพิ่มขึ้นถึง 50% คิดเป็นอัตราเติบโตแบบ CAGR ราว 4.3% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม อาหารระดับกลางถึงสูงอาจไม่ได้ขึ้นเร็วเท่าข้าวแกงเสมอไป เพราะมีการแข่งขันและมีเพดานราคาของตลาด
เช่น ร้านอาหาร ชาบู หรือปิ้งย่างอย่าง Shabushi, MK, Kouen, ตี๋น้อย, Eat Am Are หรือแหลมเจริญ หลายเมนูหรือโปรโมชันปรับขึ้นราคาไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 10 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น "หมวดวัตถุดิบอาหาร": ขึ้นจริง แต่ไม่ได้ก้าวกระโดด
เมื่อดูราคาวัตถุดิบอาหารย้อนหลังประมาณ 10 ปี พบว่าหลายรายการเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อคิดเป็นรายปี
หมูบดหน้าฟาร์ม
ปี 2559: ประมาณ 125–135 บาท/กก.
ปี 2569: ประมาณ 115–135 บาท/กก. (ถูกลง)
ไก่สด
ปี 2559: ประมาณ 66–68 บาท/กก.
ปี 2569: ประมาณ 75–85 บาท/กก. (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
ข้าวสาร 5 กก.
ปี 2559: ประมาณ 165–185 บาท
ปี 2568: ประมาณ 180–210 บาท (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ปี 2559: 6 บาท
ปัจจุบัน: 7 บาท (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
กล่าวคือ เงินเฟ้ออาหารมีอยู่จริง แต่ไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกระดับราคา
หมวดอื่น ๆ ก็ขึ้นไม่มากอย่างที่คิด
ค่าไฟฟ้า
ปี 2559: ประมาณ 3.42 บาท/หน่วย
ปี 2568: ประมาณ 3.95 บาท/หน่วย
คิดเป็น CAGR ราว 1.45% ต่อปี (ไม่เยอะ)
ค่าน้ำประปา
แทบไม่เปลี่ยนแปลง (0%)
ค่าเดินทางสาธารณะ
รถเมล์และแท็กซี่ เพิ่มขึ้นไม่มากตลอดสิบปีที่ผ่านมา
MRT เพิ่มเฉลี่ยต่ำมาก ไม่ถึง 1% ต่อปี
BTS เพิ่มมากกว่าหมวดอื่นบ้างจากการปรับโครงสร้างราคา แต่อย่างไรก็ไม่เกิน 4% ต่อปี
เครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะที่สินค้าหลายประเภทกลับมีแนวโน้ม "ถูกลงด้วยซ้ำ" เช่น
โทรศัพท์มือถือ Laptop ทีวี แอร์ เฟอร์นิเจอร์หลายประเภท
รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ราคาทรงๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการแข่งขันสูง
เงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ย แต่คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามค่าเฉลี่ย
ประเด็นสำคัญคือ เงินเฟ้อที่ประกาศออกมา เป็นค่าเฉลี่ยของตะกร้าสินค้าทั้งประเทศ
แต่คนแต่ละคนมี "ตะกร้าค่าใช้จ่าย" ไม่เหมือนกัน
คนที่เช่าบ้านอาจได้รับผลกระทบไม่เท่าคนที่ผ่อนบ้าน
คนที่ทำอาหารกินเองอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าคนที่ซื้ออาหารทุกมื้อ
และคนที่มีเงินออมจำนวนมาก ก็อาจได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าคนที่มีรายได้น้อย
กรณีศึกษา: เงิน 100 ล้านบาท เอาไปฝากธนาคารอย่างเดียว "โดนเงินเฟ้อกินจริงหรือไม่" ?
สมมติว่า นาย ก. เป็นหนุ่มโสด มีเงินฝาก 100 ล้านบาท
ฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ยสุทธิหลังภาษีเฉลี่ย 1% ต่อปี ซึ่งมีหลายคนมักพูดกันว่า
"ฝากธนาคาร เดี๋ยวเงินก็โดนเงินเฟ้อกินหมด" เงิน 100 ล้านวันนี้ อีก 10 ปี ค่าจะลดลงเยอะ (เราจะมาดูกันว่าจริงมั้ย)
เราลองคำนวณดูแบบง่าย ๆ กัน
นาย ก. ใช้ชีวิตแบบค่อนข้างสบาย ปีละ 1.26 ล้านตามสไตล์ชนชั้นกลางระดับบน (ไม่ได้ไฮโซมาก)
รายจ่ายต่อปี
ค่าอาหาร
คนเดียว 30,000 บาท/เดือน
เฉลี่ยประมาณ 330 บาทต่อมื้อ
บางมื้อถูก บางมื้อแพงเป็นพัน ปะปนกันไป เฉลี่ยสัก 330 บาทต่อมื้อ
รวม 360,000 บาท/ปี
รายจ่ายอื่น
เดินทาง: 120,000 บาท/ปี
ท่องเที่ยวและโรงแรม: 240,000 บาท/ปี
ค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท / ปี
ค่าน้ำค่าไฟ: 40,000 บาท/ปี
ของใช้ทั่วไป: 240,000 บาท/ปี
มือถือ/คอมพิวเตอร์/เครื่องใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยรายปี: 120,000 บาท/ปี
เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน: 60,000 บาท/ปี
รวมรายจ่ายประมาณ 1.26 ล้านบาทต่อปี
สมมติให้ค่าอาหารเพิ่มขึ้นถึง 4.3% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป และหมวดอื่นเพิ่มตามอัตราจริงของไทยที่คำนวนเอาไว้ให้ดูเมื่อตอนต้น
ผ่านไป 10 ปี ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2–3 แสนบาทต่อปีเท่านั้น
เพราะหมวดที่ขึ้นเยอะที่สุดคืออาหาร และต่อให้เงินเฟ้ออาหารสูง คนเราก็กินได้เพียงวันละ 3 มื้อเท่ากัน
ในขณะเดียวกัน เงินฝาก 100 ล้านบาท ที่ให้ดอกเบี้ยสุทธิ 1% ต่อปี ยังคงสร้างรายได้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี
ทำให้ นาย ก ที่ใช้ชิวิตแบบเดิม มีเงินเหลือ อีก 7 แสนฟรีๆ แสดงให้เห็นว่า นาย ก ไม่ได้โดนเงินเฟ้อ กิน (เพราะ ถ้าโดนเงินเฟ้อกิน ใช้ชีวิตแบบเดิมต้องมีเงินเหลือน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น)
ดังนั้น หากนาย ก. มีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมเมื่อ 10 ปีก่อนและปัจจุบัน การฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ยังมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ได้แปลว่าเงินจะถูกเงินเฟ้อกินจนคุณภาพชีวิตแย่ลงเสมอไป
ที่เป็นแบบนี้เพราะ เงินเฟ้อ ส่วนมากอยู่ในรูป อาหาร แต่คนเราทานอาหารได้จำกัดไม่ใช่ infinity
แน่นอนว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ อำนาจซื้อของเงินอาจลดลงตามดัชนีราคา
แต่ "เงินเฟ้อเชิงดัชนี" กับ "คุณภาพชีวิตจริง" อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
แล้วเงินเฟ้อกระทบใครบ้าง?
ผมคิดว่าเงินเฟ้อกระทบแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
1. ผู้มีรายได้น้อย หรือหาเช้ากินค่ำ
กลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะค่าอาหารเป็นสัดส่วนสำคัญของรายจ่าย
2. ชนชั้นกลาง
อาจได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตและสัดส่วนค่าใช้จ่าย
3. ชนชั้นกลางระดับบน หรือผู้มีเงินออม
อาจได้รับผลกระทบน้อยลง เพราะค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้หรือสินทรัพย์
4. ผู้มีฐานะดี
อาจได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยที่สุด เนื่องจากรายจ่ายจำเป็นคิดเป็นสัดส่วนต่ำของทรัพย์สินทั้งหมด
สรุป
ทีพูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมกำลังบอกให้ทุกคนเอาเงินไปฝากธนาคาร แทนการลงทุน หรือบอกว่าเงินเฟ้อไม่มีอยู่จริง
เงินเฟ้อมีอยู่จริง และหากดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ อำนาจซื้อของเงินย่อมลดลงในเชิงดัชนีราคา
แต่ในชีวิตจริง ผลกระทบของเงินเฟ้ออาจไม่เท่ากันสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างรายจ่ายไม่เหมือนกัน
ดังนั้น การลงทุนควรเกิดจากความเข้าใจในความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตนเอง มากกว่าการตัดสินใจจากความกลัวเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
เงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจ แต่คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามค่าเฉลี่ยของประเทศ
เพื่อนๆ มีความคิดเห็นยังไงกันบ้างครับ
ปล: หมายเหตุ ราคา ทองคำ ห้ามเอามานับ เพราะผันผวน และไม่ได้สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่คน (เช่น เมื่อต้นปี ทอง 8x,xxx ตอนนี้ 6x,xxx ไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อลดลง)
เงินเฟ้ออาจไม่ได้น่ากลัวสำหรับทุกคน (อย่างน้อยในประเทศไทย)
จนบางครั้งรู้สึกเหมือนเงินเฟ้อเป็นศัตรูตัวฉกาจของทุกคน
พอมีเวลาว่าง ผมจึงลองศึกษาข้อมูลเงินเฟ้อของไทยย้อนหลังแบบจริงจัง กลับพบว่า ภาพความเป็นจริงอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ
และที่สำคัญคือ "เงินเฟ้อไม่ได้กระทบทุกคนเท่ากัน"
เงินเฟ้อในไทยย้อนหลัง จริงๆ ตามค่า CPI ไม่ได้สูงมาก
ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปของไทยย้อนหลังประมาณ 10 ปี มีดังนี้
2559: +0.19%
2560: +0.66%
2561: +1.07%
2563: -0.85%
2564: +1.23%
2565: +6.08%
2566: +1.23%
2567: +0.40%
2568: -0.14%
เมื่อคำนวณแบบ CAGR จะพบว่า เงินเฟ้อไทยในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยเพียงประมาณ 1% กว่า ๆ ต่อปี และราคาสินค้าโดยรวม เพิ่มขึ้นสะสมเพียงราว 10% จากเมื่อสิบปีที่แล้ว
โดย หากซูมลงไปดูรายหมวด จะพบว่าหมวดที่ขึ้นชัดเจนที่สุดคือ "หมวดอาหาร" โดยเฉพาะอาหารปรุงสำเร็จ เช่นพวกข้าวแกง
ปี 2559: เฉลี่ยประมาณ 42 บาท/จาน
ปี 2568: เฉลี่ยประมาณ 64 บาท/จาน
เพิ่มขึ้นถึง 50% คิดเป็นอัตราเติบโตแบบ CAGR ราว 4.3% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม อาหารระดับกลางถึงสูงอาจไม่ได้ขึ้นเร็วเท่าข้าวแกงเสมอไป เพราะมีการแข่งขันและมีเพดานราคาของตลาด
เช่น ร้านอาหาร ชาบู หรือปิ้งย่างอย่าง Shabushi, MK, Kouen, ตี๋น้อย, Eat Am Are หรือแหลมเจริญ หลายเมนูหรือโปรโมชันปรับขึ้นราคาไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 10 ปี
ยิ่งไปกว่านั้น "หมวดวัตถุดิบอาหาร": ขึ้นจริง แต่ไม่ได้ก้าวกระโดด
เมื่อดูราคาวัตถุดิบอาหารย้อนหลังประมาณ 10 ปี พบว่าหลายรายการเพิ่มขึ้นไม่มากเมื่อคิดเป็นรายปี
หมูบดหน้าฟาร์ม
ปี 2559: ประมาณ 125–135 บาท/กก.
ปี 2569: ประมาณ 115–135 บาท/กก. (ถูกลง)
ไก่สด
ปี 2559: ประมาณ 66–68 บาท/กก.
ปี 2569: ประมาณ 75–85 บาท/กก. (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
ข้าวสาร 5 กก.
ปี 2559: ประมาณ 165–185 บาท
ปี 2568: ประมาณ 180–210 บาท (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ปี 2559: 6 บาท
ปัจจุบัน: 7 บาท (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 10 ปีก่อนหน้า)
กล่าวคือ เงินเฟ้ออาหารมีอยู่จริง แต่ไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกระดับราคา
หมวดอื่น ๆ ก็ขึ้นไม่มากอย่างที่คิด
ค่าไฟฟ้า
ปี 2559: ประมาณ 3.42 บาท/หน่วย
ปี 2568: ประมาณ 3.95 บาท/หน่วย
คิดเป็น CAGR ราว 1.45% ต่อปี (ไม่เยอะ)
ค่าน้ำประปา
แทบไม่เปลี่ยนแปลง (0%)
ค่าเดินทางสาธารณะ
รถเมล์และแท็กซี่ เพิ่มขึ้นไม่มากตลอดสิบปีที่ผ่านมา
MRT เพิ่มเฉลี่ยต่ำมาก ไม่ถึง 1% ต่อปี
BTS เพิ่มมากกว่าหมวดอื่นบ้างจากการปรับโครงสร้างราคา แต่อย่างไรก็ไม่เกิน 4% ต่อปี
เครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะที่สินค้าหลายประเภทกลับมีแนวโน้ม "ถูกลงด้วยซ้ำ" เช่น
โทรศัพท์มือถือ Laptop ทีวี แอร์ เฟอร์นิเจอร์หลายประเภท
รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ราคาทรงๆ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะการแข่งขันสูง
เงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ย แต่คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามค่าเฉลี่ย
ประเด็นสำคัญคือ เงินเฟ้อที่ประกาศออกมา เป็นค่าเฉลี่ยของตะกร้าสินค้าทั้งประเทศ
แต่คนแต่ละคนมี "ตะกร้าค่าใช้จ่าย" ไม่เหมือนกัน
คนที่เช่าบ้านอาจได้รับผลกระทบไม่เท่าคนที่ผ่อนบ้าน
คนที่ทำอาหารกินเองอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าคนที่ซื้ออาหารทุกมื้อ
และคนที่มีเงินออมจำนวนมาก ก็อาจได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยกว่าคนที่มีรายได้น้อย
กรณีศึกษา: เงิน 100 ล้านบาท เอาไปฝากธนาคารอย่างเดียว "โดนเงินเฟ้อกินจริงหรือไม่" ?
สมมติว่า นาย ก. เป็นหนุ่มโสด มีเงินฝาก 100 ล้านบาท
ฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ยสุทธิหลังภาษีเฉลี่ย 1% ต่อปี ซึ่งมีหลายคนมักพูดกันว่า
"ฝากธนาคาร เดี๋ยวเงินก็โดนเงินเฟ้อกินหมด" เงิน 100 ล้านวันนี้ อีก 10 ปี ค่าจะลดลงเยอะ (เราจะมาดูกันว่าจริงมั้ย)
เราลองคำนวณดูแบบง่าย ๆ กัน
นาย ก. ใช้ชีวิตแบบค่อนข้างสบาย ปีละ 1.26 ล้านตามสไตล์ชนชั้นกลางระดับบน (ไม่ได้ไฮโซมาก)
รายจ่ายต่อปี
ค่าอาหาร
คนเดียว 30,000 บาท/เดือน
เฉลี่ยประมาณ 330 บาทต่อมื้อ
บางมื้อถูก บางมื้อแพงเป็นพัน ปะปนกันไป เฉลี่ยสัก 330 บาทต่อมื้อ
รวม 360,000 บาท/ปี
รายจ่ายอื่น
เดินทาง: 120,000 บาท/ปี
ท่องเที่ยวและโรงแรม: 240,000 บาท/ปี
ค่ารักษาพยาบาล 80,000 บาท / ปี
ค่าน้ำค่าไฟ: 40,000 บาท/ปี
ของใช้ทั่วไป: 240,000 บาท/ปี
มือถือ/คอมพิวเตอร์/เครื่องใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยรายปี: 120,000 บาท/ปี
เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน: 60,000 บาท/ปี
รวมรายจ่ายประมาณ 1.26 ล้านบาทต่อปี
สมมติให้ค่าอาหารเพิ่มขึ้นถึง 4.3% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป และหมวดอื่นเพิ่มตามอัตราจริงของไทยที่คำนวนเอาไว้ให้ดูเมื่อตอนต้น
ผ่านไป 10 ปี ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2–3 แสนบาทต่อปีเท่านั้น
เพราะหมวดที่ขึ้นเยอะที่สุดคืออาหาร และต่อให้เงินเฟ้ออาหารสูง คนเราก็กินได้เพียงวันละ 3 มื้อเท่ากัน
ในขณะเดียวกัน เงินฝาก 100 ล้านบาท ที่ให้ดอกเบี้ยสุทธิ 1% ต่อปี ยังคงสร้างรายได้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี
ทำให้ นาย ก ที่ใช้ชิวิตแบบเดิม มีเงินเหลือ อีก 7 แสนฟรีๆ แสดงให้เห็นว่า นาย ก ไม่ได้โดนเงินเฟ้อ กิน (เพราะ ถ้าโดนเงินเฟ้อกิน ใช้ชีวิตแบบเดิมต้องมีเงินเหลือน้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น)
ดังนั้น หากนาย ก. มีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบเดิมเมื่อ 10 ปีก่อนและปัจจุบัน การฝากธนาคารเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ยังมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ไม่ได้แปลว่าเงินจะถูกเงินเฟ้อกินจนคุณภาพชีวิตแย่ลงเสมอไป
ที่เป็นแบบนี้เพราะ เงินเฟ้อ ส่วนมากอยู่ในรูป อาหาร แต่คนเราทานอาหารได้จำกัดไม่ใช่ infinity
แน่นอนว่า ในเชิงเศรษฐศาสตร์ อำนาจซื้อของเงินอาจลดลงตามดัชนีราคา
แต่ "เงินเฟ้อเชิงดัชนี" กับ "คุณภาพชีวิตจริง" อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป
แล้วเงินเฟ้อกระทบใครบ้าง?
ผมคิดว่าเงินเฟ้อกระทบแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
1. ผู้มีรายได้น้อย หรือหาเช้ากินค่ำ
กลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะค่าอาหารเป็นสัดส่วนสำคัญของรายจ่าย
2. ชนชั้นกลาง
อาจได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตและสัดส่วนค่าใช้จ่าย
3. ชนชั้นกลางระดับบน หรือผู้มีเงินออม
อาจได้รับผลกระทบน้อยลง เพราะค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้หรือสินทรัพย์
4. ผู้มีฐานะดี
อาจได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อน้อยที่สุด เนื่องจากรายจ่ายจำเป็นคิดเป็นสัดส่วนต่ำของทรัพย์สินทั้งหมด
สรุป
ทีพูดมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าผมกำลังบอกให้ทุกคนเอาเงินไปฝากธนาคาร แทนการลงทุน หรือบอกว่าเงินเฟ้อไม่มีอยู่จริง
เงินเฟ้อมีอยู่จริง และหากดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อ อำนาจซื้อของเงินย่อมลดลงในเชิงดัชนีราคา
แต่ในชีวิตจริง ผลกระทบของเงินเฟ้ออาจไม่เท่ากันสำหรับทุกคน เพราะแต่ละคนมีโครงสร้างรายจ่ายไม่เหมือนกัน
ดังนั้น การลงทุนควรเกิดจากความเข้าใจในความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตนเอง มากกว่าการตัดสินใจจากความกลัวเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
เงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจ แต่คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตตามค่าเฉลี่ยของประเทศ
เพื่อนๆ มีความคิดเห็นยังไงกันบ้างครับ
ปล: หมายเหตุ ราคา ทองคำ ห้ามเอามานับ เพราะผันผวน และไม่ได้สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่คน (เช่น เมื่อต้นปี ทอง 8x,xxx ตอนนี้ 6x,xxx ไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อลดลง)