สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปที่กำลังอินเทรนด์เรื่องหุ้น หรือที่กำลังมองหาเส้นทางรวยทางลัดกันอยู่! วันนี้ผมในฐานะพี่ชายคนสนิทที่คลุกคลีในตลาดมาพักใหญ่ อยากจะมาไขข้อข้องใจให้มือใหม่หัวใจเกินร้อยทุกคนว่า “เฮ้ย! เริ่มต้นเทรดหุ้นเนี่ย มันต้องดูอะไรบ้างวะ? เห็นตัวเลขเยอะแยะไปหมด ปวดหัวชิบเป๋งเลยครับ!”
ไม่ต้องห่วงครับ! ผมเข้าใจเลยว่าช่วงแรกๆ มันจะรู้สึกเหมือนเรากำลังถูกโยนลงกลางมหาสมุทรข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่จะบอกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าเรารู้จักทิศทางและมีแผนที่นำทางที่ดีครับ
วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “ค่าสถิติ” ที่สำคัญๆ ที่มือใหม่ทุกคนควรรู้จักไว้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สนามรบอันดุเดือดนี้กันครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า “อ๋ออออ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!” แถมยังนำไปใช้ได้จริงแน่นอนครับ
มาครับ! ลุยกันเลย!
1. ปริมาณการซื้อขาย (Volume) – ตัวบอกความคึกคักของหุ้นครับ
ง่ายๆ เลยครับ Volume คือจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ถูกซื้อขายไปในแต่ละช่วงเวลา อาจจะเป็นต่อวัน ต่อชั่วโมง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราดูอยู่ครับ ถ้า Volume เยอะๆ หมายความว่าหุ้นตัวนั้นมีความคึกคัก มีคนซื้อขายกันเยอะครับ หุ้นที่มี Volume สูงๆ มักจะซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ หรือซื้อไม่ได้ตามราคาที่ต้องการครับ
แต่ถ้า Volume น้อยๆ เนี่ย ก็ต้องระวังนิดนึงครับ เพราะมันอาจจะซื้อง่ายแต่ขายยาก หรือราคาไม่ค่อยขยับครับ นึกภาพว่าเหมือนเราไปตลาดนัดที่คนเดินเยอะๆ เราก็เลือกซื้อเลือกขายได้ง่ายกว่าตลาดที่คนน้อยๆ ครับ
2. มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap) – ไซส์ของบริษัทครับ
อันนี้คือขนาดของบริษัทที่เรากำลังจะลงทุนครับ วิธีคำนวณง่ายๆ คือเอาราคาหุ้นปัจจุบันคูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่บริษัทมีครับ Market Cap จะบอกเราว่าบริษัทนี้ใหญ่แค่ไหนในตลาดครับ
หุ้น Large Cap บริษัทใหญ่ๆ มั่นคง ชื่อเสียงดี โตช้าหน่อยแต่ชัวร์ครับ
หุ้น Mid Cap บริษัทขนาดกลาง มีโอกาสเติบโตสูงกว่า Large Cap แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเล็กน้อยครับ
หุ้น Small Cap บริษัทเล็กๆ จิ๋วแต่แจ๋ว มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงกว่าเพื่อนเลยครับ
เลือกตามสไตล์ของตัวเองเลยครับ ว่าชอบความมั่นคง หรือชอบความตื่นเต้นครับ
3. อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio – Price-to-Earnings Ratio) – หุ้นแพงไปไหมนะ?
P/E Ratio คืออัตราส่วนที่บอกว่าเราต้องจ่ายเงินกี่เท่าของกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปี เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้ครับ
P/E ต่ำ อาจจะแปลว่าหุ้นราคาถูก (Undervalued) หรืออาจจะมีประเด็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ตลาดไม่ให้มูลค่าครับ
P/E สูง อาจจะแปลว่าหุ้นราคาแพง (Overvalued) เพราะตลาดคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคตได้ดีมากๆ ครับ
มือใหม่ควรจะใช้ P/E เปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E ในอดีตของหุ้นตัวนั้นเองครับ อย่าเพิ่งไปฟันธงว่า P/E ต่ำดี P/E สูงไม่ดีเสมอไปนะครับ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมก็มี P/E เฉลี่ยที่ไม่เท่ากันครับ
4. อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio – Price-to-Book Value Ratio) – คุณค่าแท้จริงของบริษัทครับ
P/BV Ratio คืออัตราส่วนที่บอกว่าราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่า หรือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทกี่เท่าครับ มูลค่าทางบัญชีคือสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทลบด้วยหนี้สินครับ
P/BV ต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี อาจจะแปลว่าเรากำลังซื้อของถูกครับ
P/BV สูงกว่า 1 แปลว่าราคาหุ้นซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีครับ
P/BV มักจะถูกใช้เยอะในหุ้นกลุ่มธนาคาร หรือบริษัทที่มีสินทรัพย์เยอะๆ ครับ ซึ่งก็ต้องดูควบคู่กับ P/E และปัจจัยอื่นๆ ด้วยนะครับ อย่าตัดสินใจแค่ตัวเลขเดียวครับ
5. อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) – หุ้นปันผลดี๊ดี!
สำหรับสายลงทุนระยะยาวที่ชอบกินเงินปันผล ตัวนี้สำคัญมากครับ Dividend Yield คืออัตราส่วนที่บอกว่าเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้นที่เราซื้อไปครับ
ถ้าหุ้นตัวไหนมี Dividend Yield สูงๆ นั่นหมายความว่าบริษัทจ่ายปันผลเยอะเมื่อเทียบกับราคาหุ้นครับ แต่ก็ต้องดูด้วยนะครับว่าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอที่จะจ่ายปันผลได้ตลอดไปไหมครับ ไม่ใช่ว่าจ่ายปันผลสูงแค่ปีเดียว แล้วหลังจากนั้นหายเงียบไปเลย แบบนั้นก็ไม่ดีนะครับ
เห็นไหมครับ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ? นี่เป็นแค่ค่าสถิติพื้นฐานบางส่วนที่มือใหม่ควรรู้จักเอาไว้ก่อนครับ จำไว้นะครับว่าการลงทุนในหุ้นมันไม่ใช่การซื้อหวย หรือการเล่นพนันครับ มันคือการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ ครับ
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวไหน ลองใช้เวลาศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนนะครับ อย่าเพิ่งรีบใจร้อน หรือเชื่อตามที่ใครบอกมาทั้งหมดครับ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ดีขึ้นครับ แต่การตัดสินใจสุดท้าย อยู่ที่ตัวเราเองล้วนๆ ครับ
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!
มือใหม่หัดเทรดหุ้น ห้ามพลาด! สถิติไหนควรรู้ก่อนกระโดดเข้าตลาด? ผมจัดมาให้แล้วครับ!
ไม่ต้องห่วงครับ! ผมเข้าใจเลยว่าช่วงแรกๆ มันจะรู้สึกเหมือนเรากำลังถูกโยนลงกลางมหาสมุทรข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่จะบอกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าเรารู้จักทิศทางและมีแผนที่นำทางที่ดีครับ
วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ “ค่าสถิติ” ที่สำคัญๆ ที่มือใหม่ทุกคนควรรู้จักไว้เป็นพื้นฐานก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สนามรบอันดุเดือดนี้กันครับ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะรู้สึกว่า “อ๋ออออ... มันเป็นอย่างนี้นี่เอง!” แถมยังนำไปใช้ได้จริงแน่นอนครับ
มาครับ! ลุยกันเลย!
1. ปริมาณการซื้อขาย (Volume) – ตัวบอกความคึกคักของหุ้นครับ
ง่ายๆ เลยครับ Volume คือจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ถูกซื้อขายไปในแต่ละช่วงเวลา อาจจะเป็นต่อวัน ต่อชั่วโมง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราดูอยู่ครับ ถ้า Volume เยอะๆ หมายความว่าหุ้นตัวนั้นมีความคึกคัก มีคนซื้อขายกันเยอะครับ หุ้นที่มี Volume สูงๆ มักจะซื้อง่ายขายคล่อง ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ หรือซื้อไม่ได้ตามราคาที่ต้องการครับ
แต่ถ้า Volume น้อยๆ เนี่ย ก็ต้องระวังนิดนึงครับ เพราะมันอาจจะซื้อง่ายแต่ขายยาก หรือราคาไม่ค่อยขยับครับ นึกภาพว่าเหมือนเราไปตลาดนัดที่คนเดินเยอะๆ เราก็เลือกซื้อเลือกขายได้ง่ายกว่าตลาดที่คนน้อยๆ ครับ
2. มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization หรือ Market Cap) – ไซส์ของบริษัทครับ
อันนี้คือขนาดของบริษัทที่เรากำลังจะลงทุนครับ วิธีคำนวณง่ายๆ คือเอาราคาหุ้นปัจจุบันคูณกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่บริษัทมีครับ Market Cap จะบอกเราว่าบริษัทนี้ใหญ่แค่ไหนในตลาดครับ
หุ้น Large Cap บริษัทใหญ่ๆ มั่นคง ชื่อเสียงดี โตช้าหน่อยแต่ชัวร์ครับ
หุ้น Mid Cap บริษัทขนาดกลาง มีโอกาสเติบโตสูงกว่า Large Cap แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเล็กน้อยครับ
หุ้น Small Cap บริษัทเล็กๆ จิ๋วแต่แจ๋ว มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็มาพร้อมกับความผันผวนและความเสี่ยงที่สูงกว่าเพื่อนเลยครับ
เลือกตามสไตล์ของตัวเองเลยครับ ว่าชอบความมั่นคง หรือชอบความตื่นเต้นครับ
3. อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio – Price-to-Earnings Ratio) – หุ้นแพงไปไหมนะ?
P/E Ratio คืออัตราส่วนที่บอกว่าเราต้องจ่ายเงินกี่เท่าของกำไรที่บริษัททำได้ในแต่ละปี เพื่อที่จะได้เป็นเจ้าของหุ้นตัวนี้ครับ
P/E ต่ำ อาจจะแปลว่าหุ้นราคาถูก (Undervalued) หรืออาจจะมีประเด็นอะไรบางอย่างที่ทำให้ตลาดไม่ให้มูลค่าครับ
P/E สูง อาจจะแปลว่าหุ้นราคาแพง (Overvalued) เพราะตลาดคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตในอนาคตได้ดีมากๆ ครับ
มือใหม่ควรจะใช้ P/E เปรียบเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E ในอดีตของหุ้นตัวนั้นเองครับ อย่าเพิ่งไปฟันธงว่า P/E ต่ำดี P/E สูงไม่ดีเสมอไปนะครับ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมก็มี P/E เฉลี่ยที่ไม่เท่ากันครับ
4. อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio – Price-to-Book Value Ratio) – คุณค่าแท้จริงของบริษัทครับ
P/BV Ratio คืออัตราส่วนที่บอกว่าราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่า หรือต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทกี่เท่าครับ มูลค่าทางบัญชีคือสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทลบด้วยหนี้สินครับ
P/BV ต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี อาจจะแปลว่าเรากำลังซื้อของถูกครับ
P/BV สูงกว่า 1 แปลว่าราคาหุ้นซื้อขายสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีครับ
P/BV มักจะถูกใช้เยอะในหุ้นกลุ่มธนาคาร หรือบริษัทที่มีสินทรัพย์เยอะๆ ครับ ซึ่งก็ต้องดูควบคู่กับ P/E และปัจจัยอื่นๆ ด้วยนะครับ อย่าตัดสินใจแค่ตัวเลขเดียวครับ
5. อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) – หุ้นปันผลดี๊ดี!
สำหรับสายลงทุนระยะยาวที่ชอบกินเงินปันผล ตัวนี้สำคัญมากครับ Dividend Yield คืออัตราส่วนที่บอกว่าเราจะได้เงินปันผลคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของราคาหุ้นที่เราซื้อไปครับ
ถ้าหุ้นตัวไหนมี Dividend Yield สูงๆ นั่นหมายความว่าบริษัทจ่ายปันผลเยอะเมื่อเทียบกับราคาหุ้นครับ แต่ก็ต้องดูด้วยนะครับว่าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอที่จะจ่ายปันผลได้ตลอดไปไหมครับ ไม่ใช่ว่าจ่ายปันผลสูงแค่ปีเดียว แล้วหลังจากนั้นหายเงียบไปเลย แบบนั้นก็ไม่ดีนะครับ
เห็นไหมครับ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ? นี่เป็นแค่ค่าสถิติพื้นฐานบางส่วนที่มือใหม่ควรรู้จักเอาไว้ก่อนครับ จำไว้นะครับว่าการลงทุนในหุ้นมันไม่ใช่การซื้อหวย หรือการเล่นพนันครับ มันคือการที่เราเข้าไปเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทจริงๆ ครับ
ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นตัวไหน ลองใช้เวลาศึกษาข้อมูลให้ดีๆ ก่อนนะครับ อย่าเพิ่งรีบใจร้อน หรือเชื่อตามที่ใครบอกมาทั้งหมดครับ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราวิเคราะห์ได้ดีขึ้นครับ แต่การตัดสินใจสุดท้าย อยู่ที่ตัวเราเองล้วนๆ ครับ
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ แล้วเจอกันใหม่ในกระทู้หน้าครับ!