🫀 ไขมันภายใน ไม่ได้มีแค่ในช่องท้อง แต่มีรอบหัวใจด้วย
ซึ่งปล่อยสารอักเสบแบบจ่อๆ ใส่หัวใจ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจหลายแบบมาก
.
พอได้ยินคำว่า “ไขมัน” ก็มักนึกถึงพุง
ห่วงยาง หรือไขมันใต้ผิวหนังที่จับบีบ นุ่มนิ่มกันได้
แต่จริงๆ ไอ้ที่จับไม่ได้
ฝังอยู่ในอวัยวะภายในเลยอะ อีกเยอะ
ไขมันที่จับๆ กันคือ เนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous adipose tissue: SAT) ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เก็บพลังงานและเป็นฉนวนกันความร้อน
ขณะที่ไขมันในอวัยวะภายใน (Visceral adipose tissue: VAT) ซ่อนตัวอยู่รอบอวัยวะภายใน และเป็นชนิดที่สร้างปัญหาได้มากกว่า
.
🔥 VAT เป็นไขมันที่ตอบสนองต่อการกินเกินอย่างไวมาก
กินเกินต่อเนื่องไม่นาน มันก็เริ่มพองตัวแล้ว
พอเซลล์ไขมันเบียดกันแน่น เลือดเข้าไม่พอ บางส่วนเริ่มขาดออกซิเจน เม็ดเลือดขาวจึงหลั่งไหลเข้ามา เกิดการอักเสบภายในเนื้อเยื่อไขมัน และเริ่มปล่อยกรดไขมันอิสระกับสารอักเสบออกมาเรื่อยๆ
อวัยวะไหนอยู่ใกล้ ก็ซวยไปด้วย
.
🫀 รอบหัวใจเองก็มี VAT ชนิดหนึ่งชื่อว่า ไขมันหุ้มหัวใจชั้นใน (Epicardial adipose tissue: EAT)
ไขมันชนิดนี้เกาะอยู่บนผิวหัวใจโดยตรง แทรกตัวตามร่องหัวใจ และอยู่ชิดกับหลอดเลือดหัวใจมาก ซึ่งในภาวะปกติ EAT มีหน้าที่ช่วยปกป้องหัวใจ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง และช่วยรองรับแรงกระแทก ซึ่งถือว่าดีมาก
แต่หายนะจะมาก็ตอนมันสะสมไขมันมากเกินไปนั่นแหละ
.
🧬 ก็เหมือนกับ VAT ส่วนช่องท้องแหละ
มันสามารถปล่อยสารก่ออักเสบและกรดไขมัน
ทะลักเข้าหัวใจได้โดยตรง
ทำให้เซลล์หัวใจอยู่ในสภาพอักเสบ เสียหาย
บางครั้งก็แทรกตัวไปจนอาจส่งผลต่อการนำไฟฟ้า
ดังนั้นเสี่ยงหลายโรคเลยค่ะ
.
1. เพิ่มความเสี่ยงหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation)
กล้ามเนื้อหัวใจที่เริ่มอักเสบ คุณสมบัติทางไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป แถมเปลี่ยนแบบไม่สม่ำเสมอด้วย นี่คือจุดสำคัญ
ส่งผลให้ถ้ามีบางจุดในหัวใจ ยิงสัญญาณไฟฟ้าที่คร่อมจังหวะเข้ามา จะทำให้เซลล์พร้อมกระตุ้นแล้ว บางเซลล์ยังไม่พร้อม (เพราะเพิ่งนำไฟฟ้าเสร็จไป) จึงเกิดการไหลของไฟฟ้า ไม่เป็นแนวเดิม เกิดการไหลวน สร้างสัญญาณไฟฟ้าได้เอง ผลคือหัวใจห้องบนรับสัญญาณผิดปกติ บีบไม่พร้อมเพรียงกัน
อาการมีตั้งแต่คลำชีพจรแล้วพบว่าไม่เป็นจังหวะ บางคนเป็นหนัก มีเหนื่อย ออกกำลังกายได้น้อยลง จุดพีคสุดคือ หัวใจห้องบนที่บีบไม่ดี เลือดนิ่ง กลายเป็นจุดสร้างลิ่มเลือด ยิงใส่สมอง สุดท้ายเป็นสมองขาดเลือด อัมพาตได้
.
2. เพิ่มความเสี่ยงหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
สารอักเสบจาก EAT สามารถแทรกเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดพังผืด ทำให้หัวใจแข็งขึ้น และสูบฉีดเลือดได้แย่ลง เลือดก็เหลือค้างมากขึ้น เลือดใหม่ๆ ที่จะต่อคิวเข้าหัวใจก็เข้าได้ลำบาก
คั่งในปอด เกิดการรั่วของสารน้ำเข้าถุงลม เกิดน้ำท่วมปอด
คั่งในตับ เกิดตับโต, คั่งตามหลอดเลือดฝอยตามขา เกิดขาบวม
เลือดที่ออกจากหัวใจได้น้อย อวัยวะก็รับไม่เพียงพอ
เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง
โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
.
3. เร่งการเกิดคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis)
เนื่องจาก EAT อยู่ชิดกับหลอดเลือดหัวใจมาก
สารอักเสบจึงซึมเข้าสู่ผนังหลอดเลือดได้โดยตรง
ยิ่งเร่งการอักเสบ เร่งการเข้าของ LDL
ยิ่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาผนังมากิน LDL
สุดท้ายเร่งการพอกของคอเลสเตอรอลที่ผนัง
ตีบผนังเรื่อยๆ วันดีคืนดี คราบไขมันปริ
เกิดลิ่มเลือด อุดตันหลอดเลือดหัวใจ แน่นหน้าอกเฉียบพลัน
มาไม่ทัน รพ. อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะเสียชีวิตได้
.
.
⚠️ ที่เล่ามาทั้งหมด ดูน่ากลัว แต่มันไม่ได้เกิดกับทุกคน
ต้องคิดปัจจัยเสี่ยงอื่นเสมอ หลายคนเจอหลายปัจจัยเสี่ยงไง
ไม่ใช่แค่ VAT มีบุหรี่ มีผลเลือดแย่อีก
แต่อย่าให้มันเกิดกับเราเลย
การคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
นี่แหละทางออก ทางเดิมๆ ที่พูดทุกวันค่ะ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02b9sWaaeXhhLmmAe6bEUB9GdZRHsEJrbwiwo5VtoyGV2b5huEhmy9mvqzKGgv6SoAl&id=61556449470358&mibextid=ZbWKwL
🫀 ไขมันภายใน ไม่ได้มีแค่ในช่องท้อง แต่มีรอบหัวใจด้วย
ซึ่งปล่อยสารอักเสบแบบจ่อๆ ใส่หัวใจ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจหลายแบบมาก
.
พอได้ยินคำว่า “ไขมัน” ก็มักนึกถึงพุง
ห่วงยาง หรือไขมันใต้ผิวหนังที่จับบีบ นุ่มนิ่มกันได้
แต่จริงๆ ไอ้ที่จับไม่ได้
ฝังอยู่ในอวัยวะภายในเลยอะ อีกเยอะ
ไขมันที่จับๆ กันคือ เนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous adipose tissue: SAT) ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เก็บพลังงานและเป็นฉนวนกันความร้อน
ขณะที่ไขมันในอวัยวะภายใน (Visceral adipose tissue: VAT) ซ่อนตัวอยู่รอบอวัยวะภายใน และเป็นชนิดที่สร้างปัญหาได้มากกว่า
.
🔥 VAT เป็นไขมันที่ตอบสนองต่อการกินเกินอย่างไวมาก
กินเกินต่อเนื่องไม่นาน มันก็เริ่มพองตัวแล้ว
พอเซลล์ไขมันเบียดกันแน่น เลือดเข้าไม่พอ บางส่วนเริ่มขาดออกซิเจน เม็ดเลือดขาวจึงหลั่งไหลเข้ามา เกิดการอักเสบภายในเนื้อเยื่อไขมัน และเริ่มปล่อยกรดไขมันอิสระกับสารอักเสบออกมาเรื่อยๆ
อวัยวะไหนอยู่ใกล้ ก็ซวยไปด้วย
.
🫀 รอบหัวใจเองก็มี VAT ชนิดหนึ่งชื่อว่า ไขมันหุ้มหัวใจชั้นใน (Epicardial adipose tissue: EAT)
ไขมันชนิดนี้เกาะอยู่บนผิวหัวใจโดยตรง แทรกตัวตามร่องหัวใจ และอยู่ชิดกับหลอดเลือดหัวใจมาก ซึ่งในภาวะปกติ EAT มีหน้าที่ช่วยปกป้องหัวใจ เป็นแหล่งพลังงานสำรอง และช่วยรองรับแรงกระแทก ซึ่งถือว่าดีมาก
แต่หายนะจะมาก็ตอนมันสะสมไขมันมากเกินไปนั่นแหละ
.
🧬 ก็เหมือนกับ VAT ส่วนช่องท้องแหละ
มันสามารถปล่อยสารก่ออักเสบและกรดไขมัน
ทะลักเข้าหัวใจได้โดยตรง
ทำให้เซลล์หัวใจอยู่ในสภาพอักเสบ เสียหาย
บางครั้งก็แทรกตัวไปจนอาจส่งผลต่อการนำไฟฟ้า
ดังนั้นเสี่ยงหลายโรคเลยค่ะ
.
1. เพิ่มความเสี่ยงหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation)
กล้ามเนื้อหัวใจที่เริ่มอักเสบ คุณสมบัติทางไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนไป แถมเปลี่ยนแบบไม่สม่ำเสมอด้วย นี่คือจุดสำคัญ
ส่งผลให้ถ้ามีบางจุดในหัวใจ ยิงสัญญาณไฟฟ้าที่คร่อมจังหวะเข้ามา จะทำให้เซลล์พร้อมกระตุ้นแล้ว บางเซลล์ยังไม่พร้อม (เพราะเพิ่งนำไฟฟ้าเสร็จไป) จึงเกิดการไหลของไฟฟ้า ไม่เป็นแนวเดิม เกิดการไหลวน สร้างสัญญาณไฟฟ้าได้เอง ผลคือหัวใจห้องบนรับสัญญาณผิดปกติ บีบไม่พร้อมเพรียงกัน
อาการมีตั้งแต่คลำชีพจรแล้วพบว่าไม่เป็นจังหวะ บางคนเป็นหนัก มีเหนื่อย ออกกำลังกายได้น้อยลง จุดพีคสุดคือ หัวใจห้องบนที่บีบไม่ดี เลือดนิ่ง กลายเป็นจุดสร้างลิ่มเลือด ยิงใส่สมอง สุดท้ายเป็นสมองขาดเลือด อัมพาตได้
.
2. เพิ่มความเสี่ยงหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
สารอักเสบจาก EAT สามารถแทรกเข้าสู่กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดพังผืด ทำให้หัวใจแข็งขึ้น และสูบฉีดเลือดได้แย่ลง เลือดก็เหลือค้างมากขึ้น เลือดใหม่ๆ ที่จะต่อคิวเข้าหัวใจก็เข้าได้ลำบาก
คั่งในปอด เกิดการรั่วของสารน้ำเข้าถุงลม เกิดน้ำท่วมปอด
คั่งในตับ เกิดตับโต, คั่งตามหลอดเลือดฝอยตามขา เกิดขาบวม
เลือดที่ออกจากหัวใจได้น้อย อวัยวะก็รับไม่เพียงพอ
เกิดอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง
โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
.
3. เร่งการเกิดคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis)
เนื่องจาก EAT อยู่ชิดกับหลอดเลือดหัวใจมาก
สารอักเสบจึงซึมเข้าสู่ผนังหลอดเลือดได้โดยตรง
ยิ่งเร่งการอักเสบ เร่งการเข้าของ LDL
ยิ่งเม็ดเลือดขาวเข้ามาผนังมากิน LDL
สุดท้ายเร่งการพอกของคอเลสเตอรอลที่ผนัง
ตีบผนังเรื่อยๆ วันดีคืนดี คราบไขมันปริ
เกิดลิ่มเลือด อุดตันหลอดเลือดหัวใจ แน่นหน้าอกเฉียบพลัน
มาไม่ทัน รพ. อาจเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะเสียชีวิตได้
.
.
⚠️ ที่เล่ามาทั้งหมด ดูน่ากลัว แต่มันไม่ได้เกิดกับทุกคน
ต้องคิดปัจจัยเสี่ยงอื่นเสมอ หลายคนเจอหลายปัจจัยเสี่ยงไง
ไม่ใช่แค่ VAT มีบุหรี่ มีผลเลือดแย่อีก
แต่อย่าให้มันเกิดกับเราเลย
การคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
นี่แหละทางออก ทางเดิมๆ ที่พูดทุกวันค่ะ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02b9sWaaeXhhLmmAe6bEUB9GdZRHsEJrbwiwo5VtoyGV2b5huEhmy9mvqzKGgv6SoAl&id=61556449470358&mibextid=ZbWKwL