ธุรกิจสุดโหด! ร้าน Pet Shop เข้าทีหลัง พังไม่เหลือ

ธุรกิจสุดโหด! ร้าน Pet Shop เข้าทีหลัง พังไม่เหลือ

ปัจจุบันนี้สัตว์เลี้ยงไม่ใช่เพียงการเลี้ยงเพื่อแก้เหงาเท่านั้น แต่ได้ยกระดับไปสู่ Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์ให้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ถ้าดูตัวเลขจะพบว่ามูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 100,000 ล้านบาท
.
มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-8% ต่อปี โดยในกลุ่มสุนัขและแมวยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูง ตัวเลขน่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย
.
ระบุว่าในปี 2559 มีแมวเลี้ยงประมาณ 2.5 ล้านตัว แต่ในปัจจุบันตัวเลขเพิ่มสูงถึง 5.5 ล้านตัว  ในส่วนของสุนัขก็เช่นกัน จากตัวเลข 6.6 ล้านตัวในปี 2559 เพิ่มมาเป็น 8.7 ล้านตัว และทิศทางการเลี้ยงได้เปลี่ยนจากสุนัขพันธุ์ใหญ่มาเป็นพันธุ์เล็ก-กลางที่เลี้ยงในบ้านได้ง่ายขึ้น
.
ในส่วนของค่าใช้จ่ายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่แม้ยุคนี้จะต้องเจอกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูง แต่ถ้าดูข้อมูลจะพบว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงยอมจ่ายเงินเฉลี่ยถึง 20,000 บาทขึ้นไปต่อตัวต่อปี (ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขโดยประมาณการ เฉลี่ยจากภาพรวมของธุรกิจทั้งหมด)  ถ้าแยกเป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้น คือ
.
✅ 39.3% จ่ายค่าอาหารเฉลี่ย 1,001 – 2,000 บาท/เดือน
✅ 15.6% จ่ายค่าอาหารเฉลี่ย 2,001 – 3,000 บาท/เดือน
✅ 10.9% จ่ายหนักมากกว่า 3,000 บาท/เดือนขึ้นไป
✅ ค่าบริการต่อครั้งในการพาสัตว์เลี้ยงไปใช้บริการเช่น อาบน้ำ ตัดขน ตรวจสุขภาพ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 1,000–3,000 / ครั้ง
.
อย่างไรก็ดีข้อมูลเหล่านี้แม้จะสะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อสัตว์เลี้ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายให้กับทุกร้านที่เกี่ยวข้อง กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงมักมีร้านประจำ และไว้ใจเชื่อใจร้านที่เคยใช้บริการ
.
คนรักสัตว์ต้องการร้านที่มีความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญ มีสินค้าที่ตอบโจทย์คุณภาพได้ครบถ้วน หรือสถานที่ที่เป็น Pet-Friendly จะได้รับความสนใจมากทำให้ธุรกิจที่ครองใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้จึงมีรายได้จากการเป็นลูกค้าประจำ
.
📌ยุคทองของร้าน “ Pet Shop” เริ่มต้นหลังยุคโควิด-19
.
ก่อนโควิด19 แพร่ระบาด วงการสัตว์เลี้ยงมีอัตราการเติบโตในระดับปกติ เรียกตอนนั้นว่าคือยุคของ Pet Owner การเลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะสุนัขหรือแมวมักมีไว้เพื่อทำหน้าที่เช่นเฝ้าบ้าน หรือว่าจับหนู  สินค้าในยุคนั้นจะสื่อสารเรื่องความแข็งแรง
.
ขนสวย แต่ไม่ได้เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเหมือนในปัจจุบัน ร้าน Pet Shop ยุคก่อนจึงมีลักษณะเหมือนเป็นร้านธรรมดามีอาหารสุนัข-แมว แบบเป็นกระสอบตั้งเรียงราย ตักขายเป็นกิโลกรัม บริการเสริมอื่นๆ อาจมีบ้างแต่ไม่มากมายเหมือนในปัจจุบัน
.
จนกระทั่งยุคโควิด19 ที่เปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมครั้งใหญ่ เราต้องเผชิญกับภาวะ Social Distancing ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสิ่งเยียวยาบำบัดจิตใจให้หายเครียดพัฒนาขึ้นจนกลายเป็น ยุคของ Pet Parents ที่กว่า 80.7% มองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นลูกชาย/ลูกสาว หรือเป็นสมาชิกในครอบครัว
.
เพราะคู่รักที่แต่งงานและมีรายได้มากพอส่วนหนึ่งก็เลือกไม่มีลูก ทำให้ไม่มีภาระค่าเทอม , ค่านม , ค่าผ้าอ้อม , ประกันสุขภาพ และนำเงินส่วนนี้มาทุ่มเทให้กับสัตว์เลี้ยง ผสมผสานกับการที่สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นเหมือนเพื่อน และธุรกิจ Pet Shop ก็ยิ่งเติบโตมากขึ้น
.
📌ธุรกิจที่เหมือนจะโตดี! แต่บริหารไม่ดี ก็รอดยาก!
.
ความคิดว่าทุกคนที่รักสัตว์เลี้ยงจะกลายเป็นลูกค้าในร้าน Pet Shop คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ถ้าวิเคราะห์จะพบปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ ได้แก่
.
✅ กลุ่ม Pet Owners หรือการเลี้ยงแบบทั่วไป มีค่าใช้จ่ายในการดูแลเฉลี่ยเพียง 7,910 บาท ต่อตัว/ต่อปี เน้นอาหารแบรนด์ตลาด หาซื้อง่าย ไม่เน้นบริการพิเศษ ร้าน Pet Shop เปิดใหม่มักดึงดูดคนกลุ่มนี้ แต่สร้างกำไรให้ร้านต่ำมากและพร้อมเปลี่ยนไปซื้อร้านที่ถูกกว่าได้ตลอดเวลา
.
✅ กลุ่ม Pet Humanization มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50,500 บาท ต่อตัว/ต่อปี มากกว่ากลุ่มแรกถึง 6 เท่า กลุ่มนี้คือเป้าหมายเดียวที่จะทำให้ร้าน Pet Shop รอด แต่พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มนี้คือ เลือกแบรนด์ เลือกผู้เชี่ยวชาญ และซื่อสัตย์กับร้านเดิมสูงมาก ร้านหน้าใหม่ที่ไม่มี ความน่าเชื่อถือ (Trust) จึงไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้
.
✅ การสู้สงครามราคา เนื่องจากสินค้ากว่า 70-80%  ต้องเป็นสินค้าที่ลูกค้านิยมเช่นอาหารเม็ดแบรนด์ดัง , ทรายแมวที่คนรู้จัก , ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงที่มีชื่อเสียง สินค้าเหล่านี้คือสิ่งที่ร้านต้องมี
.
ดังนั้นร้านที่ใหญ่กว่าก็มีอำนาจในการซื้อที่มากกว่า อาจได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า การสู้กันในสงครามราคาจึงเลี่ยงไม่ได้ ร้านไหนที่ทุนมากกว่าอาจใช้กลยุทธ์สินค้าตัวล่อ
(Loss Leader) เพื่อดึงคนให้กดเข้ามาในร้าน หรือยอมขาดทุนสินค้าตัวนี้เพื่อไปเอากำไรจากสินค้าชิ้นอื่น
.
เช่น ของเล่น ปลอกคอ หรือขนมเคี้ยว แต่ร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เข้าทีหลังทำไม่ได้ เพราะไม่มีสินค้าอื่นมาช่วยถัวเฉลี่ยกำไร
.
✅ การสู้กับตลาดออนไลน์ ซึ่งพฤติกรรมลูกค้าในปัจจุบันมักนิยมการเปรียบเทียบก่อนซื้อสินค้า อย่างลูกค้าที่เดินมาในร้านมักหยิบสินค้ามาเปรียบเทียบราคาจากออนไลน์ หากราคาของเราแพงกว่า
.
ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อและหันไปสั่งจากแอปออนไลน์ ซึ่งถ้าเป็นร้านเล็กแล้วจะหันไปทำตลาดออนไลน์สู้ก็ต้องเจอค่าธรรมเนียมที่ขยับไปกว่า 13-18% ยิ่งขายก็ยิ่งเข้าเนื้อ คนที่จะรอดได้จึงเป็นร้านที่ทุนหนาและมีฐานลูกค้าประจำสูง
.
✅ ทุนจมกับสินค้าที่ขายได้ช้า ร้าน Pet Shop ที่เข้ามาใหม่มักไปไม่รอดในเรื่องนี้ เพราะความต้องการจัดร้านให้มีสินค้าหลากหลาย ต้องสต็อกสินค้าให้ครบกับความต้องการลูกค้าเช่นอาหารสุนัขที่มีหลายรสชาติ มีหลายช่วงอายุ แยกตามสายพันธุ์
.
รวมถึงอาหารเฉพาะโรคของสัตว์ด้วย พอมองกันตามจริงแค่สัตว์ชนิดเดียวอาจต้องมีสินค้ากว่า 10-20SKU ถ้าสินค้าขายไวออกเร็วก็มีเงินหมุน แต่ถ้าขายช้า เงินหมุนก็สะดุด สินค้าบางชนิดก็มีวันหมดอายุ แถมถ้าลงสินค้าในกลุ่มแฟชั่นสัตว์เลี้ยงที่มาเร็วไปเร็ว เช่นเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง ของเล่น ของแต่งตัว
.
สิ่งเหล่านี้คือทุนจมของร้านที่ต้องแบกรับ ร้าน Pet Shop ที่เข้าทีหลังและบริหารไม่ดี มักจะมีอัตราการหมุนเวียนของสต็อกสินค้าอยู่ที่ 90-120 วัน (หมายความว่าซื้อของมาตั้งทิ้งไว้ 3-4 เดือนถึงจะขายออก) ในขณะที่ต้องจ่ายค่าเช่าร้านทุก 30 วัน เป็นต้น
.
📌เปิดเคล็ดลับ “ร้าน Pet Shop” ที่อยู่รอดในยุคแข่งเดือด
.
เราเห็นร้าน Pet Shop บางร้านคนเยอะมาก ลูกค้าแน่นทุกวัน เกิดจากแนวคิดของร้านเหล่านี้ที่ไม่ตั้งเป้าเป็นเพียง Pet Shop แต่คือ Community & Service ร้านที่รอดมักมี Service inside
.
เช่น พ่วงบริการอาบน้ำ-ตัดขน (Grooming), โรงแรมรับฝากสัตว์เลี้ยง (Pet Hotel) หรือคลินิกเล็ก ๆ เพราะบริการเหล่านี้ ไม่สามารถสั่งซื้อได้ในตลาดออนไลน์ ลูกค้าต้องพาสัตว์เลี้ยงมาที่หน้าร้าน และเมื่อมาถึง ก็มักซื้อสินค้าอื่นร่วมด้วย
.
และต้องไม่ลืมเรื่องการสร้าง Personal Brand คนรักสัตว์ยอมจ่ายแพงกว่าถ้าได้ คำแนะนำที่ถูกต้อง เจ้าของร้านที่รอดในปี 2569 ต้องวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น Expert หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่ให้ความรู้เรื่องการดูแลสัตว์เลี้ยง เมื่อลูกค้าเกิดความเชื่อใจ ก็อยากสนับสนุนร้านโดยไม่สนใจว่าราคาจะแพงกว่าร้านอื่นหรือไม่
.
อีกหนึ่งเคล็ดลับที่น่าสนใจคือการใช้ระบบ POS เข้ามาช่วยในการเช็กอัตราการหมุนเวียนสินค้า ถ้าสินค้าใดขายช้าเกิน 30-45 วัน ต้องจัดโปรโมชั่นโล๊ะทิ้งทันที และหันไปทุ่มเงินกับสินค้ากลุ่ม Fast-moving หรือกลุ่มที่ได้กำไรต่อหน่วย (Margin) สูง เพื่อรักษา กระแสเงินสด ไม่ให้จมอยู่บนชั้นวางของ
.
📌ร้าน Pet Shop รายได้ดีแค่ไหน?
.
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าเฉพาะกลุ่มขายปลีกสัตว์เลี้ยง/อาหาร/อุปกรณ์ และกลุ่มบริการดูแลสัตว์ มีการจดทะเบียนนิติบุคคลรวมกันทะลุ 5,000 บริษัท และคาดว่ามีร้าน Pet Shop ขนาดเล็ก-กลาง โชห่วยตึกแถว
.
รวมถึงร้านค้าทางการบน E-commerce แพลตฟอร์มต่าง ๆ รวมกัน มากกว่า 15,000 - 20,000 ร้านค้าทั่วประเทศ และมีแบรนด์อาหาร ขนม และของใช้สัตว์เลี้ยงหมุนเวียนอยู่ในตลาดไทย มากกว่า 400 แบรนด์
.
ถ้ามองในเรื่องรายได้กรณีเป็นร้านล็กตึกแถว เน้นขายอาหารและของใช้อย่างเดียว ถ้ามีรายได้ 150,000 - 250,000 บาท / เดือน กำไรขั้นต้นเฉลี่ย 15% ประมาณ 30,000 - 37,500 บาท หักลบค่าใช้จ่ายเช่นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ต้นทุนสินค้า รายได้สุทธิอาจถึงขั้นเข้าเนื้อ หากไม่ทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น
.
แต่หากเป็นร้าน Pet Shop ที่พ่วงบริการเสริมเข้าไปด้วย อาจสร้างรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงถึง 500,000 – 800,000 บาท (เป็นตัวเลขโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับทำเลและการบริหาร)
.
แต่จะทำให้มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 35% เนื่องจากมีรายได้จากงานบริการที่เสริมเข้ามา หักลบค่าใช้จ่าย + ค่าการตลาด การทำ Pet Shop ในลักษณะนี้จะมีกำไรสุทธิมากขึ้น มีโอกาสอยู่รอดในระยะยาวได้มากขึ้นด้วย
.
ทั้งนี้คาดว่าตลาดสัตว์เลี้ยงจะยังเติบโตไปได้เรื่อยๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ยังเติบโตได้แต่จะสร้างรายได้มากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ แนวคิดในการบริหาร + กลยุทธ์การตลาด สำหรับคนที่มีงบน้อยทุนน้อย แต่อยากเปิดร้านเล็กๆ แล้วค่อยขยับขยายอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเติบโต
.
ถ้ามองในมุมของการลงทุนเพื่อสร้างกำไรมากๆ ก็ต้องลงทุนมหาศาลเพื่อให้เป็นร้านขนาดใหญ่ เหนือสิ่งอื่นใดร้าน Pet Shop จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจระหว่างร้านกับลูกค้า
.
หากเป็นร้านใหม่ก็ควรเน้นทำกาตลาดเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากและรวดเร็ว จากนั้นก็รักษาคุณภาพมาตรฐานไว้ให้สม่ำเสมอ เพราะกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงจะยอมจ่ายเงินก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าคุ้มค่าและสบายใจที่ใช้บริการ
.
ที่มา : ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่