กมธ.ฟอกเงิน ซัก Webull ปม KYC สแกมเมอร์-บัญชีม้า 393 เคส เสียหาย 58 ล้าน

KEY POINTS
กมธ. ปปง. เรียกผู้บริหาร Webull เข้าชี้แจง หลังพบช่องโหว่ในระบบยืนยันตัวตน (KYC) และการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว ทำให้แพลตฟอร์มถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของแก๊งสแกมเมอร์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยข้อมูลว่าพบผู้เสียหาย 393 ราย จาก 393 คดีที่เกี่ยวข้องกับ Webull ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 58 ล้านบาท

ผู้บริหาร Webull ยอมรับว่าเกิดจากความบกพร่องของพนักงานที่ไม่สามารถตรวจพบเอกสารปลอมได้ แต่ได้แก้ไขช่องโหว่ของระบบแล้ว และปฏิเสธที่จะตอบคำถามเรื่องการรับผิดชอบความเสียหาย เพี้ยนเหรอ

ก.ล.ต. และ ปปง. ได้สั่งให้ Webull ยกระดับมาตรการควบคุมและเข้าตรวจสอบบริษัท ขณะที่ กมธ. จี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานผลการดำเนินการเป็นลายลักษณ์อักษร

คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (11 มิ.ย.69) ที่มี นายพิทักษ์เดช เดชเดโช เป็นประธานการประชุม เป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด (Webull Thailand) เข้าประชุมเพื่อพิจารณาศึกษาและตรวจสอบมาตรการป้องกันการใช้แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์เป็นช่องทางในการเปิดบัญชีม้าและการฟอกเงิน
รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศการประชุมโดยตลอดการประชุมร่วม 2 ชั่วโมงครึ่ง มีประเด็นการตั้งข้อสังเกตถึงความบกพร่องของระบบ Webull ก่อนจะมีการแก้ไขปัญหา อาทิ พบว่ามีความเสียหายที่เกิดจากใช้เอกสารปลอมในการเปิดบัญชีหลักทรัพย์ กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำเงินจากการหลอกลวงประชาชนมาฟอกผ่านพอร์ตหุ้น
[img]https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2026/06/nKfp5ehbRFOjHw5eGo0w.webp?x-image-process=style/lg-webp[/img]บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร 11 มิ.ย.69 ที่มี นายพิทักษ์เดช เดชเดโช เป็นประธานการประชุม

รวมถึงการถอนเงิน Real-time ที่กรรมาธิการฯ และผู้เชี่ยวชาญในวงการหลักทรัพย์ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบของ Webull ก่อนที่จะมีการแก้ไขระบบที่ยอมให้มีการ ถอนเงินแบบ Real-time อาจขัดต่อประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ระบุว่าการโอนย้ายทรัพย์สินลูกค้าต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ ขณะที่ Webull ชี้แจงว่าระบบจะยอมให้ถอนเฉพาะเงินที่ชำระราคา (Settled) แล้วเท่านั้น
สอบสวนกลางแจง กางข้อมูลสแกมเมอร์ใช้แพลตฟอร์ม Webull เสียหายกว่า 58 ล้านบาท 

ตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พลตำรวจตรี สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้กำกับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ในฐานะเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยข้อมูลว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลการแจ้งความออนไลน์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบเคสที่เกี่ยวข้องกับบริษัทหลักทรัพย์ Webull จำนวนถึง 393 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 58 ล้านบาท 
โดยพบช่องโหว่ "ฝาก-ถอนไว" ดึงดูดสแกมเมอร์ จากการสืบสวนพบปัจจัยหลัก 2 ประการที่ทำให้สแกมเมอร์เลือกใช้แพลตฟอร์มนี้ คือ

ความรวดเร็วในการธุรกรรม: แพลตฟอร์มมีการตลาดที่เน้นความทันสมัย สามารถฝากและถอนเงินได้ภายในวันเดียว ซึ่งแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์ทั่วไปที่จะต้องใช้เวลา T+1 หรือมากกว่า ทำให้มิจฉาชีพสามารถยักย้ายถ่ายเทเงินออกไปได้อย่างรวดเร็ว

จุดอ่อนในระบบ KYC: ในช่วงแรกพบว่าการยืนยันตัวตน (KYC) มีช่องโหว่ โดยผู้ใช้งานสามารถกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารที่ไม่สัมพันธ์กับชื่อที่ลงทะเบียนไว้ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ยากต่อการตรวจสอบในขณะนั้น

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในการอายัดเงิน เนื่องจากหากธนาคารทำการอายัดบัญชีกลางของบริษัทหลักทรัพย์ จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนักลงทุนปกติรายอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทำให้มิจฉาชีพใช้จุดนี้เป็นเกราะป้องกันการถูกระงับธุรกรรม
ภายหลังตรวจพบปัญหา ศูนย์ ACSC ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และผู้ประกอบการ เพื่อวางกรอบแนวทางแก้ไข เช่น การเพิ่มระยะเวลาหน่วงในการถอนเงิน และการตรวจสอบชื่อบัญชีให้ตรงกับระบบ KYC อย่างเคร่งครัด

ผลจากการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้สถิติความเสียหายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน พบความเสียหายเพิ่มเติมเพียงประมาณ 2 ล้านบาท และสามารถระงับความเสียหายคืนให้ผู้เสียหายได้บางส่วน

นายพิทักษ์เดช เดชเดโช เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร 11 มิ.ย.69
ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางระบุว่า แม้หน่วยงานจะเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและวางมาตรการป้องกัน แต่ในส่วนของการดำเนินคดีอาญานั้น จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในแต่ละท้องที่ตาม Case ID ของผู้เสียหาย เช่น กรณีที่เกี่ยวเนื่องกับ สภ.เมืองปทุมธานี ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมต่อไป

กลต. แจงยกระดับคุมเข้มแพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ แต่ไม่ตอบดำเนินการกับ Webull อย่างไร 
ด้าน นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ระบุว่า จากการทำงานร่วมกับศูนย์ AOC และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่ากรณีของ Webull มีประเด็นเกี่ยวกับ ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) โดยเฉพาะการที่ลูกค้ามีการปลอมแปลงเอกสารและเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งมิจฉาชีพใช้วิธีการปลอมชื่อบัญชีปลายทางให้ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีหลักทรัพย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นเลขที่บัญชีของบุคคลอื่น ทำให้เงินถูกโอนออกไปยังบัญชีม้าได้ จึงมีการสั่งยกระดับมาตรฐาน-คุมเข้มการโอนเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาสั่งการให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงระบบงานใหม่ทั้งหมด ดังนี้

ระบบทดสอบการโอน: เพิ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าชื่อบัญชีและเลขที่บัญชีปลายทางตรงกับข้อมูลลูกค้าจริงก่อนดำเนินการโอนเงิน
มาตรการหน่วงเงิน (Delay): สำหรับพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การโอนเงินเข้าแล้วโอนออกทันที บริษัทต้องเพิ่มระยะเวลาดีเลย์เพื่อป้องกันการโยกย้ายเงินของกลุ่มบัญชีม้า
การรายงานธุรกรรม: กำหนดเงื่อนไขธุรกรรมต้องสงสัยที่บริษัทต้องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างเคร่งครัด

ตัวแทน กลต. ย้ำว่านโยบายปัจจุบันให้ความสำคัญกับการปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอันดับแรก โดยมีการใช้แนวทางการตรวจแบบ Risk-Based Approach (RBA) เพื่อประเมินและให้คะแนนระบบงานของแต่ละบริษัท พร้อมยืนยันว่า กลต. มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งการสั่งปรับและลงโทษหากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด

ด้านนายชัยชนะ เดชเดโช และคณะกรรมาธิการ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการระงับความเสียหาย โดยเสนอว่าควรมีการ สั่งหยุดการปฏิบัติงานของแพลตฟอร์ม ทันทีเมื่อเกิดความเสียหายในวงกว้าง เพื่อป้องกันประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อเพิ่ม
นอกจากนี้ ประธาน กมธ. ยังได้ขอให้ กลต. จัดทำรายงานชี้แจงผลการดำเนินการในกรณีนี้เป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมาธิการเพื่อติดตามความคืบหน้าต่อไป หลังจากสอบถามด้วยวาจาแล้วแต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน

"ชัยชนะ" ซัดเดือดล่อยบัญชีม้าผ่องถ่ายเงินตุ๋นเหยื่อ ชี้ KYC บกพร่อง-เข้าข่าย "รับของโจร"
ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ฟอกเงิน) ถามตัวแทนหน่วยงานตำรวจและผู้บริหารแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ Webull Thailand กรณีพบความบกพร่องในระบบที่เปิดช่องให้แก๊งมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและผ่องถ่ายทรัพย์สินออกนอกประเทศ

นายชัยชนะได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินเข้าบัญชีม้าแถวแรก ก่อนจะโอนต่อเข้าบัญชีที่เปิดไว้กับ Webull เพื่อใช้ในการเทรดหุ้น ซึ่งในอดีตแก๊งสแกมเมอร์มักโอนเงินไปยังบริษัทไบแนนซ์ (Binance) ในสิงคโปร์ทำให้ติดตามยาก แต่ปัจจุบันพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงเข้าสู่บัญชีของ Webull โดยตรง

พร้อมกับตำหนิระบบการตรวจสอบตัวตนหรือ KYC ของ Webull ว่ามีความ "บกพร่องอย่างร้ายแรง" โดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ระบุว่า ชื่อบัญชีธนาคารที่โอนเงินเข้าไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีโบรกเกอร์

นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องการโฆษณาที่อาจเกินจริงเกี่ยวกับระยะเวลาการรับเงิน (T+1, T+2) ซึ่งผิดธรรมชาติของการซื้อขายหลักทรัพย์ทั่วไป และยังตั้งข้อสังเกตว่ามีการหลอกลวงเกิดขึ้น ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป ตำรวจออกหมายจับไปแล้วเพราะถือว่าร่วมขบวนการ แต่ทำไมกรณีนี้ถึงทำเพียงแค่ขอความร่วมมือกับ ก.ล.ต. และ Webull เท่านั้น คิดว่านี่คือการเลือกปฏิบัติ

นายชัยชนะ ย้ำข้อมูลจาก CIB ที่พบว่าในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคดีที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นถึง 393 เคส มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 58 ล้านบาท และล่าสุดยังมีผู้เสียหายเพิ่มอีก 7 ราย สูญเงินกว่า 2.3 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้ให้การยืนยันชัดเจนว่า มีหน้าที่หาบัญชีเพื่อหลอกเงินจากเหยื่อมาเปิดบัญชีกับ Webull 

มีต่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่