แอปเทรดหุ้น Webull : ช่องโหว่เส้นทางฟอกเงินมืดพันล้าน

เมื่อระบบโบรกเกอร์ระดับโลกกลายเป็นเครื่องมือสแกมเมอร์ เปิดแผนผัง "ฟอกเงิน-ฟอกคน" ที่เขย่ามาตรฐานการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และธปท. นี่คือความล้มเหลวเชิงระบบที่หน่วยงานรัฐปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
ปฏิบัติการล่าสุดของตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) คือการกระชากหน้ากากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ยกระดับการฟอกเงินจาก "บัญชีม้า" สู่การใช้โครงสร้างตลาดทุนเป็นแหล่งพักเงิน การกวาดล้างครั้งนี้เริ่มต้นจากคดีหลอกลวงข้าราชการเกษียณในจังหวัดปทุมธานีจนสูญเงิน 1.4 ล้านบาท ก่อนจะขยายผลจนพบเหยื่อรวมกว่า 30 ราย และพบบัญชีหมุนเวียนที่ได้รับการยืนยันขั้นต้นกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน โดยคาดการณ์มูลค่าความเสียหายรวมในเครือข่ายสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
 

สิ่งที่น่าตกใจและเป็นหัวใจสำคัญของคดีนี้คือกลวิธี "Poipet Circumvention" หรือการส่งกลุ่มบัญชีม้าไทยข้ามฝั่งไปกบดานที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา นานถึง 25 วัน เพื่อทำหน้าที่สแกนใบหน้ายืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการเจาะจงหลบเลี่ยงมาตรการความปลอดภัยของสถาบันการเงินในประเทศไทย ปฏิบัติการครั้งนี้จบลงด้วยการจับกุมผู้ต้องหา 8 ราย (ไทย 7 จีน 1) พร้อมการบุกค้นเซฟเฮาส์ในคอนโดหรูย่านห้วยขวางและ "โรงเรียนสอนภาษา" บังหน้า ซึ่งเป็นฐานทัพสำคัญในการ "ฟอกคน" เพื่อหล่อเลี้ยงวงจรอาชญากรรมนี้
 

จากคลิปที่ออกอากาศในรายการ ข่าว 3 มิติ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวชนกนันท์ หรือ นิว ซึ่งเป็นผู้ต้องหาระดับสั่งการในขบวนการนี้ ได้ยอมรับกับชุดจับกุมของตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า ได้ใช้ช่องทางการโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงผ่านแอปเทรดหุ้น Webull โดยไม่ได้เทรดหุ้นจริง
 

ชำแหละช่องโหว่ระบบ KYC และการรับเงินโดยตรงของโบรกเกอร์
 

พฤติกรรมของแก๊งแสกมเมอร์นี้ มีจุดที่น่าสังเกตคือกรณีที่ Webull โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลกที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ซึ่งยอมรับต่อพนักงานสอบสวนว่ากระบวนการ Know Your Customer (KYC) ของบริษัท "มีช่องโหว่" อย่างรุนแรง นี่ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นพฤติการณ์ที่ละเมิด พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาตรา 20 และ กฎกระทรวงการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า พ.ศ. 2563 อย่างชัดเจน
โบรกเกอร์รายนี้ได้กลายเป็น "จุดอ่อนที่สุด" (Weakest Link) ในระบบการเงินไทย เนื่องจากมีการรับฝากเงินจากลูกค้าเข้าบริษัทโดยตรง ซึ่งเป็นการทำลายกำแพงคัดกรองเงินสกปรกของธนาคารพาณิชย์ และยังพบหลักฐานว่ามีการ "จ่ายดอกเบี้ย" ในแอปพลิเคชัน ซึ่งเข้าข่ายการประกอบธุรกิจธนาคารโดยไม่มีใบอนุญาต

วงจรการฟอกเงิน: จากตลาดหุ้นสู่สินทรัพย์หรูและการ "ฟอกคน"
จากการสืบสวนพบแผนผังการเดินเงิน (Money Trail) ที่ยืนยันว่ามิจฉาชีพไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่ใช้แพลตฟอร์มเทรดหุ้นเป็นเพียง "ท่อส่งเงิน" เพื่อฟอกสภาพเงินสกปรกผ่าน 4 ช่องทางหลัก ดังนี้:
1.คริปโตเคอร์เรนซี: แปลงเงินจากการหลอกลวงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและโอนเข้ากระเป๋าเงิน (Digital Wallet) ในต่างประเทศทันที
2.การเทรดทองคำ: สั่งซื้อทองคำผ่านแอปฯ และถอนออกเป็นทองคำแท่งจริงที่สาขาในวันถัดไปเพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นสินทรัพย์ที่ยากจะอายัด
3.นอมินีบริษัทแบรนด์เนม: โอนเงินเข้าบริษัทนอมินีที่ตั้งบังหน้า เช่น ธุรกิจขายของแบรนด์เนม เพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย
4.การ "ฟอกคน" (Human Laundering): การใช้โรงเรียนสอนภาษาย่านลาดพร้าวเป็นฉากบังหน้าเพื่อออกวีซ่านักเรียนให้กับชาวจีนกว่า 600 คน เพื่อจัดตั้ง "กองทัพดิจิทัล" ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของการฟอกเงินในระยะยาว
 

บทบาทความรับผิดชอบ: โบรกเกอร์, ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย
 

นี่คือวิกฤตความเชื่อมั่นที่ ก.ล.ต. และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะนิ่งเฉยไม่ได้ คำถามสำคัญคือเหตุใดจึงปล่อยให้โบรกเกอร์ทำตัวเป็น "ธนาคารเถื่อน" รับฝากเงินและจ่ายดอกเบี้ยจนกลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้โยกเงินออกไปต่างประเทศได้อย่างเสรี การที่บริษัทอ้างว่าระบบมีช่องโหว่นั้นเป็นเพียงข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นในฐานะผู้ประกอบอาชีพที่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณะ
 

ในเชิงกฎหมาย ตำรวจสอบสวนกลางได้ผนึกกำลังกับ อัยการสูงสุด เพื่อยกระดับการแจ้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และฟอกเงิน ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงถึง 7-10 ปี การขยายผลครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่ที่ผู้ต้องหา 8 ราย แต่จะพิจารณาถึงความรับผิดชอบของตัวบริษัทหลักทรัพย์เองด้วย หากพบว่ามีการปล่อยปละละเลยจนเข้าข่ายสนับสนุนการฟอกเงิน
 

บทสรุป: มาตรการเร่งด่วนเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นตลาดทุน
 

หากตลาดทุนไทยไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่ปลอดภัยได้ เรากำลังเสี่ยงที่จะกลายเป็นสวรรค์ของการฟอกเงินข้ามชาติ รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต้องดำเนินการ 3 ข้อนี้โดยเร่งด่วน:
 

1.ยุติการรับเงินตรงของโบรกเกอร์: บังคับให้การรับและจ่ายเงินทุกชนิดต้องผ่านระบบบัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีการกรอง AML เท่านั้น
 

2.บังคับใช้ KYC ขั้นสูงแบบ Real-time: ต้องไม่มีช่องโหว่ในการสวมสิทธิ์ และมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (Criminal Record Check) ของผู้เปิดบัญชีอย่างเข้มงวด
 

3.ลงโทษบริษัทแบบจริงจัง: หากโบรกเกอร์ใดปล่อยให้ระบบตนเองถูกใช้ฟอกเงิน ต้องถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทันที ไม่ใช่แค่การปรับเพียงเล็กน้อย
 

คำเตือนสำหรับนักลงทุน: ก่อนโอนเงินเข้าแอปพลิเคชันเทรดหุ้นใดๆ โปรดตรวจสอบว่าบริษัทต้องไม่รับโอนเงินเข้าชื่อบุคคลธรรมดา และต้องผ่านระบบที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่างถูกต้องเท่านั้น หากพบความผิดปกติ เช่น การรับฝากเงินโดยตรงหรือข้อเสนอที่ให้ผลตอบแทนแปลกประหลาด ให้พึงระวังว่าท่านกำลังตกเป็นเครื่องมือในวงจรเงินมืดข้ามชาติ



เปิดข้อมูล “Webull” โบรกเกอร์สหรัฐในไทย หลังถูกโยงแหล่งฟอกเงิน

เปิดโปรไฟล์ Webull แพลตฟอร์มเทรดหุ้นสหรัฐ หลังถูกอ้างเป็นช่องทางพักเงินเครือข่ายฟอกเงินพันล้าน ทำตลาดในไทยตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต

จากคลิปที่ออกอากาศในรายการ ข่าว 3 มิติ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 นางสาวชนกนันท์ หรือ นิว ซึ่งเป็นผู้ต้องหาระดับสั่งการในขบวนการ เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ยกระดับการฟอกเงินจาก "บัญชีม้า" สู่การใช้โครงสร้างตลาดทุนเป็นแหล่งพักเงิน

โดยคาดการณ์มูลค่าความเสียหายรวมในเครือข่ายสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเธอเองได้ยอมรับกับชุดจับกุมของตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า ได้ใช้ช่องทางการโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงผ่านแอปเทรดหุ้น Webull โดยไม่ได้เทรดหุ้นจริง 

โพสต์ทูเดย์ พาทำความรู้จัก Webull โบรกเกอร์ที่ถูกอ้างชื่อถึง ซึ่งพบว่า Webull คือ โบรกเกอร์สหรัฐ ทำธุรกิจมาแล้วเกือบ 10 ปี ภายใต้การบริหารงานของ แอนโทนี เดเนียร์ ประธานกลุ่ม Webull Corporation และ CEO ของ Webull US บริษัทได้ ขยายธุรกิจไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐ

ปัจจุบัน วีบูลล์ให้บริการครอบคลุม 14 ประเทศทั่วอเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ยุโรปและลาตินอเมริกา เช่น สิงคโปร์, ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น พร้อมฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 23 ล้านบัญชีทั่วโลก 

วีบูลล์ เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ บริษัท หลักทรัพย์วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2565 ในฐานะโบรกเกอร์สัญชาติสหรัฐรายแรก ในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท 

รายชื่อกรรมการ ประกอบด้วย
นายอันฉวน หวาง
นายแอนโทนี ไมเคิล เดเนียร์
นายชลเดช เขมะรัตนา
นายไฮเฉิน หวาง
นายเบนจามิน เวอร์ธี่ เจมส์
โดยมี ชลเดช เขมะรัตนา เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยตั้งเป้าผู้ใช้งานแตะ 1 ล้านคน  และเปิดบัญชีลงทุนประมาณ  3 แสนบัญชี สอดรับกับเทรนด์การลงทุน “หุ้นนอก” ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนไทย ทั้งในด้านศักยภาพและอัตราผลตอบแทนที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่การลงทุนในหุ้นสหรัฐที่เคยเป็นเรื่องไกลตัวและมีขั้นตอนซับซ้อนสำหรับนักลงทุนไทยเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ “Webull” ทลายข้อจำกัด ด้วยการเป็นโบรกเกอร์สหรัฐรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย ปัจจุบัน วีบูลล์เปิดโอกาสให้นักลงทุนในประเทศไทยสามารถลงทุนในหุ้นสหรัฐ, ETFs, ออปชัน และหุ้นเศษส่วนได้
บริการประกอบด้วย
1. ผลิตภัณฑ์การลงทุน (Products)
หุ้นไทย (Thai Stocks): ให้บริการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หุ้นและสินทรัพย์สหรัฐฯ: นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ (US Stocks), ออปชันสหรัฐฯ (US Options) และ ETF สหรัฐฯ (US ETFs)
หุ้นฮ่องกงและจีน: มีบริการใหม่สำหรับเข้าถึงการลงทุนใน HK and China Stocks
2. ฟีเจอร์เด่นสำหรับการซื้อขาย (Features)
การซื้อขาย 24 ชั่วโมง (24-Hour Trading): ช่วยให้นักลงทุนสามารถทำรายการได้ต่อเนื่องในตลาดที่รองรับ
ระบบช่วยลงทุนอัตโนมัติ: มีฟีเจอร์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (Dollar-Cost Averaging - DCA) และการนำเงินปันผลไปลงทุนต่ออัตโนมัติ (Dividend Reinvestment)
เครื่องมือติดตามและวิเคราะห์: ประกอบด้วยระบบ Sage Tracker, ข้อมูลเชิงลึกระดับพรีเมียม (Next-level data) และเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงที่ชาญฉลาด
ดอกเบี้ยรายวัน (Daily Interest): บริการที่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนจากเงินสดในบัญชี
3. แพลตฟอร์มและการสนับสนุน (Platforms & Hub)
การเข้าถึงที่หลากหลาย: รองรับการใช้งานทั้งผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (Mobile) และโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ (Desktop)
การลงทุนด้วยตนเอง: แพลตฟอร์มถูกออกแบบมาให้เป็นแบบ All-in-one สำหรับลูกค้าที่บริหารจัดการการลงทุนด้วยตนเอง (Self-directed)

สำหรับผลประกอบการ จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า  
ปี 65
ยังไม่มีรายได้                 
ขาดทุน  6,639,776.82 บาท 
ปี 66
รายได้    3,662,287.00 บาท         
ขาดทุน 12,671,709.00 บาท
ปี 67
รายได้     8,293,780.00 บาท         
ขาดทุน 105,393,542.00 บาท


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่