หมออุ๊ยเองนะคะ... เคยเจอคนไข้หลายเคสมากที่มาหาหมอตอนโตแล้ว แล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเอง “มองไม่ชัดข้างเดียวมาตลอดชีวิต” พอตรวจลึกลงไป กลายเป็นว่าเป็นภาวะ
ตาขี้เกียจตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่เคยรู้ตัวเลยค่ะ
สิ่งที่หมอรู้สึกเสียดายที่สุดคือ ถ้าเรารู้เร็วกว่านี้อีกนิด โอกาสในการรักษาให้กลับมามองเห็นดีขึ้นจะมีมากกว่านี้มาก บทความนี้หมอเลยอยากเล่าให้ฟังแบบละเอียด เข้าใจง่าย ในมุมของจักษุแพทย์ ว่า
“ตาขี้เกียจคืออะไร” สังเกตยังไง และพ่อแม่ควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญของลูก
ตาขี้เกียจ (Amblyopia) คืออะไร? มุมมองของจักษุแพทย์ที่พ่อแม่ควรรู้
ตาขี้เกียจ คือ ภาวะที่ดวงตาแม้ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่ประสิทธิภาพของระบบการมองเห็นยังคงทำงานได้ไม่เต็มที่
ซึ่งในมุมของหมอ ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจากตัวลูกตาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “สมอง” ที่ทำหน้าที่แปลผลภาพร่วมด้วยค่ะ
โดยภาวะนี้มักเกิดจากพัฒนาการการมองเห็นที่ผิดปกติตั้งแต่วัยเด็ก และที่สำคัญคือ “เด็กส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว” เพราะเขาคุ้นชินกับภาพที่เห็นแบบนั้นมาตลอด พอมารู้ตัวอีกทีในช่วงวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ โอกาสในการแก้ไขให้กลับมามองเห็นดีแบบปกติจะเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้นจึงแนะนำว่า ควรพาลูกเข้ารับการ
ตรวจวัดสายตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ
สาเหตุของตาขี้เกียจตามหลักจักษุแพทย์ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ภาวะตาขี้เกียจเกิดจากความผิดปกติของพัฒนาการด้านการมองเห็น ซึ่งมักเกิดในช่วงวัยเด็ก โดยสาเหตุหลัก ๆ ได้แก่
1. ตาเขหรือตาเหล่ : เมื่อดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดเดียวกัน สมองจะเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรง และกดการทำงานของอีกข้าง ส่งผลให้ตาข้างนั้นพัฒนาไม่เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือตาสองข้างทำงานไม่ประสานกันค่ะ
2. ค่าสายตาผิดปกติที่ไม่ได้รับการแก้ไข : โดยเฉพาะกรณีที่ค่าสายตา 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็น
สายตาสั้น ยาว หรือเอียงก็ได้ หากมีปัญหาค่าสายตา เด็กจะเลือกใช้ตาข้างที่ชัดกว่าโดยอัตโนมัติ ทำให้อีกข้างไม่ได้ใช้งาน และเกิดภาวะตาขี้เกียจ
3. ค่าสายตาผิดปกติมากทั้งสองข้าง : แม้ค่าสายตาสองข้างจะเท่ากัน แต่ถ้าสายตาผิดปกติมาก เช่น สั้นมากหรือยาวมาก เด็กจะไม่เคยรู้จักภาพที่ชัดจริง ๆ ทำให้ระบบการมองเห็นพัฒนาไม่เต็มที่
4. ความผิดปกติที่ปิดกั้นการมองเห็น : เช่น
ต้อกระจกแต่กำเนิด กระจกตาขุ่น หนังตาตก ฯลฯ ในมุมของหมอ กรณีนี้ถือว่า “ต้องรีบรักษา” เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน การพัฒนาของการมองเห็นจะยิ่งเสียไปมากค่ะ
อาการของตาขี้เกียจ ที่จักษุแพทย์แนะนำให้สังเกต
หนึ่งในความยากของโรคนี้ คือเด็กมักไม่บอกกับผู้ปกครอง หรือไม่รู้ว่าตัวเองมองเห็นผิดปกติ และคิดว่าการมองเห็นแบบนี้คือการมองทั่วไป ดังนั้นพ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อช่วยเด็กป้องกันภาวะดังกล่าว
📍 อาการพื้นฐานที่พบได้
มองไม่ชัดข้างใดข้างหนึ่ง (ลองปิดตาทีละข้างจะเห็นชัด)
หรือบางรายมองไม่ชัดทั้งสองตา
อ่านหนังสือแล้วต้องเข้าใกล้มากจนผิดสังเกต
📍พฤติกรรมที่ควรระวัง
หยีตาเวลามอง
เอียงศีรษะหรือหันหน้าเพื่อใช้ตาข้างถนัด ในการทำกิจกรรม
เดินชนของบ่อย กะระยะพลาด
ไม่ชอบกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ระบายสี
📍อาการที่เด็กอาจบอกได้
ปวดตา ปวดศีรษะ เมื่อต้องเพ่งมองนาน ๆ
ตาล้า หรือรู้สึกเมื่อยตาเร็วผิดปกติ
📍สัญญาณที่จักษุแพทย์พบจากการตรวจ
การมองเห็นสองข้างไม่เท่ากัน
การทำงานของตาทั้งสองไม่สัมพันธ์กัน
การตอบสนองของสมองต่อภาพลดลงในตาข้างหนึ่ง
โรคตาขี้เกียจ คืออะไร? แก้ไขได้ไหม จักษุแพทย์บอกต่อเรื่องที่พ่อแม่ควรทราบ
สิ่งที่หมอรู้สึกเสียดายที่สุดคือ ถ้าเรารู้เร็วกว่านี้อีกนิด โอกาสในการรักษาให้กลับมามองเห็นดีขึ้นจะมีมากกว่านี้มาก บทความนี้หมอเลยอยากเล่าให้ฟังแบบละเอียด เข้าใจง่าย ในมุมของจักษุแพทย์ ว่า “ตาขี้เกียจคืออะไร” สังเกตยังไง และพ่อแม่ควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญของลูก
1. ตาเขหรือตาเหล่ : เมื่อดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดเดียวกัน สมองจะเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรง และกดการทำงานของอีกข้าง ส่งผลให้ตาข้างนั้นพัฒนาไม่เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือตาสองข้างทำงานไม่ประสานกันค่ะ
3. ค่าสายตาผิดปกติมากทั้งสองข้าง : แม้ค่าสายตาสองข้างจะเท่ากัน แต่ถ้าสายตาผิดปกติมาก เช่น สั้นมากหรือยาวมาก เด็กจะไม่เคยรู้จักภาพที่ชัดจริง ๆ ทำให้ระบบการมองเห็นพัฒนาไม่เต็มที่
4. ความผิดปกติที่ปิดกั้นการมองเห็น : เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด กระจกตาขุ่น หนังตาตก ฯลฯ ในมุมของหมอ กรณีนี้ถือว่า “ต้องรีบรักษา” เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน การพัฒนาของการมองเห็นจะยิ่งเสียไปมากค่ะ