JJNY : “กาย ณัฐชา”ซัดรบ.ยังติดกับดัก│ชัยวัฒน์ หาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม│‘ห้วยขวาง’ ส่อทุนนอมินี│บังกลาเทศ ขึ้นค่าไฟ 16%

“กาย ณัฐชา”ซัดรัฐบาลยังติดกับดัก “ผู้ใหญ่ใจดี” ตีกรอบความจน สร้างคนตกหล่น ซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง
https://ch3plus.com/news/political/morning/464452
.

.
นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังชี้แจงหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยระบุว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือ “คนที่ยากจนที่สุดจริง ๆ” ว่า แนวคิดดังกล่าวสะท้อนวิธีคิดแบบรัฐสงเคราะห์ที่ล้าหลัง และยังคงมองประชาชนจากบนลงล่าง โดยให้รัฐเป็นผู้ตัดสินว่าใครจนพอ ใครจนไม่พอ และใครสมควรได้รับความช่วยเหลือ
.
รัฐบาลกำลังทำเหมือนความยากจนเป็นข้อสอบที่ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเองให้ผ่าน ทั้งที่ความจริงแล้วหน้าที่ของรัฐคือการสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่คอยตั้งด่านคัดคนออกจากระบบ
.
ประเทศไทยมีบทเรียนมาแล้วหลายครั้งจากนโยบายที่ใช้การคัดกรองอย่างเข้มข้น ประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อนจริงกลับตกหล่นจากระบบ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขบางประการที่รัฐกำหนด ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยต้องเสียเวลา เสียโอกาส และเสียศักดิ์ศรีจากการถูกตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจนจริงหรือไม่
.
ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลกำลังมองความยากจนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ทั้งที่ในความเป็นจริง ความยากจนเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโตตามเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ และตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง
.
คนจำนวนมากในวันนี้อาจไม่ใช่ “คนจนที่สุด” ตามนิยามของรัฐบาล แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินออม ไม่มีหลักประกัน หากเกิดวิกฤตเพียงครั้งเดียวก็พร้อมจะตกลงสู่ความยากจนทันที คนกลุ่มนี้คือประชาชนที่รัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รอความช่วยเหลือแบบไม่มีกำหนด
.
รัฐบาลกำลังสร้างเส้นแบ่งใหม่ระหว่างคนจนกับคนจนกว่า และบอกว่าคนที่ลำบากแต่ยังลำบากไม่พอ ต้องรอไปก่อน ทั้งที่ทุกวันนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพและหนี้สินอย่างหนัก
.
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต หลายครั้งที่ผ่านมา การออกแบบนโยบายแบบคัดกรองเข้มงวดนำไปสู่การตกหล่นของผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจริง และบางกรณีกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจนเกินเยียวยา
.
แทนที่รัฐบาลจะนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับปรุงระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมมากขึ้น กลับเดินย้อนกลับไปสู่แนวคิดเดิมที่พยายามหาวิธีตัดคนออกจากระบบให้มากที่สุด เพื่อให้ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิลดลง และสามารถนำไปอ้างเป็นความสำเร็จทางการบริหารได้
.
สำหรับประเด็นการตรวจสอบสิทธิการลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดา นายณัฐชา เห็นว่ารัฐมีสิทธิในการตรวจสอบการใช้สิทธิที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ควรใช้กรณีเฉพาะบางส่วนมาเป็นเหตุผลในการสร้างภาระและความหวาดระแวงให้กับประชาชนทั้งระบบ เพราะท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้สูงอายุและครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว
.
รัฐบาลควรตั้งคำถามว่าทำไมผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพาบัตรคนจนเพื่อความอยู่รอด มากกว่าตั้งคำถามว่าจะคัดใครออกจากระบบได้อีกบ้าง
.
นายณัฐชา กล่าวด้วยว่า ปัญหาที่แท้จริงของนโยบายสวัสดิการในปัจจุบัน คือการที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง แต่กลับให้ความสำคัญกับผลทางการเมืองมากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน
.
“เมื่อเป้าหมายของนโยบายไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการสร้างคะแนนนิยม สร้างภาพลักษณ์ หรือแสวงหาคำชื่นชมให้กับรัฐบาล กลไกที่ออกมาก็จะเน้นการประชาสัมพันธ์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของประชาชน”
.
การช่วยเหลือประชาชนไม่ควรเป็นเรื่องของความเมตตาจากผู้มีอำนาจ แต่ต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและมีศักดิ์ศรี
.
นายณัฐชา ย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดแบบ “ผู้ใหญ่ใจดี” ที่คอยกำหนดว่าประชาชนคนใดสมควรได้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการที่ลดการตกหล่น ลดการตีตราความยากจน และสร้างหลักประกันให้กับทุกคนอย่างเป็นธรรม
.
ประชาชนไม่ควรต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจนพอหรือยัง เพื่อแลกกับสิทธิในการมีชีวิตที่ดีขึ้น หน้าที่ของรัฐไม่ใช่การตัดสินว่าใครสมควรได้รับความช่วยเหลือ แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังตั้งแต่แรก
.

.
ชัยวัฒน์ หาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ชูนโยบาย หวยใบเสร็จ SME ฟื้นตลาดคึกคัก
https://www.matichon.co.th/politics/news_5750008
.
ชัยวัฒน์ หาเสียงตลาดน้ำคลองลัดมะยม ชูนโยบาย หวยใบเสร็จ SME ฟื้นตลาดคึกคัก
.
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน กทม. นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ ผู้สมัคร ส.ก.เขตตลิ่งชัน พรรคประชาชน ลงพื้นที่หาเสียง พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางมาจับจ่ายใช้สอย พร้อมขอคะแนนเสียงและประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดยบรรยากาศการหาเสียงเป็นไปอย่างคึกครื้น ประชาชนต่างออกมาต้อนรับและให้กำลังใจนายชัยวัฒน์และนายกันตพงศ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีประชาชนรายหนึ่งนำส้ม 1 กล่อง และพวงมาลัยดอกสีส้ม มามอบให้นายชัยวัฒน์ด้วย
.
โดยนายชัยวัฒน์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและทีมงานเลือกลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เนื่องจากตนมองเห็นว่าตลาดน้ำแห่งนี้ เป็นหนึ่งใน 4 ตลาดน้ำสำคัญของเขตตลิ่งชัน ที่มีศักยภาพและเคยมีความคึกคักมากกว่านี้ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาใช้บริการจำนวนมาก แต่ปัจจุบันบรรยากาศการค้าขายกลับซบเซาลง
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนอยากนำเสนอนโยบายหวยใบเสร็จ SME กทม. เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าขนาดเล็ก โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ประชาชนสามารถสะสมสิทธิ์จากการซื้อสินค้าทุก 20 บาท รับ 1 สิทธิ์ เพื่อนำไปลุ้นรางวัล ซึ่งกรุงเทพมหานครจะจัดสรรงบประมาณเป็นรางวัลเดือนละ 10 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาสนับสนุนร้านค้าชุมชนมากขึ้น อันจะช่วยสร้างความคึกคักให้กับตลาดและเศรษฐกิจฐานราก
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนยังมีแนวคิดพัฒนาย่านท่องเที่ยวและชุมชน โดยให้กรุงเทพมหานครเข้ามาสนับสนุนภาคเอกชนและคนในพื้นที่ในการต่อยอดอัตลักษณ์ จุดเด่น และเรื่องราวของชุมชน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งค้าขายที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้สะดวกยิ่งขึ้น
.
ด้านนายกันตพงศ์ กล่าวว่า เขตตลิ่งชันยังเป็นพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งสวน มีความหลากหลายของชุมชนตั้งแต่หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ไปจนถึงชุมชนริมคลอง โดยปัญหาสำคัญที่พบคือผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างของกรุงเทพมหานครที่ขาดการควบคุมมาตรฐานด้านความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับประชาชนหลายครั้ง ตนจึงเป็นกระบอกเสียงเพื่อเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกรุงเทพมหานคร ทั้งสำนักการโยธาและสำนักการระบายน้ำ ต้องเข้ามากำกับดูแลผู้รับเหมาอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม
.
รวมถึงอีกหนึ่งปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่สะท้อนคือระบบขนส่งสาธารณะ แม้เขตตลิ่งชันจะมีรถไฟฟ้าสายสีแดง แต่ยังขาดระบบรถโดยสารเชื่อมต่อ (Feeder) จากสถานีเข้าสู่ชุมชน ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาแท็กซี่หรือรถจักรยานยนต์รับจ้าง ส่งผลให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงเสนอให้กรุงเทพมหานครพัฒนาระบบ EV Feeder เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางจากระบบขนส่งหลักเข้าสู่ชุมชน
.
เมื่อถามถึงกระแสตอบรับจากการลงพื้นที่หาเสียง นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลอดการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นอย่างดี หลายครอบครัวแสดงความเชื่อมั่นและประกาศพร้อมสนับสนุนคะแนนเสียงให้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกำลังใจสำคัญในการทำงาน อย่างไรก็ตาม แม้ได้รับเสียงตอบรับที่ดี แต่ตนมองว่าผลการเลือกตั้งยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ จนกว่าจะถึงวันลงคะแนน โดยพรรคประชาชนจะยังคงทำหน้าที่นำเสนอนโยบายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพมหานครต่อไป ภายใต้แนวคิดการสร้างกรุงเทพฯ ที่ง่ายขึ้น และแคร์คนกรุงเทพฯ มากขึ้น
.
เมื่อถามว่า มีความกังวลในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษต่อการแข่งขันครั้งนี้ เนื่องจากได้เตรียมนโยบายและแผนปฏิบัติการไว้ครบทุกด้าน พร้อมมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ระบบส่วย และการซื้อขายตำแหน่ง โดยยืนยันว่าจะผลักดันการบริหารงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนชาว กทม.
.

.
‘ห้วยขวาง’ ส่อทุนนอมินี เข้าข่ายผิดหลายกระทง เจอร้านจีน-ซูเปอร์มาร์เก็ต-บริษัทปริศนาเพียบ
https://www.khaosod.co.th/economics/news_10272224
.
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งทีมปราบนอมินี ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ย่านห้วยขวางตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง พบเบาะแสนอมินี บริษัทใช้ที่ตั้งร่วมกัน ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างชาติถือหุ้น 60% ไม่พบใบอนุญาต และร้านอาหารจีนที่เจ้าของอ้างลงทุนเองทั้งหมด ก่อนขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
.
วันที่ 6 มิ.ย. 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ได้มอบหมายให้ หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำทีมปราบนอมินีลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง (ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ) ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมการจัดหางาน
.
ร่วมตรวจสอบธุรกิจต้องสงสัย ได้แก่ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสถานประกอบการ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง
.
อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่าจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการกระทำผิดใน 3 ประเด็น ดังนี้
.
1) พบบริษัท 4 ราย ใช้ที่ตั้งเดียวกัน โดยได้ขยายผลการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนเพิ่มเติมพบว่า ในจำนวนนี้มีบริษัท 1 ราย มีคนไทยร่วมถือหุ้นกับคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาทางธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี และบริษัท 2 ราย มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยทั้งหมดและเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท และบริษัท 1 ราย เป็นผู้ถือหุ้นคนไทยทั้งหมด แต่มีคนต่างด้าวเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งจากการลงพื้นที่พบเพียงคนไทยแจ้งว่าเป็นผู้ดูแล แต่ไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ รวมถึงไม่พบกรรมการและผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่