พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์อ้างว่า พระคัมภีร์เป็นหลักแห่งศรัทธาเพียงหนึ่งเดียว (พระคัมภีร์เท่านั้น - Sola Scriptura) หมายความว่า พระคัมภีร์มีเนื้อหาทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับหลักเทววิทยา และเนื้อหานั้นชัดเจนเพียงพอจนไม่จำเป็นต้องอาศัยคำสอนจากบรรดาอัครสาวกหรืออำนาจการสอนของพระศาสนจักรมาช่วยให้เข้าใจ ในมุมมองของนิกายโปรเตสแตนต์ ความจริงทั้งหมดของคริสตชนนั้นพบได้ในหน้าต่างๆของพระคัมภีร์ สิ่งใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือพระคัมภีร์นั้นถือว่า ไม่มีอำนาจ , ไม่จำเป็น หรือผิดพลาด
พระคัมภีร์เท่านั้น - Sola Scriptura
ในทางกลับกัน นิกายคาทอลิกยอมรับว่า “หลักแห่งศรัทธา (Rule of Faith)” ที่แท้จริง ดังที่แสดงไว้ในพระคัมภีร์เอง คือ พระคัมภีร์บวกกับธรรมประเพณีของอัครสาวก ซึ่งปรากฏให้เห็นในอำนาจการสอนที่มีชีวิตของพระศาสนจักรคาทอลิก ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดคำสอนด้วยพระวาจาของพระเยซูและบรรดาอัครสาวก พร้อมทั้งอำนาจในการตีความพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง
ในเอกสารว่า ด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าจากสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (Second Vatican Council) ชื่อ Dei Verbum (มาจากภาษาละติน : “พระวาจาของพระเจ้า”) ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ไว้ว่า: “ดังนั้นจึงมีความเชื่อมโยงและการสื่อสารอย่างใกล้ชิดระหว่างธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ เพราะทั้ง 2 อย่างไหลมาจากบ่อเกิดแห่งพระเจ้าเดียวกัน จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระเจ้าในแง่ที่ว่าได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้การดลใจของพระจิต ธรรมเนียมปฏิบัติอันศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งต่อพระวาจาของพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์สมบูรณ์แก่ผู้สืบทอดของบรรดาอัครสาวก ซึ่งพระคริสตเจ้า ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระจิตได้ทรงมอบหมายให้แก่บรรดาอัครสาวก”
สภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (Second Vatican Council)
“ด้วยแสงสว่างแห่งพระจิตแห่งความจริง ผู้สืบทอดตำแหน่งเหล่านี้จึงสามารถประกาศพระวาจาของพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ , อธิบาย และทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนั้น พระศาสนจักรจึงไม่ได้มั่นใจเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ได้รับการเปิดเผยจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ทั้งธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จึงควรได้รับการยอมรับและเคารพด้วยความศรัทธาและความเคารพอย่างเท่าเทียมกัน”
แต่พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์สายอีแวนเจลิคัลและสายมูลฐานนิยม ซึ่งยึดมั่นในทฤษฎี Sola Scriptura (มาจากภาษาละติน : “พระคัมภีร์เท่านั้น”) ของมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) มักจะยกเหตุผลสนับสนุนจุดยืนของตนโดยอ้างถึงข้อพระคัมภีร์สำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ “เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามพระองค์ ” (ยอห์น 20:31 บทสรุปครั้งแรก) ข้อที่ 2 คือ “ทุกถ้อยคำในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และมีประโยชน์เพื่อสั่งสอน ว่ากล่าวตักเตือนให้ปรับปรุงแก้ไข และอบรมให้ดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม คนของพระเจ้าจะได้เตรียมพร้อมและพร้อมสรรพเพื่อกิจการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 3:16-17 อันตรายที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย) ตามความเชื่อของพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์เหล่านี้ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงของ Sola Scriptura (ทฤษฎี “พระคัมภีร์เท่านั้น”)
มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther)
นิกายคาทอลิกโต้แย้งว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ประการแรก ข้อความจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นอ้างถึงสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนั้น (อ่านควบคู่กับยอห์น 20:30 ซึ่งเป็นข้อความก่อนหน้านั้น เพื่อดูบริบทของคำกล่าวที่เป็นปัญหา) หากข้อความนี้พิสูจน์อะไรได้ มันก็จะไม่ใช่การพิสูจน์ทฤษฎี Sola Scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้น) แต่จะเป็นการพิสูจน์ว่า พระวรสารของยอห์นนั้นเพียงพอแล้ว
+ พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ - ยอห์น 20:30 บทสรุปครั้งแรก
ประการที่ 2 ข้อความจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นบอกเราเพียงว่า พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเชื่อว่า พระเยซู คือ พระเมสสิยาห์ ไม่ได้บอกว่า พระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการเพื่อความรอด หรือแม้แต่เพื่อความเข้าใจในหลักเทววิทยา และไม่ได้บอกว่า พระคัมภีร์จำเป็นต่อการเชื่อในพระคริสตเจ้าด้วยซ้ำ เพราะคริสตชนยุคแรกไม่มีพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ให้อ้างอิง พวกเขาเรียนรู้จากคำสอนปากเปล่ามากกว่าคำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เช่นเดียวกันกับ 2 ทิโมธี 3:16-17 การกล่าวว่า งานเขียนที่ได้รับการดลใจทั้งหมด “มีประโยชน์” นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกล่าวว่า เฉพาะงานเขียนที่ได้รับการดลใจเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจต่อข้ออ้างของพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์สายอีแวนเจลิคัลและสายมูลฐานนิยม นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความปีค.ศ. 1884 เรื่อง “การดลใจในความสัมพันธ์กับวิวรณ์ (Inspiration in its Relation to Revelation.)”
นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman)
+ ข้อโต้แย้งของนิวแมน +
ท่านเขียนว่า: “เป็นที่ชัดเจนว่า ข้อความนี้ไม่ได้ให้ข้อโต้แย้งใดๆเลยว่า พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โดยปราศจากธรรมประเพณีเป็นหลักแห่งศรัทธาเพียงอย่างเดียว เพราะถึงแม้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จะมีประโยชน์สำหรับจุดประสงค์ทั้ง 4 ประการนี้ แต่ก็ยังไม่ได้กล่าวว่า เพียงพอ อัครสาวก (นักบุญเปาโล อัครสาวก - Saint Paul the Apostle) ต้องการความช่วยเหลือจากธรรมประเพณี (2 เธสะโลนิกา 2:15) ยิ่งไปกว่านั้น อัครสาวกในที่นี้ยังอ้างถึงพระคัมภีร์ที่นักบุญทิโมธี อัครสาวก (Saint Timothy the Apostle) ได้รับการสอนตั้งแต่ยังเด็ก”
นักบุญเปาโล อัครสาวก (Saint Paul the Apostle)
นักบุญทิโมธี อัครสาวก (Saint Timothy the Apostle)
+ ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยืนหยัดมั่นคงและยึดถือธรรมประเพณีที่ท่านเรียนรู้มาทั้งด้วยวาจาและด้วยจดหมายของเรา - 2 เธสะโลนิกา 2:15 คำเตือนใจให้ยืนหยัดมั่นคงต่อไป
“แท้จริงแล้ว พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนขึ้นในสมัยที่นักบุญเปาโล อัครสาวกยังเด็ก จดหมายของนิกายคาทอลิกบางฉบับก็ยังไม่ได้เขียนขึ้นแม้กระทั่งในสมัยที่นักบุญเปาโล อัครสาวกเขียนข้อความนี้ และไม่มีหนังสือเล่มใดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่ถูกบรรจุอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ในเวลานั้น ดังนั้น ท่านจึงอ้างถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และหากข้อโต้แย้งจากข้อความนี้พิสูจน์อะไรได้ มันก็คงพิสูจน์ได้มากเกินไป นั่นคือ พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่จำเป็นสำหรับหลักแห่งศรัทธา”
นอกจากนี้ พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์มักอ่าน 2 ทิโมธี 3:16-17 โดยไม่คำนึงถึงบริบท เมื่ออ่านในบริบทของข้อความโดยรอบ จะพบว่า การอ้างอิงพระคัมภีร์ของนักบุญเปาโล อัครสาวกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตักเตือนที่นักบุญเปาโล อัครสาวกให้นักบุญทิโมธี อัครสาวกยึดถือเป็นแนวทาง ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ ข้อความ 2 ข้อก่อนหน้านั้นกล่าวว่า “จงมั่นคงในคำสอนที่ท่านได้เรียนและมีความเชื่อมั่น ท่านก็รู้ว่าท่านเรียนรู้จากผู้ใด ตั้งแต่ยังเป็นเด็กท่านรู้จักพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งช่วยท่านให้มีความเฉลียวฉลาดเพื่อรับความรอดพ้นโดยอาศัยความเชื่อในพระคริสตเยซู” (2 ทิโมธี 3:14-15 อันตรายที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย)
นักบุญเปาโล อัครสาวกบอกนักบุญทิโมธี อัครสาวกให้ยึดมั่นในสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก เพราะท่านรู้ว่า ท่านเรียนรู้มาจากใคร จากนักบุญเปาโล อัครสาวกเอง และประการที่ 2 เพราะท่านได้รับการศึกษาจากพระคัมภีร์ เหตุผลข้อแรกนี้เป็นการอ้างอิงโดยตรงถึงธรรมประเพณีของอัครสาวก คำสอนปากเปล่าที่นักบุญเปาโล อัครสาวกได้ถ่ายทอดให้นักบุญทิโมธี อัครสาวก ดังนั้นพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์จึงต้องนำ 2 ทิโมธี 3:16-17 ออกจากบริบทเพื่อไปสู่ทฤษฎี Sola Scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้น) แต่เมื่ออ่านข้อความในบริบทแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าข้อความนี้กำลังสอนถึงความสำคัญของธรรมประเพณีของอัครสาวก!
พระคัมภีร์ปฏิเสธว่า มันเพียงพอที่จะเป็นหลักแห่งความเชื่อที่สมบูรณ์ นักบุญเปาโล อัครสาวกกล่าวว่า คำสอนของคริสตชนส่วนใหญ่พบได้ในธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาด้วยวาจา (2 ทิโมธี 2:2) ท่านแนะนำเราว่า “ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยืนหยัดมั่นคงและยึดถือธรรมประเพณีที่ท่านเรียนรู้มาทั้งด้วยวาจาและด้วยจดหมายของเรา” (2 เธสะโลนิกา 2:15 คำเตือนใจให้ยืนหยัดมั่นคงต่อไป)
+ จงถ่ายทอดสิ่งที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า โดยมีหลายคนเป็นพยานแก่คนที่น่าเชื่อถือซึ่งจะสอนคนอื่นต่อไปได้ - 2 ทิโมธี 2:2 ทิโมธีควรเผชิญความยากลำบาก
คำสอนด้วยวาจานี้ได้รับการยอมรับจากคริสตชน เช่นเดียวกับที่พวกเขายอมรับคำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มาถึงพวกเขาในภายหลัง พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ผู้ใดฟังท่าน ผู้นั้นฟังเรา ผู้ใดสบประมาทท่าน ผู้นั้นสบประมาทเรา ผู้ที่สบประมาทเรา ก็สบประมาทผู้ที่ทรงส่งเรามา” (ลูกา 10:16 พระเยซูเจ้าทรงส่งศิษย์เจ็ดสิบสองคน) พระศาสนจักร โดยผ่านทางบรรดาอัครสาวก ได้รับอำนาจจากพระคริสตเจ้าให้สอน พระศาสนจักรจะเป็นตัวแทนของพระองค์ พระองค์ทรงมอบหมายให้พวกท่านว่า “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มัทธิว 28:19)
+ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต - มัทธิว 28:19 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในแคว้นกาลิลี ทรงส่งบรรดาอัครสาวกไปทั่วโลก
แล้วจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? โดยการเทศน์สั่งสอน โดยการสอนด้วยวาจา : “ดังนั้น ความเชื่อจึงมาจากการฟัง สิ่งที่ได้ฟังก็มาจากพระวาจาของพระคริสตเจ้า” (โรม 10:17 อิสราเอลไม่อาจแก้ตัวได้) พระศาสนจักรจะเป็นอาจารย์ผู้มีชีวิตอยู่เสมอ การจำกัด “พระวาจาของพระคริสตเจ้า” ไว้เฉพาะคำที่เขียนไว้ หรือการบอกว่าคำสอนทั้งหมดของพระองค์ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นความเข้าใจผิด พระคัมภีร์ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดใดๆ ทั้ง 2 อย่างนี้เลย
พระคัมภีร์กับธรรมประเพณี
พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์อ้างว่า พระคัมภีร์เป็นหลักแห่งศรัทธาเพียงหนึ่งเดียว (พระคัมภีร์เท่านั้น - Sola Scriptura) หมายความว่า พระคัมภีร์มีเนื้อหาทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับหลักเทววิทยา และเนื้อหานั้นชัดเจนเพียงพอจนไม่จำเป็นต้องอาศัยคำสอนจากบรรดาอัครสาวกหรืออำนาจการสอนของพระศาสนจักรมาช่วยให้เข้าใจ ในมุมมองของนิกายโปรเตสแตนต์ ความจริงทั้งหมดของคริสตชนนั้นพบได้ในหน้าต่างๆของพระคัมภีร์ สิ่งใดก็ตามที่อยู่นอกเหนือพระคัมภีร์นั้นถือว่า ไม่มีอำนาจ , ไม่จำเป็น หรือผิดพลาด
พระคัมภีร์เท่านั้น - Sola Scriptura
ในทางกลับกัน นิกายคาทอลิกยอมรับว่า “หลักแห่งศรัทธา (Rule of Faith)” ที่แท้จริง ดังที่แสดงไว้ในพระคัมภีร์เอง คือ พระคัมภีร์บวกกับธรรมประเพณีของอัครสาวก ซึ่งปรากฏให้เห็นในอำนาจการสอนที่มีชีวิตของพระศาสนจักรคาทอลิก ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ถ่ายทอดคำสอนด้วยพระวาจาของพระเยซูและบรรดาอัครสาวก พร้อมทั้งอำนาจในการตีความพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง
ในเอกสารว่า ด้วยการเปิดเผยของพระเจ้าจากสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (Second Vatican Council) ชื่อ Dei Verbum (มาจากภาษาละติน : “พระวาจาของพระเจ้า”) ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ไว้ว่า: “ดังนั้นจึงมีความเชื่อมโยงและการสื่อสารอย่างใกล้ชิดระหว่างธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ เพราะทั้ง 2 อย่างไหลมาจากบ่อเกิดแห่งพระเจ้าเดียวกัน จึงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นพระวาจาของพระเจ้าในแง่ที่ว่าได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้การดลใจของพระจิต ธรรมเนียมปฏิบัติอันศักดิ์สิทธิ์ได้ส่งต่อพระวาจาของพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์สมบูรณ์แก่ผู้สืบทอดของบรรดาอัครสาวก ซึ่งพระคริสตเจ้า ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระจิตได้ทรงมอบหมายให้แก่บรรดาอัครสาวก”
สภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (Second Vatican Council)
“ด้วยแสงสว่างแห่งพระจิตแห่งความจริง ผู้สืบทอดตำแหน่งเหล่านี้จึงสามารถประกาศพระวาจาของพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ , อธิบาย และทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนั้น พระศาสนจักรจึงไม่ได้มั่นใจเกี่ยวกับทุกสิ่งที่ได้รับการเปิดเผยจากพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ ทั้งธรรมประเพณีศักดิ์สิทธิ์และพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จึงควรได้รับการยอมรับและเคารพด้วยความศรัทธาและความเคารพอย่างเท่าเทียมกัน”
แต่พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์สายอีแวนเจลิคัลและสายมูลฐานนิยม ซึ่งยึดมั่นในทฤษฎี Sola Scriptura (มาจากภาษาละติน : “พระคัมภีร์เท่านั้น”) ของมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) มักจะยกเหตุผลสนับสนุนจุดยืนของตนโดยอ้างถึงข้อพระคัมภีร์สำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ “เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามพระองค์ ” (ยอห์น 20:31 บทสรุปครั้งแรก) ข้อที่ 2 คือ “ทุกถ้อยคำในพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า และมีประโยชน์เพื่อสั่งสอน ว่ากล่าวตักเตือนให้ปรับปรุงแก้ไข และอบรมให้ดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม คนของพระเจ้าจะได้เตรียมพร้อมและพร้อมสรรพเพื่อกิจการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 3:16-17 อันตรายที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย) ตามความเชื่อของพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์เหล่านี้ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงของ Sola Scriptura (ทฤษฎี “พระคัมภีร์เท่านั้น”)
มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther)
นิกายคาทอลิกโต้แย้งว่า ไม่ใช่เช่นนั้น ประการแรก ข้อความจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นอ้างถึงสิ่งที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนั้น (อ่านควบคู่กับยอห์น 20:30 ซึ่งเป็นข้อความก่อนหน้านั้น เพื่อดูบริบทของคำกล่าวที่เป็นปัญหา) หากข้อความนี้พิสูจน์อะไรได้ มันก็จะไม่ใช่การพิสูจน์ทฤษฎี Sola Scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้น) แต่จะเป็นการพิสูจน์ว่า พระวรสารของยอห์นนั้นเพียงพอแล้ว
+ พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ - ยอห์น 20:30 บทสรุปครั้งแรก
ประการที่ 2 ข้อความจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นบอกเราเพียงว่า พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้เราเชื่อว่า พระเยซู คือ พระเมสสิยาห์ ไม่ได้บอกว่า พระคัมภีร์เป็นสิ่งเดียวที่เราต้องการเพื่อความรอด หรือแม้แต่เพื่อความเข้าใจในหลักเทววิทยา และไม่ได้บอกว่า พระคัมภีร์จำเป็นต่อการเชื่อในพระคริสตเจ้าด้วยซ้ำ เพราะคริสตชนยุคแรกไม่มีพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ให้อ้างอิง พวกเขาเรียนรู้จากคำสอนปากเปล่ามากกว่าคำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษร
เช่นเดียวกันกับ 2 ทิโมธี 3:16-17 การกล่าวว่า งานเขียนที่ได้รับการดลใจทั้งหมด “มีประโยชน์” นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกล่าวว่า เฉพาะงานเขียนที่ได้รับการดลใจเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตามนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีข้อโต้แย้งที่น่าสนใจต่อข้ออ้างของพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์สายอีแวนเจลิคัลและสายมูลฐานนิยม นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman) ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความปีค.ศ. 1884 เรื่อง “การดลใจในความสัมพันธ์กับวิวรณ์ (Inspiration in its Relation to Revelation.)”
นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน (Saint John Henry Newman)
+ ข้อโต้แย้งของนิวแมน +
ท่านเขียนว่า: “เป็นที่ชัดเจนว่า ข้อความนี้ไม่ได้ให้ข้อโต้แย้งใดๆเลยว่า พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์โดยปราศจากธรรมประเพณีเป็นหลักแห่งศรัทธาเพียงอย่างเดียว เพราะถึงแม้พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จะมีประโยชน์สำหรับจุดประสงค์ทั้ง 4 ประการนี้ แต่ก็ยังไม่ได้กล่าวว่า เพียงพอ อัครสาวก (นักบุญเปาโล อัครสาวก - Saint Paul the Apostle) ต้องการความช่วยเหลือจากธรรมประเพณี (2 เธสะโลนิกา 2:15) ยิ่งไปกว่านั้น อัครสาวกในที่นี้ยังอ้างถึงพระคัมภีร์ที่นักบุญทิโมธี อัครสาวก (Saint Timothy the Apostle) ได้รับการสอนตั้งแต่ยังเด็ก”
นักบุญเปาโล อัครสาวก (Saint Paul the Apostle)
นักบุญทิโมธี อัครสาวก (Saint Timothy the Apostle)
+ ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยืนหยัดมั่นคงและยึดถือธรรมประเพณีที่ท่านเรียนรู้มาทั้งด้วยวาจาและด้วยจดหมายของเรา - 2 เธสะโลนิกา 2:15 คำเตือนใจให้ยืนหยัดมั่นคงต่อไป
“แท้จริงแล้ว พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้เขียนขึ้นในสมัยที่นักบุญเปาโล อัครสาวกยังเด็ก จดหมายของนิกายคาทอลิกบางฉบับก็ยังไม่ได้เขียนขึ้นแม้กระทั่งในสมัยที่นักบุญเปาโล อัครสาวกเขียนข้อความนี้ และไม่มีหนังสือเล่มใดในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่ถูกบรรจุอยู่ในสารบบพระคัมภีร์ในเวลานั้น ดังนั้น ท่านจึงอ้างถึงพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และหากข้อโต้แย้งจากข้อความนี้พิสูจน์อะไรได้ มันก็คงพิสูจน์ได้มากเกินไป นั่นคือ พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่จำเป็นสำหรับหลักแห่งศรัทธา”
นอกจากนี้ พี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์มักอ่าน 2 ทิโมธี 3:16-17 โดยไม่คำนึงถึงบริบท เมื่ออ่านในบริบทของข้อความโดยรอบ จะพบว่า การอ้างอิงพระคัมภีร์ของนักบุญเปาโล อัครสาวกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตักเตือนที่นักบุญเปาโล อัครสาวกให้นักบุญทิโมธี อัครสาวกยึดถือเป็นแนวทาง ธรรมประเพณีและพระคัมภีร์ ข้อความ 2 ข้อก่อนหน้านั้นกล่าวว่า “จงมั่นคงในคำสอนที่ท่านได้เรียนและมีความเชื่อมั่น ท่านก็รู้ว่าท่านเรียนรู้จากผู้ใด ตั้งแต่ยังเป็นเด็กท่านรู้จักพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งช่วยท่านให้มีความเฉลียวฉลาดเพื่อรับความรอดพ้นโดยอาศัยความเชื่อในพระคริสตเยซู” (2 ทิโมธี 3:14-15 อันตรายที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย)
นักบุญเปาโล อัครสาวกบอกนักบุญทิโมธี อัครสาวกให้ยึดมั่นในสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการแรก เพราะท่านรู้ว่า ท่านเรียนรู้มาจากใคร จากนักบุญเปาโล อัครสาวกเอง และประการที่ 2 เพราะท่านได้รับการศึกษาจากพระคัมภีร์ เหตุผลข้อแรกนี้เป็นการอ้างอิงโดยตรงถึงธรรมประเพณีของอัครสาวก คำสอนปากเปล่าที่นักบุญเปาโล อัครสาวกได้ถ่ายทอดให้นักบุญทิโมธี อัครสาวก ดังนั้นพี่น้องนิกายโปรเตสแตนต์จึงต้องนำ 2 ทิโมธี 3:16-17 ออกจากบริบทเพื่อไปสู่ทฤษฎี Sola Scriptura (พระคัมภีร์เท่านั้น) แต่เมื่ออ่านข้อความในบริบทแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าข้อความนี้กำลังสอนถึงความสำคัญของธรรมประเพณีของอัครสาวก!
พระคัมภีร์ปฏิเสธว่า มันเพียงพอที่จะเป็นหลักแห่งความเชื่อที่สมบูรณ์ นักบุญเปาโล อัครสาวกกล่าวว่า คำสอนของคริสตชนส่วนใหญ่พบได้ในธรรมประเพณีที่สืบทอดกันมาด้วยวาจา (2 ทิโมธี 2:2) ท่านแนะนำเราว่า “ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยืนหยัดมั่นคงและยึดถือธรรมประเพณีที่ท่านเรียนรู้มาทั้งด้วยวาจาและด้วยจดหมายของเรา” (2 เธสะโลนิกา 2:15 คำเตือนใจให้ยืนหยัดมั่นคงต่อไป)
+ จงถ่ายทอดสิ่งที่ท่านได้ยินจากข้าพเจ้า โดยมีหลายคนเป็นพยานแก่คนที่น่าเชื่อถือซึ่งจะสอนคนอื่นต่อไปได้ - 2 ทิโมธี 2:2 ทิโมธีควรเผชิญความยากลำบาก
คำสอนด้วยวาจานี้ได้รับการยอมรับจากคริสตชน เช่นเดียวกับที่พวกเขายอมรับคำสอนที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่มาถึงพวกเขาในภายหลัง พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า “ผู้ใดฟังท่าน ผู้นั้นฟังเรา ผู้ใดสบประมาทท่าน ผู้นั้นสบประมาทเรา ผู้ที่สบประมาทเรา ก็สบประมาทผู้ที่ทรงส่งเรามา” (ลูกา 10:16 พระเยซูเจ้าทรงส่งศิษย์เจ็ดสิบสองคน) พระศาสนจักร โดยผ่านทางบรรดาอัครสาวก ได้รับอำนาจจากพระคริสตเจ้าให้สอน พระศาสนจักรจะเป็นตัวแทนของพระองค์ พระองค์ทรงมอบหมายให้พวกท่านว่า “จงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา” (มัทธิว 28:19)
+ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงไปสั่งสอนนานาชาติให้มาเป็นศิษย์ของเรา ทำพิธีล้างบาปให้เขาเดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และพระจิต - มัทธิว 28:19 พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์ในแคว้นกาลิลี ทรงส่งบรรดาอัครสาวกไปทั่วโลก
แล้วจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? โดยการเทศน์สั่งสอน โดยการสอนด้วยวาจา : “ดังนั้น ความเชื่อจึงมาจากการฟัง สิ่งที่ได้ฟังก็มาจากพระวาจาของพระคริสตเจ้า” (โรม 10:17 อิสราเอลไม่อาจแก้ตัวได้) พระศาสนจักรจะเป็นอาจารย์ผู้มีชีวิตอยู่เสมอ การจำกัด “พระวาจาของพระคริสตเจ้า” ไว้เฉพาะคำที่เขียนไว้ หรือการบอกว่าคำสอนทั้งหมดของพระองค์ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นเป็นความเข้าใจผิด พระคัมภีร์ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดใดๆ ทั้ง 2 อย่างนี้เลย