[img]https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/md/2026/06/bYW98t8NLCkXh6ZKiC0B.webp?x-image-process=style/LG[/img]
KEY POINTS
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเปรียบเทียบโซเชียลมีเดียว่าเป็น "บุหรี่ยุคใหม่" ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต พฤติกรรม และการนอนหลับของเด็กและวัยรุ่น
โซเชียลมีเดียมีกลไกการออกแบบที่จงใจสร้างการเสพติด (addictive design) คล้ายบุหรี่ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า
จากความกังวลดังกล่าว ทำให้หลายประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุมและแบนการใช้โซเชียลมีเดียในกลุ่มเด็กและเยาวชน เช่น ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร
ท่ามกลางยุคที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของมนุษย์ คำถามที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการสุขภาพทั่วโลกคือ “โซเชียลมีเดีย” กำลังกลายเป็นภัยต่อสุขภาพรูปแบบใหม่หรือไม่
ล่าสุด กลุ่มแพทย์อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากสหราชอาณาจักร ออกมาเปรียบเทียบว่า “โซเชียลมีเดียอาจเป็นเหมือนบุหรี่ยุคใหม่” ไม่ใช่เพราะมันทำลายปอดเหมือนการสูบบุหรี่ แต่เพราะมันกำลังส่งผลต่อสุขภาพจิต พฤติกรรม การนอนหลับ และพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่นอย่างรวดเร็วในระดับที่สังคมไม่ควรมองข้าม
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ ชวนสำรวจว่า เหตุใดผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจำนวนมากจึงเริ่มมอง “หน้าจอ” เป็นประเด็นสาธารณสุขสำคัญพอ ๆ กับบุหรี่ในอดีต และโลกกำลังพยายามรับมือกับผลกระทบนี้อย่างไร
เมื่อ “การเลื่อนหน้าจอ” ถูกเปรียบเทียบกับ “การสูบบุหรี่”
แถลงการณ์ดังกล่าวมาจาก Academy of Medical Royal Colleges ซึ่งเป็นองค์กรที่รวมราชวิทยาลัยแพทย์และสถาบันทางการแพทย์ 23 แห่งของสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์
องค์กรระบุว่า มี “ไม่กี่ประเด็น” ที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เห็นตรงกันมากเท่านี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชน
ผลสำรวจแพทย์ 132 คน พบว่า มากกว่าครึ่งเห็นผู้ป่วยเด็กหรือวัยรุ่นที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้หน้าจอและอุปกรณ์ดิจิทัล “อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง” ขณะที่กว่า 1 ใน 3 พบเคสลักษณะนี้ “หลายครั้งต่อสัปดาห์”
ผลกระทบที่พบมีตั้งแต่การบาดเจ็บทางร่างกาย ไปจนถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า การถูกกลั่นแกล้งออนไลน์ และภาวะบอบช้ำทางจิตใจจากการเห็นเนื้อหารุนแรงบนอินเทอร์เน็ต
บุหรี่ทำร้ายร่างกาย ส่วนโซเชียลมีเดียอาจกระทบสุขภาพจิต
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า บุหรี่และโซเชียลมีเดียสร้างอันตรายในรูปแบบที่ต่างกัน คือ บุหรี่จะค่อย ๆ ทำลายสุขภาพร่างกายในระยะยาว ทั้งระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอด ขณะที่โซเชียลมีเดียอาจสร้างผลกระทบทางจิตใจได้ “แทบจะทันที”
เด็กหรือวัยรุ่นอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการพบเห็นคลิปความรุนแรง ถูก Cyberbullying (ไซเบอร์บูลลี่) หรือ "การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์" รวมไปถึงเผชิญแรงกดดันทางสังคมจากโลกออนไลน์ ซึ่งอาจกระทบต่อสุขภาพจิต ความมั่นใจ และการมองคุณค่าของตัวเอง
งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปกับภาวะวิตกกังวล ความเครียด และคุณภาพชีวิตที่ลดลง แม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า “โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุโดยตรง” ของปัญหาเหล่านี้ทั้งหมดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในวารสาร JAMA Pediatrics และ The Lancet Child & Adolescent Health เคยรายงานว่า วัยรุ่นที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเวลานาน มีแนวโน้มเผชิญปัญหาสุขภาพจิตและการนอนหลับมากกว่ากลุ่มที่ใช้น้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้งานช่วงเวลากลางคืน
ทำไมโซเชียลมีเดียถึง “เลิกยาก”
หนึ่งในเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบโซเชียลมีเดียกับบุหรี่ คือ “กลไกการเสพติด”
ทั้งบุหรี่และแพลตฟอร์มโซเชียลต่างกระตุ้นระบบรางวัลในสมองผ่านสารโดพามีน ทำให้ผู้ใช้รู้สึกอยากกลับเข้าไปใช้งานซ้ำ ๆ
การแจ้งเตือน การเลื่อนฟีดไม่รู้จบ หรือระบบอัลกอริทึมที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุด ล้วนถูกวิจารณ์ว่าเป็น “addictive design” หรือการออกแบบที่จงใจสร้างพฤติกรรมเสพติด
งานวิจัยบางชิ้นยังพบว่า การใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักอาจสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ด้วย
ข้อมูลจากงานศึกษาหนึ่งระบุว่า วัยรุ่นที่ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน มีแนวโน้มใช้บุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่ากลุ่มที่ใช้น้อยถึงประมาณ 5 เท่า แม้ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจะยังมีบทบาทร่วมด้วยก็ตาม
“นอนน้อย” ผลกระทบที่หลายคนกำลังเผชิญ
อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล คือคุณภาพการนอนของเด็กและวัยรุ่น
การเลื่อนโทรศัพท์ก่อนนอน กลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนจำนวนมาก แต่แสงสีฟ้าจากหน้าจอ รวมถึงการกระตุ้นทางอารมณ์จากคอนเทนต์ออนไลน์ อาจรบกวนวงจรการนอนหลับตามธรรมชาติของร่างกาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับระบุว่า วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยสูญเสียเวลานอนรวมกัน “เทียบเท่ากับการอดนอนทั้งคืนหนึ่งคืนต่อสัปดาห์” จากการเล่นโทรศัพท์ตอนดึกและเมื่อการนอนหลับลดลง ผลกระทบก็มักลามต่อไปยังสมาธิ การเรียน อารมณ์ ความจำ และสุขภาพจิตในระยะยาว
หลายประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุมจริงจัง
ความกังวลนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็ก
ออสเตรเลีย ได้กลายมาเป็นประเทศแรกที่ประกาศแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่หลายประเทศในยุโรปกำลังพิจารณามาตรการลักษณะเดียวกัน
ด้านสหราชอาณาจักรกำลังหารือถึงมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดเวลาใช้งาน การตั้งเคอร์ฟิวการใช้แอปช่วงกลางคืน และการควบคุมฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้เด็กใช้งานต่อเนื่อง
โรงเรียนจำนวนมากเองก็เริ่มใช้นโยบาย “Phone-Free School” หรือโรงเรียนปลอดโทรศัพท์ เพื่อช่วยลดสิ่งรบกวนและส่งเสริมสมาธิในห้องเรียน
ปัญหาอาจไม่ใช่ “การใช้” แต่คือ “ใช้อย่างไร”
แม้โซเชียลมีเดียจะถูกตั้งคำถามเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งก็เห็นว่า การมองโลกออนไลน์เป็น “ผู้ร้ายทั้งหมด” อาจง่ายเกินไป
เพราะสำหรับวัยรุ่นหลายคน โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้พวกเขาได้เจอคนที่เข้าใจตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ค้นหาแรงบันดาลใจ หรือแม้แต่ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวในชีวิตจริง
นักวิจัยหลายคนจึงมองว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่การตัดสินว่า “ควรใช้หรือไม่ใช้” แต่คือ “ใช้อย่างไร” มากกว่า
ในโลกที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ความท้าทายอาจไม่ใช่การตัดขาดจากหน้าจอทั้งหมด แต่อาจเป็นการสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์ สุขภาพจิต การนอนหลับ และชีวิตจริงนอกจอให้มากขึ้นกว่าเดิม
โซเชียลมีเดียอันตรายพอ ๆ กับบุหรี่ หลายประเทศเริ่มแบน