.
ไทยโดนด้วย! รบ.ทรัมป์ ชงรีดภาษีเพิ่ม 10-12.5% สินค้านำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เหตุล้มเหลวคุมแรงงานบังคับ
.
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% หรือ 12.5% สำหรับสินค้านำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากพบว่าประเทศและเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ล้มเหลวในการดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อยับยั้งการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐ
.
ข้อเสนอนี้จากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นข้อสรุปล่าสุดจากการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐที่เปิดเผยออกมาในขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามฟื้นฟูมาตรการภาษีฉุกเฉิน ซึ่งถูกศาลสูงสุดสหรัฐตีตกไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
.
รอยเตอร์รายงานว่า USTR ระบุว่าได้ตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษี 10% ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนการใช้แรงงานบังคับจากสินค้านำเข้าจากประเทศแคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวันและสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 45 ประเทศที่เหลือในการสอบสวนจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%
.
นายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ความล้มเหลวของคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างพลวัตที่ทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบังคับให้แข่งขันในสนามแข่งขันในระดับโลกที่ไม่เท่าเทียมกัน
.
USTR ระบุว่า ยังกำลังเสนอกลไกสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่จะอนุญาตให้สินค้านำเข้าประเภทเครื่องแต่งกายและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดเข้าสู่สหรัฐได้ในอัตราภาษีที่ลดลง แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยอัตราภาษีและปริมาณสินค้าที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว
.
การประกาศมาตรการทางภาษีครั้งนี้เกิดก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% ที่รัฐบาลทรัมป์กำหนดไว้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันที่ศาลสูงสุดสหรัฐได้สั่งยกเลิกมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA)
.
รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา USTR เพิ่งได้เสนอเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าหลายรายการจากบราซิล อันเป็นผลมาจากการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับแนวทางการค้าดิจิทัลและภาษีพิเศษ คาดว่า USTR จะเปิดเผยผลการสอบสวนครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการสะสมกำลังการผลิตส่วนเกินใน 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงจีนในเร็วๆ นี้ด้วย
.
ในส่วนของการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ USTR ระบุว่าจะยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าหลายรายการ ได้แก่ พลังงาน แร่หายากและโลหะบางชนิด เนื้อวัว กาแฟ ผลไม้และผักบางชนิด ยา สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน
.
ทั้งนี้ในแถลงการณ์ของ USTR ให้รายละเอียดแยกเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ โดยแบ่งเป็น 54 เขตเศรษฐกิจที่ถูกระบุว่า ล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส ฮ่องกง อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย มาเลเซีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อุรุกวัย เวเนซุเอลา เวียดนาม และไทย
.
อีก 6 เขตเศรษฐกิจ ที่ล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
.
โดย USTR ระบุทิ้งท้ายว่าจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับมาตรการภาษีและมาตรการแก้ไขอื่นๆ ที่เสนอไว้จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม โดยจะมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในวันที่ 7 กรกฎาคม
.
.
ชมรมเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วปท. ตบเท้ายื่นอธิบดีกรมประมง 10 มิ.ย. จี้แก้ราคากุ้งตกต่ำ-เจรจามาเลย์ระงับนำเข้ากุ้งไทย.
https://www.matichon.co.th/region/news_5745866
.
10 มิ.ย.นี้ ตัวแทนชมรมเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วปท. ตบเท้ายื่นอธิบดีกรมประมง จี้แก้ปัญหาราคาต่ำต่อเนื่อง-เจรจามาเลย์ ระงับนำเข้ากุ้งไทย วอนชดเชยส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงกก.ละ 20 บาท
.
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ ใช้วิธีลดพื้นที่การเพาะเลี้ยงลง เพื่อลดปริมาณกุ้ง ไม่ให้มีจำนวนมากเกินความต้องการ เมื่อจับกุ้งเสร็จก็พักบ่อไว้ หลังจากราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากกุ้งขนาด 40 ตัว/กิโลกรัม ราคา 200 บาท เหลือ 155 บาท, 50 ตัวต่อกิโลกรัม 190 บาท เหลือ 140 บาท, 60 ตัว ราคา 160-170 บาท เหลือ 125 บาท ขณะที่ราคาอาหารกุ้ง เคมีภัณฑ์ น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก
.
นายหรินทร์ ลือประสงค์จิตร ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ตัวแทนสมาคม/ชมรม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ เตรียมเข้าพบและยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมประมง และกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างเร่งด่วน เช่น ชดเชยราคาส่วนต่าง กิโลกรัมละ 20 บาท ลดค่าเชื้อเพลิงกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว กุ้งแช่บ๊วย กุ้งน้ำตาล และกุ้งฟ้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้โดยตรง
.
เนื่องจากประเทศมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญของเกษตรกรไทย โดยมีการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 8,000 -10000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของการส่งออกของไทย รองรับผลผลิตกุ้งทั้งจากการเพาะเลี้ยง และการทำการประมงจับจากธรรมชาติโดยเฉพาะผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ ทำให้สามารถระบายกุ้งไปได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่ต้องขนส่งขึ้นมาขายในภาคกลาง และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงราคาในช่วงที่ราคาตก การประกาศมาตรการดังกล่าวและให้มีผลบังคับใช้ในเวลาอันสั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะด้านราคาและความเชื่อมั่นของเกษตรกร จึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยขอให้มีการเจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรน หรือขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวออกไปก่อน
.
.
พูดแล้วรับผิดชอบด้วย! ชัชชาติ ท้า พรรคเศรษฐกิจ แฉหลักฐานซื้อตำแหน่ง ลั่น “ระบบอากง” ไม่มีจริง
https://www.dailynews.co.th/news/5915051/
.
ชัชชาติ ลั่นไม่กังวลพรรคเศรษฐกิจจ้องถล่มปมทุจริตบอร์ด กทม. ท้ามีหลักฐานให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. อย่าทำตัวเป็นเด็กอมมือดิสเครดิตช่วงโค้งสุดท้าย เตือนส่งฝ่ายกฎหมายจี้ติด หากทำเข้าใจผิดพร้อมฟ้องอาญาทันที!
.
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่สยามสแควร์วัน นาย
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และการทุจริตคอร์รัปชันผ่าน “
ระบบอากง” ว่า ที่จริงแล้วทีมงานของพรรคเศรษฐกิจต่างคุ้นเคยกันดี เนื่องจากหลายคนเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) มาก่อน และมีการพูดคุยกันมาโดยตลอด
.
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า “
เอาเลย แจ้งมาเลย แต่เมื่อพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองด้วย หากมีหลักฐานจริง ผมคงไม่สามารถทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะเรื่องความโปร่งใสและการทุจริตเป็นประเด็นที่มีผู้ติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด หากมีข้อมูลจริง ก็ควรเปิดเผยตั้งแต่ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงเวลานี้ เพราะชัดเจนว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็นสิ่งที่เราไม่ทำ เนื่องจากถือเป็นจุดหายนะขององค์กร หากมีข้อมูลหรือประสบการณ์ใด ก็ขอให้นำมาเปิดเผย และหากข้อมูลชัดเจนก็สามารถแจ้งต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที อย่าพูดเพียงลอย ๆ”
.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจฝากคำถามมาว่า “
ซื้อกับใคร” นาย
ชัชชาติ กล่าวว่า “
ผมก็ไม่ทราบ หากท่านทราบก็ขอให้ชี้แจงมา แต่ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง การเผยแพร่ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้สมัคร อาจมีผลทางกฎหมายอาญาได้ ดังนั้นใครกล่าวหาอะไรก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายติดตามเรื่องดังกล่าวแล้ว”
.
นาย
ชัชชาติ กล่าวต่อว่า ตนเคยพบนายคริส โปตระนันทน์ ก่อนการเลือกตั้ง และพบปะกันอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงอดีตสมาชิก สก. หลายคนก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเพิ่งนำเรื่องดังกล่าวมาพูดในช่วงนี้ และอาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้รู้สึกกังวล หากมีข้อมูลหรือมีบุคคลใดแอบอ้างชื่อตน ก็ขอให้นำหลักฐานมาเปิดเผยอย่างชัดเจน เพราะตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกกรณี
.
เมื่อถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ถือเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเพียงพูดตามข้อเท็จจริง หากมีข้อมูลและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือหากมีการแอบอ้างชื่อตน ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน
.
“
จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการรับเงินเพื่อแลกกับการแต่งตั้ง เพราะท้ายที่สุดเราจะไม่มีทางได้ทีมงานที่มีคุณภาพ หากแต่งตั้งบุคคลที่ทุจริตหรือซื้อตำแหน่งเข้ามา ก็ย่อมไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีได้ เมื่อเจ้านายของเราคือประชาชน คนที่เข้ามาด้วยการทุจริตก็มีแนวโน้มที่จะทุจริตต่อ และนโยบายต่าง ๆ ก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำเช่นนั้น” นาย
ชัชชาติ กล่าว
.
นาย
ชัชชาติ กล่าวอีกว่า หากนาย
คริสมีความมั่นใจในข้อมูลที่มี ก็สามารถออกมาแถลงข่าวได้ แต่หากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที เพราะตนยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด
.
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึง “
ระบบอากง” นาย
ชัชชาติ กล่าวว่า “
ระบบอากงไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงคำที่ถูกสร้างขึ้นมา ส่วนที่มีการอ้างถึงแนวทางการทำงานของทีมงานนั้น ผมก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะที่คำว่า ‘อากง’ ที่ถูกกล่าวถึง หมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการพบปะกับสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ตามปกติ ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งกลับมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา”
JJNY : ไทยโดนด้วย! รบ.ทรัมป์ชงรีดภาษีเพิ่ม│ผู้เลี้ยงกุ้งทั่วปท.จี้แก้ราคากุ้งตกต่ำ│ชัชชาติท้าพรรคเศรษฐกิจ│รัสเซียรัวถล่ม
https://www.matichon.co.th/foreign/news_5745685
.
ไทยโดนด้วย! รบ.ทรัมป์ ชงรีดภาษีเพิ่ม 10-12.5% สินค้านำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เหตุล้มเหลวคุมแรงงานบังคับ
.
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้เสนอให้เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% หรือ 12.5% สำหรับสินค้านำเข้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากพบว่าประเทศและเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ล้มเหลวในการดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อยับยั้งการค้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลและเป็นอุปสรรคต่อการค้าของสหรัฐ
.
ข้อเสนอนี้จากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เป็นข้อสรุปล่าสุดจากการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐที่เปิดเผยออกมาในขณะที่รัฐบาลทรัมป์พยายามฟื้นฟูมาตรการภาษีฉุกเฉิน ซึ่งถูกศาลสูงสุดสหรัฐตีตกไปในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
.
รอยเตอร์รายงานว่า USTR ระบุว่าได้ตัดสินใจที่จะเรียกเก็บภาษี 10% ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนการใช้แรงงานบังคับจากสินค้านำเข้าจากประเทศแคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวันและสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 45 ประเทศที่เหลือในการสอบสวนจะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 12.5%
.
นายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ความล้มเหลวของคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างพลวัตที่ทำให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบังคับให้แข่งขันในสนามแข่งขันในระดับโลกที่ไม่เท่าเทียมกัน
.
USTR ระบุว่า ยังกำลังเสนอกลไกสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่จะอนุญาตให้สินค้านำเข้าประเภทเครื่องแต่งกายและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดเข้าสู่สหรัฐได้ในอัตราภาษีที่ลดลง แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยอัตราภาษีและปริมาณสินค้าที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว
.
การประกาศมาตรการทางภาษีครั้งนี้เกิดก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% ที่รัฐบาลทรัมป์กำหนดไว้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันที่ศาลสูงสุดสหรัฐได้สั่งยกเลิกมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA)
.
รอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา USTR เพิ่งได้เสนอเรียกเก็บภาษี 25% สำหรับสินค้าหลายรายการจากบราซิล อันเป็นผลมาจากการสอบสวนตามมาตรา 301 เกี่ยวกับแนวทางการค้าดิจิทัลและภาษีพิเศษ คาดว่า USTR จะเปิดเผยผลการสอบสวนครั้งสำคัญอีกครั้งภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการสะสมกำลังการผลิตส่วนเกินใน 16 ประเทศคู่ค้ารวมถึงจีนในเร็วๆ นี้ด้วย
.
ในส่วนของการสอบสวนเรื่องแรงงานบังคับ USTR ระบุว่าจะยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าหลายรายการ ได้แก่ พลังงาน แร่หายากและโลหะบางชนิด เนื้อวัว กาแฟ ผลไม้และผักบางชนิด ยา สารเคมีอินทรีย์ และชิ้นส่วนเครื่องบิน
.
ทั้งนี้ในแถลงการณ์ของ USTR ให้รายละเอียดแยกเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ โดยแบ่งเป็น 54 เขตเศรษฐกิจที่ถูกระบุว่า ล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส ฮ่องกง อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย มาเลเซีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อุรุกวัย เวเนซุเอลา เวียดนาม และไทย
.
อีก 6 เขตเศรษฐกิจ ที่ล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
.
โดย USTR ระบุทิ้งท้ายว่าจะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับมาตรการภาษีและมาตรการแก้ไขอื่นๆ ที่เสนอไว้จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม โดยจะมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในวันที่ 7 กรกฎาคม
.
.
ชมรมเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วปท. ตบเท้ายื่นอธิบดีกรมประมง 10 มิ.ย. จี้แก้ราคากุ้งตกต่ำ-เจรจามาเลย์ระงับนำเข้ากุ้งไทย.
https://www.matichon.co.th/region/news_5745866
.
10 มิ.ย.นี้ ตัวแทนชมรมเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วปท. ตบเท้ายื่นอธิบดีกรมประมง จี้แก้ปัญหาราคาต่ำต่อเนื่อง-เจรจามาเลย์ ระงับนำเข้ากุ้งไทย วอนชดเชยส่วนต่างค่าเชื้อเพลิงกก.ละ 20 บาท
.
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ ใช้วิธีลดพื้นที่การเพาะเลี้ยงลง เพื่อลดปริมาณกุ้ง ไม่ให้มีจำนวนมากเกินความต้องการ เมื่อจับกุ้งเสร็จก็พักบ่อไว้ หลังจากราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากกุ้งขนาด 40 ตัว/กิโลกรัม ราคา 200 บาท เหลือ 155 บาท, 50 ตัวต่อกิโลกรัม 190 บาท เหลือ 140 บาท, 60 ตัว ราคา 160-170 บาท เหลือ 125 บาท ขณะที่ราคาอาหารกุ้ง เคมีภัณฑ์ น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก
.
นายหรินทร์ ลือประสงค์จิตร ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ตัวแทนสมาคม/ชมรม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศ เตรียมเข้าพบและยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมประมง และกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ เพื่อเรียกร้องให้ช่วยเหลือเกษตรผู้เลี้ยงกุ้งอย่างเร่งด่วน เช่น ชดเชยราคาส่วนต่าง กิโลกรัมละ 20 บาท ลดค่าเชื้อเพลิงกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาว กุ้งแช่บ๊วย กุ้งน้ำตาล และกุ้งฟ้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้โดยตรง
.
เนื่องจากประเทศมาเลเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญของเกษตรกรไทย โดยมีการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 8,000 -10000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของการส่งออกของไทย รองรับผลผลิตกุ้งทั้งจากการเพาะเลี้ยง และการทำการประมงจับจากธรรมชาติโดยเฉพาะผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ ทำให้สามารถระบายกุ้งไปได้อีกทางหนึ่ง โดยไม่ต้องขนส่งขึ้นมาขายในภาคกลาง และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงราคาในช่วงที่ราคาตก การประกาศมาตรการดังกล่าวและให้มีผลบังคับใช้ในเวลาอันสั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะด้านราคาและความเชื่อมั่นของเกษตรกร จึงขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยขอให้มีการเจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรน หรือขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการดังกล่าวออกไปก่อน
.
.
พูดแล้วรับผิดชอบด้วย! ชัชชาติ ท้า พรรคเศรษฐกิจ แฉหลักฐานซื้อตำแหน่ง ลั่น “ระบบอากง” ไม่มีจริง
https://www.dailynews.co.th/news/5915051/
.
ชัชชาติ ลั่นไม่กังวลพรรคเศรษฐกิจจ้องถล่มปมทุจริตบอร์ด กทม. ท้ามีหลักฐานให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. อย่าทำตัวเป็นเด็กอมมือดิสเครดิตช่วงโค้งสุดท้าย เตือนส่งฝ่ายกฎหมายจี้ติด หากทำเข้าใจผิดพร้อมฟ้องอาญาทันที!
.
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่สยามสแควร์วัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจเตรียมตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และการทุจริตคอร์รัปชันผ่าน “ระบบอากง” ว่า ที่จริงแล้วทีมงานของพรรคเศรษฐกิจต่างคุ้นเคยกันดี เนื่องจากหลายคนเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) มาก่อน และมีการพูดคุยกันมาโดยตลอด
.
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างเรื่องการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขตนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า “เอาเลย แจ้งมาเลย แต่เมื่อพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองด้วย หากมีหลักฐานจริง ผมคงไม่สามารถทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ได้ เพราะเรื่องความโปร่งใสและการทุจริตเป็นประเด็นที่มีผู้ติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด หากมีข้อมูลจริง ก็ควรเปิดเผยตั้งแต่ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงเวลานี้ เพราะชัดเจนว่าการซื้อขายตำแหน่งเป็นสิ่งที่เราไม่ทำ เนื่องจากถือเป็นจุดหายนะขององค์กร หากมีข้อมูลหรือประสบการณ์ใด ก็ขอให้นำมาเปิดเผย และหากข้อมูลชัดเจนก็สามารถแจ้งต่อ ป.ป.ช. ได้ทันที อย่าพูดเพียงลอย ๆ”
.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคเศรษฐกิจฝากคำถามมาว่า “ซื้อกับใคร” นายชัชชาติ กล่าวว่า “ผมก็ไม่ทราบ หากท่านทราบก็ขอให้ชี้แจงมา แต่ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง การเผยแพร่ข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับผู้สมัคร อาจมีผลทางกฎหมายอาญาได้ ดังนั้นใครกล่าวหาอะไรก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ขณะนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายติดตามเรื่องดังกล่าวแล้ว”
.
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ตนเคยพบนายคริส โปตระนันทน์ ก่อนการเลือกตั้ง และพบปะกันอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมถึงอดีตสมาชิก สก. หลายคนก็ไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จึงอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าเหตุใดจึงเพิ่งนำเรื่องดังกล่าวมาพูดในช่วงนี้ และอาจมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้รู้สึกกังวล หากมีข้อมูลหรือมีบุคคลใดแอบอ้างชื่อตน ก็ขอให้นำหลักฐานมาเปิดเผยอย่างชัดเจน เพราะตนพร้อมรับการตรวจสอบทุกกรณี
.
เมื่อถามว่า การออกมาเคลื่อนไหวในช่วงเวลานี้ถือเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ตนเพียงพูดตามข้อเท็จจริง หากมีข้อมูลและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือหากมีการแอบอ้างชื่อตน ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน
.
“จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีการรับเงินเพื่อแลกกับการแต่งตั้ง เพราะท้ายที่สุดเราจะไม่มีทางได้ทีมงานที่มีคุณภาพ หากแต่งตั้งบุคคลที่ทุจริตหรือซื้อตำแหน่งเข้ามา ก็ย่อมไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีได้ เมื่อเจ้านายของเราคือประชาชน คนที่เข้ามาด้วยการทุจริตก็มีแนวโน้มที่จะทุจริตต่อ และนโยบายต่าง ๆ ก็จะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำเช่นนั้น” นายชัชชาติ กล่าว
.
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า หากนายคริสมีความมั่นใจในข้อมูลที่มี ก็สามารถออกมาแถลงข่าวได้ แต่หากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทันที เพราะตนยืนยันเรื่องนี้มาโดยตลอด
.
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึง “ระบบอากง” นายชัชชาติ กล่าวว่า “ระบบอากงไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงคำที่ถูกสร้างขึ้นมา ส่วนที่มีการอ้างถึงแนวทางการทำงานของทีมงานนั้น ผมก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะที่คำว่า ‘อากง’ ที่ถูกกล่าวถึง หมายถึงนายต่อศักดิ์ โชติมงคล อดีตประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการพบปะกับสมาชิกพรรคการเมืองต่าง ๆ ตามปกติ ไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งกลับมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา”