ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง กังวลสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ และ สหรัฐขึ้นภาษีละเลยปัญหาแรงงานบังคับ ไทยโดน 12.5%



ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบทั้งกระดาน หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุอีกระลอก ดันราคาน้ำมันพุ่ง นักลงทุนหวั่นเงินเฟ้อกลับมากดดันดอกเบี้ยสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายในแดนลบในวันพุธ (4 มิ.ย.) หลังนักลงทุนเทขายทำกำไรจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความวิตกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและจุดกระแสกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
 

ดัชนีหลักทั้ง 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงพร้อมกัน โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีเป็นตัวฉุดสำคัญ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ปรับตัวลงมากกว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน
 

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ 1.21% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,553.72 จุด ลดลง 56.06 จุด หรือ 0.74% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ 0.89%
 

แม้ว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% สะท้อนว่ากระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง แต่หุ้นยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ซึ่งเป็นหัวหอกด้าน AI จำนวน 6 บริษัทกลับปิดลบ โดยมีเพียง Meta Platforms ที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ 4.2%
 

ขณะเดียวกัน ดัชนี S&P Software & Services ซึ่งได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความกังวลว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ร่วงลงถึง 4% ในวันเดียว
 

ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางอากาศตอบโต้กันอีกระลอก นับเป็นบททดสอบครั้งใหม่ของข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง และทำให้ความหวังในการลดความตึงเครียดของภูมิภาคลดลง
 

ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ขณะที่การเจรจาระหว่างกรุงเตหะรานและกรุงวอชิงตันยังไม่แสดงสัญญาณความคืบหน้าที่ชัดเจน
 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 97.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 1.89% ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ ปิดที่ 96.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.26 ดอลลาร์ หรือ 2.41%
 

นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการในวงกว้าง ซึ่งเสี่ยงกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดหวัง
 

ด้านตลาดทองคำ ซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กลับเผชิญแรงขายเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามจะทำให้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น
 

ราคาทองสปอตลดลง 1% ปิดที่ 4,440.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดลดลง 1.2% อยู่ที่ 4,466.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์
 


สหรัฐจ่อขึ้นภาษี 60 ชาติ จากมาตรา 301 อ้างละเลยปัญหาแรงงานบังคับ ไทยโดน 12.5%

รัฐบาลทรัมป์เสนอเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม 10-12.5% กับ 60 เขตเศรษฐกิจ จากมาตรา 301 หลังชี้ไม่สามารถสกัดสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้ กระทบคู่ค้ารายใหญ่รวมอียู ไทยอ่วม โดน 12.5%

รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้ามาตรการการค้าเชิงรุกอีกระลอก โดยเสนอเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 10% และ 12.5% ต่อสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก หลังผลการสอบสวนพบว่าหลายประเทศยังไม่สามารถจัดการปัญหาการนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้าของสหรัฐ
 

 

ตามข้อเสนอใหม่ USTR เตรียมจัดเก็บภาษีเพิ่ม 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากกลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป เม็กซิโก อินโดนีเซีย ปากีสถาน อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา กัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ มาเลเซีย ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และเอกวาดอร์
 

ส่วนอีก 45 ประเทศที่อยู่ภายใต้การสอบสวน จะเผชิญอัตราภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่สูงกว่า คือ 12.5% รวมทั้งไทยที่อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
 

ในกรณีของประเทศไทย จากการสอบสวนเชิงลึกภายใต้ Section VI.A.53 USTR จัดกลุ่มประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ "ล้มเหลวทั้งในการกำหนดข้อห้ามทางกฎหมายและล้มเหลวในการบังคับใช้จริง" (Failed both to impose a legal prohibition and to effectively enforce)
 

สถานะของไทยมีความเปราะบางกว่าคู่ค้ากลุ่ม "Success 6" (เช่น แคนาดา และสหภาพยุโรป) ที่แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการบังคับใช้ แต่ยังมีการวางรากฐานกฎหมายที่ชัดเจน ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างของไทยที่ USTR ระบุมีดังนี้:

-ขาดข้อห้ามนำเข้าที่ชัดเจนและเด็ดขาด (Unequivocal Ban): มาตรฐานสหรัฐฯ กำหนดว่ากฎหมายต้องสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่มีส่วนประกอบจากแรงงานบังคับแม้เพียง "ระดับที่น้อยมาก" (Negligible degree) แต่กฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์ "Zero Tolerance" ที่เทียบเท่ามาตรา 307 ของ Tariff Act of 1930

-ขาดอำนาจการกักกันสินค้า ณ ด่านศุลกากร: USTR ไม่พบหลักฐานว่าศุลกากรไทยมีอำนาจทางกฎหมายในการกักสินค้า (Seizure or Detention) หากสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับแรงงานบังคับในระดับซัพพลายเชน

-ช่องว่างในการบังคับใช้: ขณะที่สหรัฐฯ บังคับใช้กฎหมาย UFLPA จนนำไปสู่การกักและตรวจสอบสินค้ากว่า 41,857 รายการ และปฏิเสธการนำเข้าถึง 22,879 รายการ แต่ไทยกลับไม่มีกลไกการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพในลักษณะเดียวกัน

การตีความพฤติกรรม "ไม่สมเหตุสมผล" (Unreasonable) และกำไรจากการบิดเบือนตลาด
USTR ใช้มาตรา 301(d)(3)(A) ตัดสินพฤติกรรมของไทยว่าเป็นเรื่อง "ไม่สมเหตุสมผล" เนื่องจากเป็นการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ "ไม่เป็นธรรมและไม่เสมอภาค" โดยมีบทวิเคราะห์คือ:
 

-การลดต้นทุนเทียม (Artificial Lowering Costs): ILO ประเมินว่าการใช้แรงงานบังคับสร้างกำไรผิดกฎหมายทั่วโลกสูงถึง 6.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งเกิดจากการเบียดบังค่าจ้างและค่าธรรมเนียมจัดหาแรงงาน สหรัฐฯ ถือว่ากำไรเหล่านี้เป็น "Non-market based profit" ที่ทำลายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง

-การบั่นทอนความสามารถในการทำกำไร: บริษัทสหรัฐฯ และบริษัทไทยที่ลงทุนในระบบตรวจสอบซัพพลายเชน (Due Diligence) ต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Costs) ซึ่งเทียบเท่ากับกำแพงภาษีประมาณ 2.5% ทำให้เสียเปรียบสินค้าจากประเทศที่เพิกเฉยต่อมาตรฐานแรงงาน

-ความเสี่ยงจากการเป็น "แหล่งฟอกสินค้า" (Circumvention): USTR แสดงความกังวลว่าประเทศที่ไม่มีข้อห้ามนำเข้าที่ชัดเจนอย่างไทย จะกลายเป็นจุดพักสินค้า (Transit Hub) เพื่อนำสินค้าที่มีปัญหามาปะปน (Commingled) กับสินค้าที่ถูกต้องก่อนส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ
 

ความเสียหายต่อพาณิชย์ของสหรัฐฯ: กรณีศึกษาที่ไทยต้องระวัง
 

สหรัฐฯ พบว่าสินค้าจากไทยที่อาจเกี่ยวข้องกับวัตถุดิบความเสี่ยงสูงกำลังทำลายตลาดของสหรัฐฯ ผ่านกลไก "การปะปนสินค้า" (Commingling) และ "ข้อสันนิษฐานที่หักล้างได้" (Rebuttable Presumption) ดังกรณีศึกษาต่อไปนี้:

-ข้าวและสินค้าเกษตร: กรณีศึกษา "ข้าวเบอร์มาในสเปน" แสดงให้เห็นว่าข้าวราคาต่ำจากแรงงานบังคับแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากข้าวสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ผู้ส่งออกข้าวและเนื้อวัวไทยอาจถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นหากซัพพลายเชนมีความคลุมเครือ

-ยาสูบ (Tobacco): กรณี "ยาสูบมาลาวีในโปแลนด์" เป็นบทเรียนว่าเมื่อสหรัฐฯ สั่งแบนยาสูบจากมาลาวี (WRO) สินค้าเหล่านี้จะไหลไปยังตลาดที่ไม่มีกฎหมายสั่งห้าม และถูกนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งต่อ ไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกระงับการนำเข้าทันทีหากมีการปะปนของวัตถุดิบเหล่านี้

-พลังงานแสงอาทิตย์และฝ้าย: สินค้าที่มีต้นทางจากภูมิภาคซินเจียง เช่น โพลีซิลิคอน (Polysilicon) และฝ้าย (Cotton) ซึ่งสหรัฐฯ ใช้กฎหมาย UFLPA บังคับใช้อย่างเข้มข้น หากผู้ผลิตไทยยังมีการนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้มาใช้ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์หรือสิ่งทอ แม้เพียงสัดส่วน "Negligible" สินค้าทั้งล็อตจะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที
 

นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ระบุว่า การที่ประเทศคู่ค้าสำคัญจำนวนมากยังไม่สามารถจัดการปัญหาสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้ ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และทำให้แรงงานอเมริกันต้องแข่งขันในตลาดโลกภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม
 

“ความล้มเหลวในการจัดการกับสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมในห่วงโซ่อุปทานโลก และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตและแรงงานสหรัฐ” เกรียร์กล่าว
 

นอกจากมาตรการภาษีแล้ว USTR ยังเสนอจัดตั้งกลไกพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยเปิดทางให้สินค้าบางส่วนสามารถเข้าสู่ตลาดสหรัฐภายใต้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณสินค้าและอัตราภาษีที่จะใช้ก็ตาม
 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ จะครบกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
 

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน USTR ยังได้เสนอเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าหลายรายการจากบราซิล ภายหลังการสอบสวนด้านนโยบายการค้าดิจิทัลและการให้สิทธิพิเศษทางภาษีของรัฐบาลบราซิล ขณะที่อีกไม่นาน สหรัฐยังเตรียมเปิดเผยผลการสอบสวนมาตรา 301 อีกคดีสำคัญเกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมของ 16 ประเทศคู่ค้า รวมถึงจีน
 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม อาทิ พลังงาน แร่หายาก โลหะบางชนิด เนื้อวัว กาแฟ ผักและผลไม้บางประเภท ยาและเวชภัณฑ์ สารเคมีอินทรีย์ รวมถึงชิ้นส่วนอากาศยาน
 

USTR เปิดเผยว่า จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอครั้งนี้จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนจัดการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐและการค้าระหว่างประเทศ
 



แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่