ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรง ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ร่วงกว่า 1% หลังเฟดคงดอกเบี้ยแต่ส่งสัญญาณอาจขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะราคาน้ำมันพุ่ง ราคาทองคำดิ่งรับดอลลาร์แข็งค่า
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบอย่างหนักในการซื้อขายวันพุธ (18 มิ.ย.) หลังนักลงทุนปรับมุมมองใหม่ต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยเชื่อว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ หลังส่งสัญญาณชัดเจนถึงความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงมากกว่า 1% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงกว่า 500 จุด หลังการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของธนาคารกลางยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและควบคุมเงินเฟ้อ
แม้เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจรายไตรมาสฉบับล่าสุดระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟด 9 คนจากทั้งหมดเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2026 เพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 
นอกจากนี้ เฟดยังได้ถอดถ้อยคำในแถลงการณ์ที่เคยส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการลดอัตราดอกเบี้ยออกไป ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการเปลี่ยนจุดยืนไปสู่ท่าทีที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินเร่งปรับคาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐให้น้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะที่โอกาสที่ดอกเบี้ยจะทรงตัวจนถึงสิ้นปีลดลงเหลือเพียงประมาณ 13% จาก 40% ในวันก่อนหน้า
ผลจากความกังวลดังกล่าวทำให้ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,492.55 จุด ลดลง 507.12 จุด หรือ 0.98% หลังจากก่อนหน้านี้ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกัน 2 วัน ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,420.10 จุด ลดลง 91.25 จุด หรือ 1.21% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 26,021.66 จุด ลดลง 354.69 จุด หรือ 1.34%
ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเกือบ 1% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังไม่ถือว่าเสร็จสมบูรณ์ และสงครามอาจกลับมาปะทุอีกครั้งหากเงื่อนไขต่าง ๆ ไม่เป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันส่วนเกินในปีหน้าช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคา
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 79.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ประมาณ 2,864 บาท) เพิ่มขึ้น 0.75% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ปิดที่ 76.79 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ประมาณ 2,764 บาท) เพิ่มขึ้น 0.97%
ด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำโลกพลิกกลับมาปรับตัวลดลงมากกว่า 1% หลังการประชุมเฟดส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต โดยราคาทองสปอตลดลง 0.7% มาอยู่ที่ 4,299.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 154,796 บาท) ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดบวก 0.6% ที่ 4,381.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (ประมาณ 157,730 บาท)
กูรูเตือนสหรัฐฯ-อิหร่าน สงบ ดัน 'บอนด์ยิลด์ 10 ปี' พุ่ง ดูดฟันด์โฟลว์ทิ้งหุ้น
KEY POINTS
ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและปลอดภัยกว่า ดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ให้โยกย้ายออกจากตลาดหุ้นไปสู่ตลาดตราสารหนี้
การไหลออกของเงินทุนดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มเทขายหุ้นเพื่อเข้าลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจกว่า
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกตอบรับเชิงบวกอย่างรุนแรงต่อกระแสข่าวที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ และเตรียมพร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้
ปัจจัยดังกล่าวเป็นแรงกดดันหลักให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเป็นแรงส่งให้ตลาดหุ้นโลกดีดตัวขึ้นแรงเมื่อวานนี้ นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น (+5.0%) และสหรัฐฯ (+0.9% ถึง +3.1%) ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลง ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อก็เริ่มลดลงตามไปด้วย
โดย Bloomberg ประเมินว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน มิ.ย. 69 มีแนวโน้มติดลบ -0.1% จากเดือนก่อน และคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้งปี 2569 จะลดลงเหลือ 3.7% (จากเดิมคาด 4.2%) ทั้งนี้ ตลาดกำลังรอดูมุมมองและถ้อยแถลงครั้งแรกของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ อย่าง เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) พร้อมจับตารายละเอียด Dot Plot ในการประชุมวันที่ 17 มิ.ย. 69 นี้
ขณะเดียวกันหุ้นเทคโนโลยีอวกาศอย่าง SPACEX (SPCX US) ยังคงร้อนแรง ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องกว่า +19.58% นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้น โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าจะถูกคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี NASDAQ-100 ในช่วงต้นเดือน ก.ค. 69 นี้
นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนประเภท Passive และ ETF ให้ไหลเข้าซื้อหุ้นได้มหาศาลราว 2.7 พันล้าน ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ฐ ประกอบกับ Free Float ของหุ้นที่มีเพียง 4% ทำให้เกิดภาวะอุปทานจำกัดและเป็นแรงหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น
จับตาบอนด์ยิลด์ดึงเงินออกตลาดทุน
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมสงครามจะก้าวเข้าสู่ช่วงท้ายของวัฏจักร (เฟสลงนามหยุดยิง) ซึ่งเป็นบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน แต่ฝ่ายวิจัยเตือนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบรับข่าวดีและ Price-in ผลเชิงบวกนี้ไปพอสมควรแล้ว สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ทั่วโลกที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเร่งตัวขึ้นถึง 30-50 bps. ในช่วงที่ผ่านมา (เช่น สหรัฐฯ +53.6 bps, ไทย +37.6 bps)
ผลตอบแทนของพันธบัตรที่สูงขึ้นและมีความปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ดึงดูดให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โยกเงินออกจากตลาดหุ้นเพื่อไปหาผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้แทน เพื่อล็อกกำไรในระยะนี้ ส่งผลให้ส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ของไทยลดลงจาก 4.1% ในช่วงก่อนสงคราม ลงมาเหลือ 3.7% ในปัจจุบัน
แนะกลยุทธ์สลับกลุ่มลงทุน
ด้านกลยุทธ์การลงทุนนั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำหมุนกลุ่มเล่น 3 ธีมรับสงครามผ่อนคลาย (BDMS-CPN-GULF) เมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนไป หรือการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) โดยเน้นหาโอกาสจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่มักฟื้นตัวได้ดีเมื่อทิศทางสงครามผ่อนคลาย แนะนำ 3 กลุ่มเด่น ได้แก่
กลุ่มอิงท่องเที่ยว (Tourism Play) : รับประโยชน์โดยตรงจากการเดินทางและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ได้แก่ BDMS, BCH, BH, CENTEL, MINT และ BA
กลุ่มต้นทุน Commodity (Commodity Cost Play) : รับอานิสงส์จากทิศทางต้นทุนวัตถุดิบและราคาพลังงานที่เริ่มลดลง ได้แก่ ICHI, CBG, HMPRO, GPSC, BGRIM และ GULF
กลุ่มการเงิน (Financial Play) : โดดเด่นในธีมปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR
โดยกำหนดให้หุ้น BDMS, CPN และ GULF เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks)
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ&กูรูเตือนสหรัฐฯ-อิหร่าน สงบ ดัน 'บอนด์ยิลด์ 10 ปี' พุ่ง