ในสายตาคนทั่วไป Ajinomoto คือสัญลักษณ์ของผงชูรส ซุปก้อน และอาหารแช่แข็งที่อยู่คู่ครัวมานานนับทศวรรษ แต่ในโลกการลงทุนระดับเลเซอร์ของวอลล์สตรีทและกองทุนระดับโลก ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นรายนี้กลับถูกขนานนามว่า เป็นหนึ่งในผู้เล่นทรงอิทธิพลที่สุดในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก
Bloomberg รายงานว่า ความร้อนแรงนี้สะท้อนผ่านราคาหุ้นของ Ajinomoto ที่ปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงมากกว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี 2026 จนผู้จัดการกองทุนชั้นนำถึงกับเรียกกราฟของหุ้นตัวนี้ว่าเป็น WTF Chart (กราฟพุ่งสูงน่าตกใจ) เป็นการเติบโตดีที่สุดของบริษัทนับตั้งแต่ปี 1986
.
ABF Film ฟิล์มบางๆ - Monopoly ซัพพลายเชน AI โลก
สิ่งที่เปลี่ยน Ajinomoto ให้เป็นหุ้น AI ไม่ใช่อาหาร แต่คือกลุ่มธุรกิจ Functional Materials (วัสดุหน้าที่พิเศษ) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและผลิตสารเคลือบฉนวนกันความร้อนที่มีชื่อว่า ABF (Ajinomoto Build-up Film) โดยใช้เทคโนโลยี AminoScience พัฒนาจากงานวิจัยกรดอะมิโนในฝั่งธุรกิจอาหาร
ปัจจุบัน Ajinomoto ครองส่วนแบ่งการตลาดของวัสดุ ABF ที่ใช้กับ CPU/GPU ระดับไฮเอนด์ สูงถึง 95%+ เรียกได้ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขาดไม่ได้
ABF เป็นฟิล์มฉนวนอินทรีย์สำคัญที่ใช้ในแผ่นฐาน (Substrate) เชื่อมต่อวงจรระดับไมโครระหว่างชิปประมวลผลความหนาแน่นสูง (เช่น GPU ความเร็วสูง) เข้ากับเมนบอร์ด
.
ชิป AI รุ่นใหม่อย่าง NVIDIA Blackwell B200 ต้องใช้พื้นที่ Substrate และวัสดุ ABF ต่อชิปมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 3–5 เท่า สื่อต่างประเทศจึงยกย่อง Ajinomoto ว่าเป็น Hidden Linchpin (สลักสำคัญที่ซ่อนอยู่) หรือ quiet game master ของอุตสาหกรรม AI เพราะต่อให้ออกแบบ GPU ได้ฉลาดล้ำแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีฟิล์ม ABF จากบริษัทอาหารญี่ปุ่นแห่งนี้ ชิป AI ก็ไม่สามารถประกอบร่างออกมาใช้งานได้เลย
เล็กเชิงรายได้ แต่ทรงพลังเชิงกำไร
.
หากดูงบการเงินล่าสุด (พฤษภาคม 2026) จะพบโครงสร้างธุรกิจน่าทึ่งมาก ซึ่งอธิบายว่าทำไมตลาดทุนโลกถึงยอมให้ Value ของหุ้นตัวนี้เทรดที่ระดับ Premium สูงลิ่ว
.
แม้รายได้จากฟิล์ม ABF จะอยู่ที่ราว 570 ล้านดอลลาร์ (18,570 ล้านบาท) ต่อปี หรือคิดเป็นเพียง 5–6% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม (ซึ่งส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจอาหารที่มีรายได้รวม 1.5 ล้านล้านเยน (10,000 ล้านดอลลาร์-325,750 ล้านบาท)
.
แต่กลุ่ม Functional Materials กลับทำกำไรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% (หรือ 1 ใน 5) ของกำไรทั้งกลุ่ม เนื่องจากมีอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Business Profit Margin) สูงเกินกว่า 50% (ขณะที่ธุรกิจอาหารดั้งเดิมมี Margin เฉลี่ยเพียง 10.5% เท่านั้น)
.
นอกจากนี้ ในปีล่าสุด สัดส่วนการใช้ฟิล์ม ABF ในเซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายได้กระโดดจาก 40% ในอดีต ขึ้นมาเป็น 70% บริษัทตั้งเป้าจะทะยานสู่ 75-85% ภายในปี 2030 เพื่อรองรับคลื่นยักษ์ Generative AI
.
ที่มา : BrandAge Online
Ajinomoto เบื้องหน้าแบรนด์อาหารพันล้าน เบื้องหลัง Chokepoint กุมชะตาชิบ AI โลก