
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมารีวิวหนังในตำนานที่เชื่อว่าหลายคนคงเคยดูกันมาแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของมันมาบ้าง นั่นก็คือ "Back to the Future" ครับ! สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่แค่หนัง แต่เป็นเหมือนความทรงจำวัยเด็กที่อบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้กลับไปดูอีกครั้ง ต่อให้ดูซ้ำกี่รอบต่อกี่รอบ ก็ยังคงความสนุก ตื่นเต้น และประทับใจไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆ ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู "Back to the Future" (ซึ่งก็คงมีน้อยมากแล้วล่ะครับ) หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ มาร์ตี้ แม็คฟลาย (Marty McFly) เด็กหนุ่มมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่ดันไปพัวพันกับ ด็อกเตอร์ เอ็มเม็ต บราวน์ (Dr. Emmett Brown) นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้ประดิษฐ์ "เครื่องย้อนเวลา" ที่ซ่อนอยู่ในรถยนต์ DeLorean DMC-12 สุดเจ๋งครับ เหตุการณ์มันเริ่มขึ้นเมื่อมาร์ตี้บังเอิญย้อนเวลากลับไปในปี 1955 และได้พบกับพ่อแม่ของตัวเองในสมัยวัยรุ่น ซึ่งเรื่องราวสุดป่วนก็บังเกิดขึ้นเมื่อมาร์ตี้ดันไปขัดขวางไม่ให้พ่อแม่ของเขารักกัน! ทีนี้แหละครับ งานเข้าเลยทีนี้ มาร์ตี้ต้องหาทางทำให้พ่อแม่ของเขากลับมารักกันให้ได้ก่อนที่ตัวเขาเองจะหายไปจากประวัติศาสตร์ และแน่นอนว่าเขาต้องหาทางกลับไปยังยุคของตัวเองให้ได้ด้วย
สิ่งที่ทำให้ "Back to the Future" เป็นหนังที่อมตะจริงๆ ก็คือบทภาพยนตร์ที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ครับ การเล่นกับเรื่องของเวลา การเปลี่ยนแปลงอดีตที่จะส่งผลต่ออนาคต มันถูกเล่าออกมาได้อย่างสนุกสนาน มีการวางแผนที่แยบยล และที่สำคัญคือเต็มไปด้วยโมเมนต์ที่เราคาดไม่ถึง ทำให้คนดูอย่างเรานั่งลุ้นนั่งเอาใจช่วยมาร์ตี้ไปตลอดทั้งเรื่องครับ
อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตัวละครครับ ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ ในบทมาร์ตี้ แม็คฟลาย นี่คือสุดยอดจริงๆ ครับ เขาถ่ายทอดความเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาดแกมโกง และมีความเป็นมนุษย์สูงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์มากๆ ส่วน คริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบท ด็อก บราวน์ ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ เขาคือภาพจำของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ใครๆ ก็รัก เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดเลยก็ว่าได้ การจับคู่ของสองคนนี้มันลงตัวมากๆ ครับ เคมีเข้ากันแบบสุดๆ
และถ้าพูดถึง "Back to the Future" จะไม่พูดถึงรถ DeLorean คันนี้ก็คงไม่ได้นะครับ! รถสปอร์ตสีเงินสุดคลาสสิกคันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังไปโดยปริยาย การที่มันสามารถย้อนเวลาได้ด้วยการขับด้วยความเร็ว 88 ไมล์ต่อชั่วโมง และปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา มันเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจของใครหลายๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ในยุคนั้น ดีไซน์ของรถคันนี้ก็ถือว่าล้ำยุคมากๆ แล้ว พอมาผนวกกับคอนเซ็ปต์เครื่องย้อนเวลา มันยิ่งทำให้รถคันนี้ดูพิเศษและน่าจดจำขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เพลงประกอบของหนังก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ "Back to the Future" สมบูรณ์แบบครับ เพลง "The Power of Love" ของ Huey Lewis and the News กลายเป็นเพลงฮิตติดหูที่พอได้ยินก็รู้เลยว่ามาจากหนังเรื่องนี้ทันที นอกจากนี้ดนตรีประกอบโดย Alan Silvestri ก็ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศของหนังได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งความตื่นเต้น ความสนุกสนาน และความรู้สึกของการผจญภัย
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในการดู "Back to the Future" ซ้ำๆ ก็คือการได้สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้สร้างใส่เข้ามาครับ บางทีมันก็เป็นมุกตลกที่ซ่อนอยู่ บางทีมันก็เป็นการเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภาคต่อไป หรือบางทีมันก็แค่การแสดงที่เนียนจนเราไม่ทันสังเกตในครั้งแรกๆ ที่ดู ยิ่งดูยิ่งค้นพบอะไรใหม่ๆ ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ไม่เคยน่าเบื่อเลยครับ
สำหรับแฟนๆ หนังชุดนี้ การได้ดูภาค 2 และภาค 3 ก็เป็นการผจญภัยที่ต่อยอดจากภาคแรกได้อย่างน่าสนใจครับ ภาค 2 พาเราไปสู่อนาคตปี 2015 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ (ที่หลายๆ อย่างก็กลายเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว!) และภาค 3 พาเราย้อนยุคไปสู่ยุคคาวบอย ซึ่งแต่ละภาคก็มีเสน่ห์และความสนุกในแบบของตัวเอง แต่สำหรับผม ภาคแรกคือภาคที่เริ่มต้นทุกอย่าง และเป็นภาคที่ผมรักมากที่สุดครับ
ในยุคที่หนัง Sci-Fi ระเบิดตูมตามออกมามากมาย "Back to the Future" ยังคงยืนหยัดเป็นหนังที่ดูสนุก ให้ความบันเทิง และยังคงมีข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น มันเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยจริงๆ ครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง หนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่จะมอบให้กับคุณแน่นอน
ถ้าใครยังไม่เคยดู ผมขอแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ อาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนผมที่ดูซ้ำเป็นสิบรอบ แต่ผมรับรองว่าคุณจะได้พบกับประสบการณ์ความบันเทิงที่ยอดเยี่ยมแน่นอนครับ ส่วนใครที่เคยดูแล้ว ลองกลับไปดูอีกครั้งดูนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะยังคงหลงรักมาร์ตี้ ด็อก และรถ DeLorean คันนี้เหมือนเดิมแน่นอนครับ!
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ ถ้ามีใครอยากคุยเรื่อง "Back to the Future" เพิ่มเติม หรือมีหนังเรื่องอื่นอยากให้รีวิว บอกกันมาได้เลยนะครับ ยินดีเสมอครับ!
ย้อนเวลาหา "Back to the Future" ฉบับดูซ้ำรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ยังฟิน!
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมจะมารีวิวหนังในตำนานที่เชื่อว่าหลายคนคงเคยดูกันมาแล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของมันมาบ้าง นั่นก็คือ "Back to the Future" ครับ! สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่แค่หนัง แต่เป็นเหมือนความทรงจำวัยเด็กที่อบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้กลับไปดูอีกครั้ง ต่อให้ดูซ้ำกี่รอบต่อกี่รอบ ก็ยังคงความสนุก ตื่นเต้น และประทับใจไม่เปลี่ยนแปลงจริงๆ ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู "Back to the Future" (ซึ่งก็คงมีน้อยมากแล้วล่ะครับ) หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ มาร์ตี้ แม็คฟลาย (Marty McFly) เด็กหนุ่มมัธยมปลายธรรมดาๆ ที่ดันไปพัวพันกับ ด็อกเตอร์ เอ็มเม็ต บราวน์ (Dr. Emmett Brown) นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องผู้ประดิษฐ์ "เครื่องย้อนเวลา" ที่ซ่อนอยู่ในรถยนต์ DeLorean DMC-12 สุดเจ๋งครับ เหตุการณ์มันเริ่มขึ้นเมื่อมาร์ตี้บังเอิญย้อนเวลากลับไปในปี 1955 และได้พบกับพ่อแม่ของตัวเองในสมัยวัยรุ่น ซึ่งเรื่องราวสุดป่วนก็บังเกิดขึ้นเมื่อมาร์ตี้ดันไปขัดขวางไม่ให้พ่อแม่ของเขารักกัน! ทีนี้แหละครับ งานเข้าเลยทีนี้ มาร์ตี้ต้องหาทางทำให้พ่อแม่ของเขากลับมารักกันให้ได้ก่อนที่ตัวเขาเองจะหายไปจากประวัติศาสตร์ และแน่นอนว่าเขาต้องหาทางกลับไปยังยุคของตัวเองให้ได้ด้วย
สิ่งที่ทำให้ "Back to the Future" เป็นหนังที่อมตะจริงๆ ก็คือบทภาพยนตร์ที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ครับ การเล่นกับเรื่องของเวลา การเปลี่ยนแปลงอดีตที่จะส่งผลต่ออนาคต มันถูกเล่าออกมาได้อย่างสนุกสนาน มีการวางแผนที่แยบยล และที่สำคัญคือเต็มไปด้วยโมเมนต์ที่เราคาดไม่ถึง ทำให้คนดูอย่างเรานั่งลุ้นนั่งเอาใจช่วยมาร์ตี้ไปตลอดทั้งเรื่องครับ
อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือตัวละครครับ ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ ในบทมาร์ตี้ แม็คฟลาย นี่คือสุดยอดจริงๆ ครับ เขาถ่ายทอดความเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทั้งกล้าหาญ ฉลาดแกมโกง และมีความเป็นมนุษย์สูงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์มากๆ ส่วน คริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบท ด็อก บราวน์ ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ เขาคือภาพจำของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่ใครๆ ก็รัก เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดเลยก็ว่าได้ การจับคู่ของสองคนนี้มันลงตัวมากๆ ครับ เคมีเข้ากันแบบสุดๆ
และถ้าพูดถึง "Back to the Future" จะไม่พูดถึงรถ DeLorean คันนี้ก็คงไม่ได้นะครับ! รถสปอร์ตสีเงินสุดคลาสสิกคันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังไปโดยปริยาย การที่มันสามารถย้อนเวลาได้ด้วยการขับด้วยความเร็ว 88 ไมล์ต่อชั่วโมง และปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา มันเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจของใครหลายๆ คนมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ในยุคนั้น ดีไซน์ของรถคันนี้ก็ถือว่าล้ำยุคมากๆ แล้ว พอมาผนวกกับคอนเซ็ปต์เครื่องย้อนเวลา มันยิ่งทำให้รถคันนี้ดูพิเศษและน่าจดจำขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เพลงประกอบของหนังก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ "Back to the Future" สมบูรณ์แบบครับ เพลง "The Power of Love" ของ Huey Lewis and the News กลายเป็นเพลงฮิตติดหูที่พอได้ยินก็รู้เลยว่ามาจากหนังเรื่องนี้ทันที นอกจากนี้ดนตรีประกอบโดย Alan Silvestri ก็ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศของหนังได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งความตื่นเต้น ความสนุกสนาน และความรู้สึกของการผจญภัย
สิ่งที่ผมชอบที่สุดในการดู "Back to the Future" ซ้ำๆ ก็คือการได้สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้สร้างใส่เข้ามาครับ บางทีมันก็เป็นมุกตลกที่ซ่อนอยู่ บางทีมันก็เป็นการเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในภาคต่อไป หรือบางทีมันก็แค่การแสดงที่เนียนจนเราไม่ทันสังเกตในครั้งแรกๆ ที่ดู ยิ่งดูยิ่งค้นพบอะไรใหม่ๆ ทำให้การดูหนังเรื่องนี้ไม่เคยน่าเบื่อเลยครับ
สำหรับแฟนๆ หนังชุดนี้ การได้ดูภาค 2 และภาค 3 ก็เป็นการผจญภัยที่ต่อยอดจากภาคแรกได้อย่างน่าสนใจครับ ภาค 2 พาเราไปสู่อนาคตปี 2015 ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ (ที่หลายๆ อย่างก็กลายเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว!) และภาค 3 พาเราย้อนยุคไปสู่ยุคคาวบอย ซึ่งแต่ละภาคก็มีเสน่ห์และความสนุกในแบบของตัวเอง แต่สำหรับผม ภาคแรกคือภาคที่เริ่มต้นทุกอย่าง และเป็นภาคที่ผมรักมากที่สุดครับ
ในยุคที่หนัง Sci-Fi ระเบิดตูมตามออกมามากมาย "Back to the Future" ยังคงยืนหยัดเป็นหนังที่ดูสนุก ให้ความบันเทิง และยังคงมีข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต การตัดสินใจ และการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น มันเป็นหนังที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยจริงๆ ครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวเอง หนังเรื่องนี้มีบางอย่างที่จะมอบให้กับคุณแน่นอน
ถ้าใครยังไม่เคยดู ผมขอแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ อาจจะไม่ได้รู้สึกเหมือนผมที่ดูซ้ำเป็นสิบรอบ แต่ผมรับรองว่าคุณจะได้พบกับประสบการณ์ความบันเทิงที่ยอดเยี่ยมแน่นอนครับ ส่วนใครที่เคยดูแล้ว ลองกลับไปดูอีกครั้งดูนะครับ ผมเชื่อว่าคุณจะยังคงหลงรักมาร์ตี้ ด็อก และรถ DeLorean คันนี้เหมือนเดิมแน่นอนครับ!
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ ถ้ามีใครอยากคุยเรื่อง "Back to the Future" เพิ่มเติม หรือมีหนังเรื่องอื่นอยากให้รีวิว บอกกันมาได้เลยนะครับ ยินดีเสมอครับ!