มาระบาย หรือมาอะไรก็ไม่รู้นะคะ เรื่องนี้ยาวนะคะ และน่าเบื่อน่ารำคาญ ปวดหัวมากค่ะ

เรื่องนี้เราไม่รู้ว่า เรารู้สึกเรากำลังปวดหัวอยู่กับอะไร
 
- ความกตัญญของสามีเราต่อครอบครัวเขาที่มันค้างคาใจเรา กระอักกระอ่วน จิตใจเรา
- ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้
- ปัญหามือที่สามที่มาในรูปแบบของครอบครัวสามี
- ความรักลูกไม่เท่ากันของแม่สามีแบบไม่ลืมหูลืมตาว่ากระทบอะไรบ้าง
หรืออะไร ???
 
คือ เราทำตัวไม่ถูกกับความกตัญญูของสามีเรา ที่มีต่อครอบครัวเขา
คือมันบอกไม่ถูกจริง ๆ
คือ มันถูกต้องเหรอ มันใช่ใช่ไหม
 
แม่สามีไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน
พ่อสามีล้มเหลวด้านการเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน และไม่คิดจะทำอะไรเพื่อครอบครัวจริง ๆ
แม่สามีจึงไปทำงานโรงงาน และให้ลูกชายคนโต เป็นคนถือเงิน เงินของแม่นั้นแหละ
แต่ให้พี่ชายคนโตเป็นคนถือ บริหารจัดการค่าใช้จ่าย
เหมือนให้ลูกชายคนโตเป็นคนดูแลครอบครัว
(ฉัน งง ไปหมด กับตรรกะความคิดของแม่สามี)
 
กลายเป็น สามีเราต้องเป็นหนี้บุญคุณพี่ชายเขา
เพียงเพราะแม่นั้นแหละ เอาเงินแม่ไปให้พี่ชายถือ และบริหารจัดการ
ส่งเงินให้น้องใช้ เมื่อน้องเงินไม่พอ
สามีเรามาเรียนกรุงเทพ กู้ กยศ.เรียน มีบางเดือนไม่พอ ก็ขอแม่
 
ในความคิดแม่สามี คือ พี่ชายคนโตต้องมีอำนาจมากที่สุด เป็นใหญ่ ได้รับเกียรติมากที่สุด
โอเค ไม่เป็นไร นั้น คือ วิถีชีวิตของบ้านเขา
 
แต่ตอนนี้ เราแต่งงานกับสามีแล้ว
มันกลายเป็นปัญหา
เพราะว่า พี่ชายของสามีต้องใหญ่ที่สุด ซึ่งแม่สามีจะมายกย่องให้พี่ชายใหญ่ที่สุดในครอบครัวของฉันด้วย
ครอบครัวของฉัน คือ สามี ฉัน และลูกของฉัน
 
ก่อนแต่งงานเราไม่โอเคกับพฤติกรรมสามีเรา และแม่สามีหลายอย่าง
แต่กับแม่สามีก็คิดว่าช่างเถอะ ไม่ได้อยู่ด้วยกัน
 
เหตุการณ์ที่ไม่โอเคกับพฤติกรรมสามี เรื่องของครัว
คือ เหตุการณ์ สามีเราจะบวช  
พ่อแม่สามีต้องการพิมพ์การ์ด เชิญญาติผู้ใหญ่
รู้กำหนดล่วงหน้า 5 เดือน
สามีเราโทรไปให้พี่ชายช่วยจัดการเรื่องพิมพ์การ์ดงานบวชให้
เดือนที่ 2 สามีโทรไปหาพี่ชาย พี่ชายบอกว่าจะรีบอะไรมีเวลาอีก 3 เดือน
พอเดือนที่ 4 โทรไปโอเคเดียวจัดการให้
พอเหลือเวลาอีก 2 อาทิตย์ถามว่าการ์ดเสร็จหรือยัง ตอบว่าเดียวจัดการให้
หลังว่างสาย เราถามสามีเราว่า ทำไมไม่ทำเอง เรื่องของตัวเอง ทำไมต้องไปรบกวนคนอื่น
สามีเราตอบว่า “ก็เขาเป็นพี่ชายคนโต” เราก็เหตุผลอะไร (วะ)
คนจะทำอะไรได้ ไม่ต้องเป็นพี่ชายคนโตหรอก มันทำได้ทุกคนแหละ
เราเลยบอกว่า โทรไปบอกเขาว่าจะจัดการเอง
เราไปโรงพิมพ์ 3 วันได้การ์ดงานบวช พ่อแม่ได้ไปแจกญาติ
(ณ ตอนนั้นเป็นแฟนกันยังไม่แต่งงาน)
1 เรื่องผ่านไปที่เรา งง กับความคิดที่ฝังหัวของครอบครัวสามีกับคำว่า พี่ชายคนโต
 
พอมาถึงวันงานบวช เป็นเหตุการณ์ที่เราอีหยังหว่ากับแม่สามีเรามาก
พ่อสามีเราบอกว่า ให้เราเป็นคนถือกระเป๋าตามพ่อสามี เพื่อเก็บซองที่แขกมาร่วมทำบุญ
แม่สามีเราพูดว่า จริง ๆ ต้องให้เกียรติพี่สะใภ้ เขาแต่งกับพี่ชายมาก่อนเรา
พี่สะใภ้ต้องเป็นคนเดินถือกระเป๋า ตามพ่อสามี เพื่อเก็บซองร่วมบุญ
เรานะไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแค่ว่าอยากไปงานสามี ช่วยจัดเตรียมอะไรให้ราบรื่น
บวชจะได้บุญ
เราได้ยินแม่สามีพูด เราก็ได้แต่คิด แม่สามีเขาคิด คือ แขกเขาจะไม่คิดเหรอว่าพี่สะใภ้ คือ แฟนสามีเรา
เราก็ประหลาดใจกับความคิดแม่สามีมาก ๆ กับตรรกะอะไรก็ต้องพี่ชายคนโต ลูกชายคนโตเป็นใหญ่
เหตุการณ์วันนั้นผ่านไปเราไม่ได้สนใจเดินตามพ่อสามี เรานั่งคุยแต่กับเพื่อนสามีแค่นั้น
 
พอเราจะแต่งงาน
นัดกันมาเจรจาเพื่อสู่ขอเรา
พ่อแม่เราก็ไม่ได้มีพิธีรีตรองอะไร ก็นัดกินข้าว
พ่อสามี มากับสามีเรา
ส่วนแม่สามีมากับพี่ชายสามี
นัด 10.00 โมง พ่อกับสามีเขามาล่วงหน้ามาก่อนเวลาประมาณ 09.30
ส่วนแม่กับพี่ชายสามี มา 11.30 เกือบ 12.00
แม่สามีบอกว่า พี่ชายมีธุระต้องไปทำธุระก่อน
เราก็โอเค ไม่ให้ความสำคัญเราเลยธุระพี่ชายคนโต ลูกชายคนสำคัญอีกแล้ว
 
หลังแต่งงาน
เราซื้อบ้าน และท้อง สามีเราจะให้แม่สามีมาเลี้ยงหลาน
แม่สามีเราโกหกว่า พี่ชายไม่ให้มา
ที่รู้ว่าโกหก เพราะว่า มีคนถามว่าใครเลี้ยงลูกเรา ย่ามาเลี้ยงเหรอ เราพูดว่า “ย่าไม่ได้มาเลี้ยงเพราะพี่ชายไม่ให้มา” พี่ชายสามีนั่งอยู่ บอกว่าไม่เคยพูดเลย
แม่สามีเราก็หัวเราะกลบเกลื่อนพูดแก้ตัวไปเรื่อย แบบไม่น่าเชื่อว่าผู้ใหญ่เขาเป็นกันแบบนี้เหรอ
 
พี่ชายสามีเปิดร้านอาหาร และให้แม่สามีลาออกจากงาน
เพื่อมาช่วยร้านอาหาร แม่สามีก็อยู่กับพี่ชายและพี่สะใภ้ที่ร้านอาหาร
ถึงช่วงกิจการร้านอาหารไม่ดี ปิดกิจการ
พี่ชายพี่สะใภ้และแม่สามี ไม่ได้มีบ้านเป็นของตัวเองเช่าบ้านเป็นหลัก
การเงินไม่ดี พี่สะใภ้ย้ายกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ตัวเอง โดยมีพี่ชายสามีเราและแม่สามีย้ายเข้าไปอยู่ด้วย
คาดเดาว่า แม่สามีน่าจะทำตัวไม่ถูก พอย้ายไปอยู่ช่วงแรก ก็ให้พี่ชาย มาส่งบ้านน้า
น้องสาวของแม่สามีนั้นแหละ บอกว่าจะมาเที่ยว
(ซึ่งน้าเขาก็ไม่ค่อยเต็มใจให้อยู่ เรื่องนี้คุณแม่สามีมาเล่นเองค่ะ/(พ่อสามีเสียชีวิตลงในช่วงนี้)
 
จุดนี้เริ่มทำให้เราเดือดร้อน
สามีเราบอกว่า ให้แม่มาอยู่ที่นี่ เพื่อมาช่วยเลี้ยงลูกดีไหม แม่จะได้มีที่อยู่
เราโอเคเข้าใจสามีได้ ตกลงตามนั้น เดิมคนเลี้ยงลูกเรา คือ แม่กับน้าเรา แต่แม่เรามีงานประจำทำ เวลาเลี้ยงหลานก็จ้างเวร สลับเวรกับเพื่อน และก็มีน้าเรา ซึ่งหากจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องให้เขาช่วยเลี้ยง น้าเรารับเลี้ยงเด็ก แต่ต้องไปเลี้ยงที่บ้านน้า เราอยากให้ลูกเราอยู่บ้านเรามากกว่า
 
เราก็ตกลงตามสามี สามีไปบอกแม่เขา แม่เขามา
ประโยคที่เรารู้สึกสะดุด กับคำพูดแม่สามี คือ “ที่มาอยู่นี่มาช่วยเลี้ยงหลานนะ”
ไม่ได้พูดประโยคว่าไม่ใช่มาอยู่เพราะไม่มีที่อยู่ แต่มันสัมผัสได้ว่าเขาอยากจะพูดออกมา
 
โอเค พออยู่ไป
ปัญหาเริ่มมาที่ละเล็กละน้อย
พี่ชาย พี่สะไภ้เริ่มมาหา
แม่สามีเริ่มให้ของในบ้านเรากับพี่ชาย บอกว่าอันนั้นอันนี้ไม่ใช้เอาไปเถอะ ไม่เคยขอเราหรือสามี
ไม่ถามว่าใช้หรือไม่ใช่ ตัดสินใจเองทุกอย่าง
ในหัวแม่สามี จะมีแต่คำว่า “บ้านพี่บ้านน้อง” “พี่น้องกันไม่ต้องเกรงใจ”
พูดกรอกหูสามีเรา กับเรา และพี่ชายสามีเราบ่อย ๆ
 
พี่ชายสามีเริ่มพาเพื่อนมากินเหล้า มานอนค้างคืน ในขณะที่สามีเราไม่อยู่ไปทำงานต่างจังหวัด
บ้านหลังนี้จะมีเรา ลูกสาวเรา และแม่สามีเรา ส่วนสามีเราไปทำงานต่างจังหวัด ไปไปมามา
เพื่อนพี่ชาย เป็นผู้ชายคนหนึ่งมาค้างบ่อย มาติด ๆ กัน
มีอยู่วันหนึ่ง แม่สามีเรา เอาเงินมายื่นให้ลูกเรา 100 บาท
พูดว่า ลุงให้ค่าโรงแรม  (ลุง คือ เพื่อนของพี่ชายสามี)
 
แม่สามีทำทุกอย่างในบ้านโดยคำนึงถึงพี่ชายของสามีเราเป็นหลัก
ทุกอย่างเกี่ยวกับพี่ชายสามี ต้องดี ต้องได้
พี่ชายและพี่สะใภ้มาค้าง แม่สามีเราจะรีบมาก กับการสั่งให้เราเตรียมที่นอนให้พร้อมเมื่อพี่ชายพี่สะใภ้มา
(ไม่เป็นคำสั่ง แต่เป็นคำพูดบังคับทางอ้อม)
 
เวลากินข้าว แม่สามี จะอยากให้พี่ชายนั่งหัวโต๊ะ เพราะว่าเขา คือ ลูกชายคนโต คือ พี่ใหญ่พี่ชายคนโต
เมื่อไหร่ที่กินข้าว แล้วสามีเราอยู่ แม่สามีจะรีบจัดเก้าอี้อีกฝั่ง ให้พี่ชายของสามีเราได้นั่งหัวโต๊ะ
คือ พี่ชายคนโตต้องที่สุด ต้องเป็นเกียรติ ต้องได้รับการยกย่อง จะน้อยหน้ากว่าไม่ได้
หากสามีเราไม่อยู่ คนที่กินข้าวหัวโต๊ะ คือ พี่ชายของสามีเรา แม่สามีเราจัดให้
แต่ถ้าวันไหน เผอิญพี่ชายสามีไม่ได้นั่งหัวโต๊ะ พฤติกรรมแม่สามีจะไม่เอ็นจอยอีทติ้ง
เราไม่ได้สนใจอะไรกับนั่งหัวหางโต๊ะนะ แต่การแสดงออกของแม่สามีเรา มันอะไรหนักหนาไม่รู้
 
บ้านเรา จะแขวนกุญแจรถไว้กลางบ้าน เพราะสามีเราขี้ลืม แขวนไว้แล้วไม่ลืม
เรามีรถคันเล็ก 1 คัน คันใหญ่ 1 (คันใหญ่ คือ มากกว่า 7 ที่นั่ง)
พี่ชายมาเอารถคันใหญ่ไปขับ เรารู้ตอนกลับจากทำงาน รถหายไป แม่สามีบอกพี่ชายขับไป
สามีเราไปทำงานต่างจังหวัด เราคุยโทรศัพท์เขาบอกว่า ไม่รู้เรื่องเลย แม่น่าจะให้ไป
มันจะเป็นอะไรแบบนี้ที่บ่อย และบ่อยมาก กับพฤติกรรมที่ พี่ชายสามีต้องเป็นที่ 1 ในทุก ๆ เรื่องโดยแม่สามีเรา
 
พี่ชายสามีต้องการให้สามีเราใช้ชื่ออกรถให้เขา เขาจะผ่อนเอง ตัวเขาและแฟนเขาเครดิตเสียออกรถไม่ผ่าน
แม่สามีเราเป็นคนมาพูด แต่ไม่ได้บังคับ ยังคงแสดงว่าตัวเองยุติธรรม พูดว่าที่บอกเพราะพี่ชายสามีให้มาบอก
เราคุยกับสามี 2 คน ถ้าเขาไม่ส่ง จะทำยังไง เขาก็ถูกยึดรถไปหลายคันแล้ว
สามีเราก็เกรงอกเกรงใจพี่ชายเสียเหลือเกินไม่กล้าพูดปฏิเสธไป คิดว่าพี่ชายมีบุญคุณหนักหนา ที่ส่งเสียเรียนมา
(เนี่ยเรื่องเนี่ยมันทำให้เราคาใจมาก มันใช่เหรอ)
 
เราก็ได้แต่บอกไปว่าให้ปฏิเสธ เพราะเรามีลูก หากเกิดปัญหาการเงินกระทบลูก
สามีกับเรามีปัญหากันอยู่นาน
สุดท้ายสามีเราปฏิเสธไป แม่สามีเราไม่พูดอะไร แต่พฤติกรรมที่แสดงออก คือ ถามคำตอบคำ ไม่พอใจนั้นแหละ
 
ก็เป็นแบบนี้กันมา กับความอะไรของสามีเราก็ไม่รู้ที่คิดว่าพี่ชายมีบุญคุณล้นพ้นฟ้าใช้คืนเท่าไหร่ก็ไม่หมด  
คือ จะกตัญญูต่อแม่จะตอบแทนอะไรพี่ชาย เราไม่มีปัญหาเลยนะ ขอแค่มันอยู่ในขอบเขต
แต่นี่มันกระทบไปหมด ทั้งเราทั้งลูกเราแล้ว
 
การเป็นอยู่ในครอบครัว อยู่ร่วมกันโดยมีแม่สามีรวม 10 ปี
เริ่มแรกเรายอมทุกอย่าง จะทำบ้านเพื่อพี่ชายสามีเพื่อลูกชายคนโตแบบไหนเราไม่ว่าเราเงียบ
จัดบ้านโดยไม่สนใจเรา บ้านระเกะระกะไปหมด เพียงเพื่อให้มีมุมของพี่ชาย เราก็ไม่โวยวาย ไม่ว่า
ทั้ง ๆ ที่มันเป็นบ้านเรา พี่ชายพี่สะใภ้จะพาเพื่อนมาบ้านเราเป็นเหมือนโรงแรมจะมากี่ครั้งเราเงียบ
ทั้ง ๆ ที่แฟนเราไม่อยู่ด้วยนะ แฟนเราไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยเราก็เงียบ
จนเวลาผ่านไป 2-3 ปี เรารู้สึกไม่โอเคละ พี่ชายมาหา เราบอกว่าให้ไปจอดรถตรงที่หมู่บ้านจัดให้จอด
(เพราะเราก็จอดหน้าบ้านเต็มไปละ 1 คัน ในบ้านอีก 1)
แม่สามีไม่พอใจ ไม่อยากให้ลูกชายคนโตเดินไกล โกรธเราโมโหเรา บอกว่าหน้าบ้านฝั่งตรงข้ามจอดได้
ไปคุยมาแล้ว บ้านเขาไม่มีรถ โถ่ บ้านเขาไม่มีรถแต่เขาปลูกต้นไม่หน้าบ้าน เขาดูแลต้นไม้รดน้ำทุกวันเช้าเย็น
ไปจอดขวาง ไปบอกเขา เขาก็ต้องตอบว่าได้ เพราะไม่อยากมีปัญหา แต่มันไม่ได้จอดแป้บเดียว มันคือจอดค้างคืนหลายวัน  
 
ปีที่ 3 เราไม่ยอมอีกต่อไป จากที่มีอะไรบอกสามี สามีก็จัดการอะไรไม่ได้เพราะคนกลาง  นั้นก็แม่กับพี่ชาย นี่ก็เมีย เราเลยจัดการทุกอย่างเอง เราไม่ยอมอะไรทั้งนั้น พูดทุกอย่าง ที่เราไม่พอใจ
แม่สามีเราก็ไม่พอใจ เป็นแบบนี้อยู่นาน
จนวันหนึ่งพ่อแม่ของพี่สะใภ้เสียหมด แม่สามีย้ายไปบ้านพี่สะใภ้ทันที
เรากับแม่สามีก็แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กันอีกเลย
 
แต่ปัญหาก็ยังไม่จบไม่สิ้นอีกแล้ว
พี่สะใภ้ป่วยค่ะ ใกล้สิ้น ณ ตอนนี้ พี่ชายและแม่สามีของเรา มองหาที่อยู่กันอยู่
เพราะน่าจะอยู่บ้านหลังนั้นต่อไม่ได้ พี่น้องของพี่สะใภ้ก็จะมาอยู่แทน
 
โรคความกตัญญู โรคระบบครอบครัว ของสามีเรากำลังจะกำเริบ
สามีเราก็บอกว่าอยากให้แม่กับพี่ชายมาอยู่ด้วย ถ้าเขามาขออยู่
 
สามีเราบอกว่า แม่แก่แล้วลำบากมามาก อยากให้แม่สบาย
เรา ก็แล้วยังไง แล้วเราต้องเป็นคนลำบาก ในขณะที่เราตั้งใจใช้ชีวิตกันมาอย่างดี เก็บเงินทุกเดือน ทุกเดือน
เพื่อดาวน์บ้าน เพื่อมีเงินซื้อบ้าน ลำบากกันมา 2 คน 2 คน จริง ๆ
แต่มาวันนี้พ่อมีบ้าน มาบอกว่า อยากให้แม่สบาย แม่ลำบากมามาก
แล้วทำไม่ไม่เก็บเงินซื้อบ้านกับแม่กับพี่ชาย
แล้วเราต้องเป็นลำบากเองเหรอ
และให้เราไปสบายตอนแก่ ให้ลูกเราเป็นคนพูดกับแฟนเขาว่า แม่ลำบากมามากแล้ว เหมือนที่เธอกำลังลังพูดกับฉันอยู่ แบบนี้เหรอ ให้ลูกต้องมีปัญหาชีวิตครอบครัวแบบที่เราเป็นแบบนี้เหรอ
 
เราบอกว่าเต็มที่เพื่อเป็นการตอบแทนแม่ ก็คือให้แม่มาอยู่ได้ แต่คงต้องคุยกัน ว่าแม่จะไม่เห็นหัวเราไม่ได้ และเธอต้องชัดเจน ว่านี่คือบ้านของเรากับเธอ
ส่วนพี่ชายเธอก็ให้เขาไปเช่าบ้านเช่าห้องอยู่ เธอก็ช่วยค่ามัดจำ ช่วยจ่ายค่าเช่า จนกว่าเขาจะรับผิดชอบตัวเองได้
หรือหากแม่เธอห่วงลูกชายคนโต รักพี่ชายคนโตมาก เธอก็ให้แม่ไปอยู่บ้านเช่ากับพี่เธอ
นี่คือทางออกที่ดีที่สุด
แต่ถ้าให้แม่กับพี่ชายเธอมาอยู่ในบ้านนี้ทั้งคู่ รับรองไม่นานบ้านแตก ยืนยัน
สามีเราก็เครียด กลัวแม่กับพี่ชายจะลำบาก
พี่ชายไม่ได้ทำงานอะไร ตอนย้ายไปอยู่บ้านพี่สะใภ้ก็เปิดร้านอาหาร คาเฟ่เล็ก ๆ รายได้ไม่มีทุกวัน รายได้แต่ละวันก็ไม่ได้มาก ทำให้ไม่ได้มีเงินเก็บอะไร
 
เราไม่รู้ว่าคนอื่นจะแก้ปัญหานี้ยังไง
บ้านหลังนี้เป็นของเราค่ะ กู้ร่วมกับสามี คนที่ต้องไป คือ แม่สามี ซึ่งก็ดันไม่มีบ้านอีก
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่