
KEY POINTS
• นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี สนับสนุนแนวคิดการยุบหรือปรับโครงสร้าง กสทช. โดยชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้การทำงานล่าช้า และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
• ประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ถูกตั้งคำถามในสภาฯ ในหลายประเด็น เช่น การกำกับดูแลหลังการควบรวมทรู-ดีแทค, การคุ้มครองผู้บริโภค, และความล่าช้าของโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่
• กสทช. ถูกวิจารณ์ว่าขาดความชัดเจนในการกำหนดทิศทางอนาคตของทีวีดิจิทัล และดำเนินการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ได้ล่าช้า ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกระแสการ ยุบ กสทช. หรือปรับโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากประสบการณ์ที่ติดตามการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหลายเรื่องไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น และบางประเด็นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้งานไม่เดิน
นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความเห็นต่างเฉพาะบุคคล หรือปัญหาการทำงานของคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะโครงสร้างกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคม และดิจิทัลมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น หากกลไกเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง
ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหลายภาคส่วน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. โดยยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ารูปแบบใดเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้เฉพาะบางส่วน การจัดระบบใหม่ หรือการออกแบบกลไกใหม่ ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือ ให้ได้แนวทางที่ทำได้จริง เดินหน้าได้เร็ว และมีความยั่งยืน เพื่อไม่ให้โครงสร้างเดิมกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนงานสำคัญของประเทศ รวมถึงต้องตอบโจทย์โอกาสของประเทศ
โดยท่าทีดังกล่าวสอดรับกับบรรยากาศการอภิปรายรายงานผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2566 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พ.ค.69 ซึ่งกลายเป็นเวทีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ในหลายด้าน
ทั้งการกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค การบริหารงบประมาณ การจัดทำแผนอนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) โดยภาพรวมสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทขององค์กรกำกับดูแลด้านสื่อสารของประเทศ
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างกว้างขวางคือ กรณีการควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค ซึ่ง สส.บางส่วนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย
พร้อมตั้งคำถามว่า มาตรการกำกับดูแลภายหลังการควบรวม เช่น การลดค่าบริการเฉลี่ย 12% การเปิดโครงข่ายให้ MVNO และการรักษาคุณภาพบริการ สามารถบังคับใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใด หลังยังมีข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับค่าบริการ และคุณภาพสัญญาณอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตต่อโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่ บริเวณแยกแคราย จังหวัดนนทบุรี วงเงิน 2,643 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการมายาวนานกว่าทศวรรษ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ แม้สำนักงาน กสทช.จะระบุว่าโครงการมีความคืบหน้ากว่า 80-90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2571-2572 ก็ตาม
อีกประเด็นสำคัญคือ อนาคตของทีวีดิจิทัล หลังใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า กสทช.จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลังจากนั้นอย่างไร แม้จะมีการพูดถึงร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 รวมถึงโรดแมปทีวีดิจิทัล พ.ศ.2569-2573 แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถวางแผนธุรกิจ การลงทุน และการปรับตัวทางเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT เช่น YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar และ Prime Video ยังถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้า หลัง กสทช.ใช้เวลาหลายปีในการพิจารณาขอบเขตอำนาจ และนิยามการกำกับดูแล แม้ท้ายที่สุดจะมีข้อสรุปว่า กสทช.สามารถกำกับดูแล OTT ได้ แต่กระบวนการดังกล่าวยังถูกมองว่าล่าช้าเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อ และพฤติกรรมผู้บริโภค
ทั้งนี้ การอภิปรายดังกล่าวยังสะท้อนข้อกังวลต่อปัญหาความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายวาระล่าช้า และไม่สามารถตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดโทรคมนาคม อนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์
‘ไชยชนก’ หนุนยุบ-รื้อโครงสร้าง กสทช. ชี้งานไม่เดินฉุดโอกาสพัฒนาประเทศ
KEY POINTS
• นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี สนับสนุนแนวคิดการยุบหรือปรับโครงสร้าง กสทช. โดยชี้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างทำให้การทำงานล่าช้า และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
• ประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ถูกตั้งคำถามในสภาฯ ในหลายประเด็น เช่น การกำกับดูแลหลังการควบรวมทรู-ดีแทค, การคุ้มครองผู้บริโภค, และความล่าช้าของโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่
• กสทช. ถูกวิจารณ์ว่าขาดความชัดเจนในการกำหนดทิศทางอนาคตของทีวีดิจิทัล และดำเนินการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ได้ล่าช้า ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงกระแสการ ยุบ กสทช. หรือปรับโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากประสบการณ์ที่ติดตามการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าหลายเรื่องไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น และบางประเด็นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้งานไม่เดิน
นายไชยชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นความเห็นต่างเฉพาะบุคคล หรือปัญหาการทำงานของคณะกรรมการชุดใดชุดหนึ่งเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทั้งทิศทางการพัฒนาประเทศ และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะโครงสร้างกำกับดูแลด้านกิจการโทรคมนาคม และดิจิทัลมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น หากกลไกเดิมไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทัน ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง
ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหลายภาคส่วน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสำนักงาน กสทช. โดยยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่ารูปแบบใดเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับแก้เฉพาะบางส่วน การจัดระบบใหม่ หรือการออกแบบกลไกใหม่ ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือ ให้ได้แนวทางที่ทำได้จริง เดินหน้าได้เร็ว และมีความยั่งยืน เพื่อไม่ให้โครงสร้างเดิมกลายเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนงานสำคัญของประเทศ รวมถึงต้องตอบโจทย์โอกาสของประเทศ
โดยท่าทีดังกล่าวสอดรับกับบรรยากาศการอภิปรายรายงานผลการใช้จ่ายเงิน และทรัพย์สินของสำนักงาน กสทช. ประจำปี 2566 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พ.ค.69 ซึ่งกลายเป็นเวทีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพการทำงานของ กสทช. ในหลายด้าน
ทั้งการกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคม การคุ้มครองผู้บริโภค การบริหารงบประมาณ การจัดทำแผนอนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) โดยภาพรวมสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อบทบาทขององค์กรกำกับดูแลด้านสื่อสารของประเทศ
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายอย่างกว้างขวางคือ กรณีการควบรวมกิจการระหว่างทรู และดีแทค ซึ่ง สส.บางส่วนมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย
พร้อมตั้งคำถามว่า มาตรการกำกับดูแลภายหลังการควบรวม เช่น การลดค่าบริการเฉลี่ย 12% การเปิดโครงข่ายให้ MVNO และการรักษาคุณภาพบริการ สามารถบังคับใช้ได้จริงมากน้อยเพียงใด หลังยังมีข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคเกี่ยวกับค่าบริการ และคุณภาพสัญญาณอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังตั้งข้อสังเกตต่อโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่ บริเวณแยกแคราย จังหวัดนนทบุรี วงเงิน 2,643 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการมายาวนานกว่าทศวรรษ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ แม้สำนักงาน กสทช.จะระบุว่าโครงการมีความคืบหน้ากว่า 80-90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปี 2571-2572 ก็ตาม
อีกประเด็นสำคัญคือ อนาคตของทีวีดิจิทัล หลังใบอนุญาตประกอบกิจการจะสิ้นสุดในปี 2572 แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า กสทช.จะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมหลังจากนั้นอย่างไร แม้จะมีการพูดถึงร่างแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 รวมถึงโรดแมปทีวีดิจิทัล พ.ศ.2569-2573 แล้วก็ตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการยังไม่สามารถวางแผนธุรกิจ การลงทุน และการปรับตัวทางเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT เช่น YouTube, Netflix, Disney+ Hotstar และ Prime Video ยังถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้า หลัง กสทช.ใช้เวลาหลายปีในการพิจารณาขอบเขตอำนาจ และนิยามการกำกับดูแล แม้ท้ายที่สุดจะมีข้อสรุปว่า กสทช.สามารถกำกับดูแล OTT ได้ แต่กระบวนการดังกล่าวยังถูกมองว่าล่าช้าเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อ และพฤติกรรมผู้บริโภค
ทั้งนี้ การอภิปรายดังกล่าวยังสะท้อนข้อกังวลต่อปัญหาความขัดแย้งภายในคณะกรรมการ กสทช. ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายวาระล่าช้า และไม่สามารถตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างตลาดโทรคมนาคม อนาคตทีวีดิจิทัล และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในระยะยาว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์