เลิกโลกสวย! มาสร้างพลังบวกแบบมีตรรกะ: คู่มือคนฉลาดรับมือโลกโหดร้ายครับ

สวัสดีครับพี่น้องชาวพันทิปที่รักทุกท่าน! วันนี้ผมมีเรื่องที่อยากจะเม้าท์มอย เอ๊ย! แชร์ประสบการณ์ให้ฟังกันแบบหมดเปลือก เกี่ยวกับการฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนคิดบวกอย่างมีตรรกะ ไม่ใช่พวก 'โลกสวย' ที่ใครๆ ก็ชอบส่ายหน้าใส่กันครับ

ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอเพื่อน หรือแม้แต่ตัวเราเอง ที่เวลาเจอเรื่องแย่ๆ ปัญหาหนักๆ แล้วชอบมีคนบอกว่า "คิดบวกสิ!" หรือ "มองโลกในแง่ดีเข้าไว้!" บางทีฟังแล้วก็หมั่นไส้เนอะ แบบว่า "นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะเว้ย จะให้โลกสวยได้ไงฟะ!" ผมเข้าใจเลยครับ ฟีลนั้นมันจี๊ดจริงๆ

แต่ประเด็นคือ การคิดบวกที่เรากำลังจะคุยกันวันนี้ มันไม่เหมือนกับการที่เพื่อนคุณพยายามจะยัดเยียดให้คุณเป็น 'คนโลกสวย' หรอกนะครับ มันคือการคิดบวกที่โคตรมีเหตุผล โคตรมีตรรกะ และโคตรจะใช้ได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายใบนี้เลยครับ



แล้วไอ้การคิดบวกแบบมีตรรกะนี่มันคืออะไรกันแน่? อธิบายง่ายๆ เลยนะครับ มันคือการที่คุณยอมรับความเป็นจริงทุกอย่าง ไม่ว่าจะดีจะร้าย แต่คุณจะเลือกมองหาสิ่งที่คุณควบคุมได้ โอกาสในการเรียนรู้ และแนวทางในการแก้ไขปัญหา แทนที่จะจมปลักอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ หรือแกล้งทำเป็นว่าทุกอย่างมันดี๊ดีไปหมด ทั้งๆ ที่ความจริงมันไม่ใช่อ่ะครับ

มันเหมือนกับการที่คุณเห็นว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนกองอึ แล้วคุณก็ยอมรับว่า "เออ นี่มันอึจริงๆ ด้วยว่ะ" ไม่ใช่แกล้งทำเป็นว่ามันคือพรมเปอร์เซียสีสวย หรือไปทะเลาะกับกองอึว่าทำไมมันต้องมาอยู่ตรงนี้ แต่คุณจะเริ่มคิดว่า "โอเค แล้วจะทำยังไงให้เดินออกจากตรงนี้ได้โดยไม่ให้เหม็นมากที่สุด หรือจะหาอะไรมาทำความสะอาดได้บ้าง" เห็นภาพไหมครับ? นี่แหละครับตรรกะ!

มาดูกันว่าเราจะฝึกมันได้ยังไงบ้างครับ

1. ยอมรับความเป็นจริง (Accept Reality)
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือการกล้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ไม่ต้องประดิษฐ์ประดอย ไม่ต้องปั้นเรื่องให้ดูดี ถ้ามันแย่ก็บอกว่ามันแย่ครับ การปฏิเสธความจริงมีแต่จะทำให้เรามองไม่เห็นทางออก เช่น ถ้างานที่ทำพลาดแล้วโดนเจ้านายด่ากราด แทนที่จะคิดว่า "เจ้านายใจร้าย! โลกไม่ยุติธรรม!" ลองเปลี่ยนเป็น "โอเค ฉันพลาดตรงนี้แหละ ยอมรับก่อน" ครับ

2. เปลี่ยนมุมมอง (Reframe the Situation)
เมื่อยอมรับแล้ว ต่อไปคือการลองมองหาแง่มุมอื่น หรือโอกาสที่ซ่อนอยู่ในปัญหาครับ ผมไม่ได้บอกให้คุณหลอกตัวเองนะ แต่ให้ลองหาบทเรียน หรือสิ่งที่คุณสามารถเรียนรู้ได้จากสถานการณ์นั้นๆ เช่น ถ้าคุณถูกไล่ออกจากงาน แทนที่จะคิดว่า "ชีวิตพังแล้ว" ลองคิดว่า "นี่อาจจะเป็นโอกาสให้ฉันได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำมานาน หรือได้พักผ่อนเพื่อไปหาเส้นทางใหม่ที่ดีกว่าเดิมก็ได้นี่นา" ครับ



3. โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ (Focus on What You Can Control)
ในทุกสถานการณ์ มันจะมีบางอย่างที่เราควบคุมได้ และบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ครับ หลักการง่ายๆ คือ เอาเวลาและพลังงานไปใส่กับสิ่งที่เราควบคุมได้ ส่วนสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ก็ปล่อยมันไปครับ เช่น คุณขับรถไปแล้วรถติด แทนที่จะหงุดหงิดกับรถคันหน้า ลองเปลี่ยนมาฟังเพลงโปรด หรือเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ในรถดีกว่าครับ อันนั้นเราควบคุมได้ไงครับ



4. คิดแบบลงมือทำ (Action-Oriented Thinking)
คนคิดบวกอย่างมีตรรกะจะไม่ใช่แค่นั่งคิดอย่างเดียวครับ แต่จะคิดไปพร้อมๆ กับการหาทางออกหรือการลงมือทำอะไรบางอย่าง เช่น ถ้าเจอโปรเจกต์ยากๆ แทนที่จะบ่นว่า "โอ๊ย ทำไมมันยากจังวะ" ก็เริ่มคิดเลยว่า "ต้องหาข้อมูลตรงไหน? ปรึกษาใครได้บ้าง? ลองแบ่งงานเป็นส่วนเล็กๆ ก่อนดีไหม?" ครับ การได้ลงมือทำอะไรบางอย่างจะช่วยให้เรารู้สึกว่าเรามีอำนาจในการจัดการปัญหามากขึ้นครับ



5. ฝึกขอบคุณอย่างมีเหตุผล (Logical Gratitude)
ไม่ใช่แค่การนั่งขอบคุณหินดินทราย หรือทุกสิ่งที่เจอแบบไม่มีเหตุผลนะครับ แต่เป็นการขอบคุณเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจริง และมีผลดีกับเรา เช่น "วันนี้ฉันได้กินกาแฟที่อร่อย" "รถไม่ติดอย่างที่คิด" "ลูกค้าใจดีมาก" การฝึกมองหาและขอบคุณสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวัน จะช่วยปรับโฟกัสของเราให้เห็นแง่มุมบวกได้ง่ายขึ้นครับ ไม่ใช่การฝืนครับ แต่เป็นการฝึกสังเกต

การฝึกคิดบวกอย่างมีตรรกะมันต้องใช้เวลาครับ ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ถ้าเราฝึกฝนไปเรื่อยๆ ผมรับรองเลยว่าคุณจะกลายเป็นคนที่รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น เครียดน้อยลง และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นแบบมีเหตุผล ไม่ใช่แค่โลกสวยไปวันๆ แน่นอนครับ

ลองเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่าพลังบวกแบบมีตรรกะนี่มันโคตรเจ๋งจริงๆ ครับ!
ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงนะครับ!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่