ก่อนอื่นต้องออกตัวเลยว่าเราเป็นเด็กสายวิทย์ คณิต ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อน แต่ก็ไม่เคยลบหลู่ใดๆ ถามว่ากลัวไหมกับสิ่งพวกนี้ ขอใช้คำว่ากล้าๆ กลัวๆ มากกว่า อันไหนที่อยากพิสูจน์ก็จะไปพิสูจน์กับกลุ่มเพื่อนๆ ตามประสาวัยรุ่นช่วงนั้น แต่ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรที่เจอกับตัวเองจนหน้าตกใจ ด้วยที่ว่าเราเป็นเด็กสายนี้ ก็จะคิดเหตุคิดผลเสมอว่า อาจจะจากลม จากฝน จากอะไรในหลักการวิทยาศาสตร์ก็ว่ากันไป
แต่ประสบการร์การเจอด้วยตัวเองครั้งแรกแบบนี้ ทำให้เราเชื่อโดยสนิทใจ และตั้งแต่คร้งนั้น ก็จะเห็นหรือสัมผัสมาได้เรือ่ยๆ ตลอดแล้วแต่สถานที่และสถานการณ์
เกริ่นก่อนว่าเราเป็นเด็กต่างจังหวัดทั่วไป แล้วแม่เราชอบพาเราไปแบบที่มีร่างทรง ไปพูดไปคุย จนเราได้เห็น การทรงของร่างทรง ตอนนั้นเลยได้แต่แอบสงสัยว่า จะมีอะไรก็ตามสามารถเข้าร่างมา แล้วทำให้เสียงการพูดกลายเป็นคนอีกคนได้จริงเหรอ หรือว่าของแบบนี้เป็นเรือ่งโกหก ตามประสาเด็กที่เห็นแล้วคิดนั่นคิดนี่อยู่ในใจคนเดียว แม่เราเป็นคนเชื่อเรือ่งนี้มาก แล้วก็จะมีบทสวดต่างๆ ที่เอาไว้เป็นของตัวเองในการป้องกันตัวหรืออะไรก็ตาม แม่เคยบอกว่า เรียนมาจากทวด จากที่เราสังเกตบางทีจะมีคนมาหาแม่ ให้แม่เป่านั่นเป่านี่ให้ โดยที่แม่คิดแค่ค่าครูใส่พานเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นก็เข้าใจว่าแม่เป็นหมอโบราณ เพราะส่วนใหญ่ที่มาเป่าก็จะเด็กที่เป็นแบบผดผื่น ไม่ก็ให้กวาดคอประมาณนี้
เรือ่งนี้เป็นเรื่องสมัยที่เรายังเป็นเด็กอายุประมาณช่วง ม.สี่ ประมาณ 15-16 ปี ปัจจุบันเราอายุ 42 แล้วก็ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ด้วยที่ว่าพ่อเรามีอาชีพเป็น รปภในหน่วยงานราชการ ซึ่งมีพื่นที่ กว้างมาก และมีทั้งทุ่งหญ้าและป่า แล้วช่วงนั้นพ่อเข้า กะกลางคืน ที่ทำงานพ่อกับที่บ้านก็ไม่ได้ห่างกันมาก แต่ระหว่างทางจะเป็น ทุ่งหญ้า เราก็ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งข้าวพ่อ ปกติก็เอาไปให้อยู่ทุกครั้งจนเป็นเรื่องปกติ
แต่ครั้งนี้ มันทำให้เด็กวิทย์อย่างเรา เชื่อได้เต็มรอยว่า มันมีจริง เป็นช่วงที่เราขี่มอเตอร์ไซต์ เอาข้าวไปให้พ่อ ช่วงระหว่างทางจะผ่านทุ่งหญ้า ที่ไว้สำหรับปลูกขายของหน่วยงานรัฐนั้น ซึ่งก็น่าจะหลายไร่อยู่ มองออกไปก็จะเห็นชายเขา บรรยากาศธรรมชาติสุดๆ ระหว่างที่ขับอยู่นั้น สายตาเราไปมองในทุ่งหญ้า เห็นเป็นดวงไฟสีส้ม อยู่กลางทุ่ง ด้วยที่บริเวณนี้ จะมีรถไถมาตัดหญ้าเป็นปกติอยู่แล้วเป็นประจำ แต่เราไม่เคยเห็นช่วงกลางคืน ก็ยังแอบคิดว่า เออวันนี้ทำไมมาตัดหญ้ากลางคืนนะ ยังคิดว่าเป็นไฟของรถไถตัดหญ้า แต่ไมไ่ด้ยินเสียงเครือ่งยนต์ใดๆ อาจจะจอดพักอยู่ ก็ขี่มอไซต์ต่อ ระหว่างนั้น สายตามองไปเห็นดวงไฟสีส้มอีกดวง ลอยมา แล้วเข้าไปหาดวงไฟสีส้มที่อยู่กลางทุ่งนั้น เราเริ่มตื่นเต้นว่าสิ่งที่เห็นคืออะไรชะลอมอเตอร์ไซต์แล้วยังจ้อง ระหว่างนั้นดวงไฟลอยไปหยุดอยู่คู่กันตรงทุ่งหญ้า แล้วลอยขึ้นมาคู่กัน แล้วลอยออกไปจนลับตา ช่วงระหว่างนั้น เราแทบจะหยุดมอเตอร์ไซด์มอง เราเห็นในระยะประมาณ น่าจะ 150-200 เมตร เท่านั้นล่ะ ขนหัวลุกทันทีว่า มันไม่ใช่ดวงไฟของรถไถแล้ว แต่มันคืออะไรไม่รู้ เราเลี้ยวมอเตอร์ไซต์กลับและบิดหน้าตั้งกลับบ้านทักที ไปนั่งร้องไห้ในบ้านบอกแม่ว่าเจออะไรมา แม่ก็ได้แต่ปลอบว่าอาจจะตาฝาดหรืออะไร แต่เรายังยืนยันคำเดิมว่าไม่ฝาด เห็นชัดสองตา สุดท้ายวันนั้นพ่อเราก็ไม่ได้กินข้าวเย็น และเราก็ไม่เอาข้าวไปให้พ่อช่วงมืดๆ อีก
นี่คือประสบการณ์เด็กวิทย์ที่เห็นครั้งแรก และจะมีครั้งต่อๆ ไปแล้วจะมาโพสเล่าใหม่
เด็กวิทย์เจอผีครั้งแรก
แต่ประสบการร์การเจอด้วยตัวเองครั้งแรกแบบนี้ ทำให้เราเชื่อโดยสนิทใจ และตั้งแต่คร้งนั้น ก็จะเห็นหรือสัมผัสมาได้เรือ่ยๆ ตลอดแล้วแต่สถานที่และสถานการณ์
เกริ่นก่อนว่าเราเป็นเด็กต่างจังหวัดทั่วไป แล้วแม่เราชอบพาเราไปแบบที่มีร่างทรง ไปพูดไปคุย จนเราได้เห็น การทรงของร่างทรง ตอนนั้นเลยได้แต่แอบสงสัยว่า จะมีอะไรก็ตามสามารถเข้าร่างมา แล้วทำให้เสียงการพูดกลายเป็นคนอีกคนได้จริงเหรอ หรือว่าของแบบนี้เป็นเรือ่งโกหก ตามประสาเด็กที่เห็นแล้วคิดนั่นคิดนี่อยู่ในใจคนเดียว แม่เราเป็นคนเชื่อเรือ่งนี้มาก แล้วก็จะมีบทสวดต่างๆ ที่เอาไว้เป็นของตัวเองในการป้องกันตัวหรืออะไรก็ตาม แม่เคยบอกว่า เรียนมาจากทวด จากที่เราสังเกตบางทีจะมีคนมาหาแม่ ให้แม่เป่านั่นเป่านี่ให้ โดยที่แม่คิดแค่ค่าครูใส่พานเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นก็เข้าใจว่าแม่เป็นหมอโบราณ เพราะส่วนใหญ่ที่มาเป่าก็จะเด็กที่เป็นแบบผดผื่น ไม่ก็ให้กวาดคอประมาณนี้
เรือ่งนี้เป็นเรื่องสมัยที่เรายังเป็นเด็กอายุประมาณช่วง ม.สี่ ประมาณ 15-16 ปี ปัจจุบันเราอายุ 42 แล้วก็ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ด้วยที่ว่าพ่อเรามีอาชีพเป็น รปภในหน่วยงานราชการ ซึ่งมีพื่นที่ กว้างมาก และมีทั้งทุ่งหญ้าและป่า แล้วช่วงนั้นพ่อเข้า กะกลางคืน ที่ทำงานพ่อกับที่บ้านก็ไม่ได้ห่างกันมาก แต่ระหว่างทางจะเป็น ทุ่งหญ้า เราก็ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ไปส่งข้าวพ่อ ปกติก็เอาไปให้อยู่ทุกครั้งจนเป็นเรื่องปกติ
แต่ครั้งนี้ มันทำให้เด็กวิทย์อย่างเรา เชื่อได้เต็มรอยว่า มันมีจริง เป็นช่วงที่เราขี่มอเตอร์ไซต์ เอาข้าวไปให้พ่อ ช่วงระหว่างทางจะผ่านทุ่งหญ้า ที่ไว้สำหรับปลูกขายของหน่วยงานรัฐนั้น ซึ่งก็น่าจะหลายไร่อยู่ มองออกไปก็จะเห็นชายเขา บรรยากาศธรรมชาติสุดๆ ระหว่างที่ขับอยู่นั้น สายตาเราไปมองในทุ่งหญ้า เห็นเป็นดวงไฟสีส้ม อยู่กลางทุ่ง ด้วยที่บริเวณนี้ จะมีรถไถมาตัดหญ้าเป็นปกติอยู่แล้วเป็นประจำ แต่เราไม่เคยเห็นช่วงกลางคืน ก็ยังแอบคิดว่า เออวันนี้ทำไมมาตัดหญ้ากลางคืนนะ ยังคิดว่าเป็นไฟของรถไถตัดหญ้า แต่ไมไ่ด้ยินเสียงเครือ่งยนต์ใดๆ อาจจะจอดพักอยู่ ก็ขี่มอไซต์ต่อ ระหว่างนั้น สายตามองไปเห็นดวงไฟสีส้มอีกดวง ลอยมา แล้วเข้าไปหาดวงไฟสีส้มที่อยู่กลางทุ่งนั้น เราเริ่มตื่นเต้นว่าสิ่งที่เห็นคืออะไรชะลอมอเตอร์ไซต์แล้วยังจ้อง ระหว่างนั้นดวงไฟลอยไปหยุดอยู่คู่กันตรงทุ่งหญ้า แล้วลอยขึ้นมาคู่กัน แล้วลอยออกไปจนลับตา ช่วงระหว่างนั้น เราแทบจะหยุดมอเตอร์ไซด์มอง เราเห็นในระยะประมาณ น่าจะ 150-200 เมตร เท่านั้นล่ะ ขนหัวลุกทันทีว่า มันไม่ใช่ดวงไฟของรถไถแล้ว แต่มันคืออะไรไม่รู้ เราเลี้ยวมอเตอร์ไซต์กลับและบิดหน้าตั้งกลับบ้านทักที ไปนั่งร้องไห้ในบ้านบอกแม่ว่าเจออะไรมา แม่ก็ได้แต่ปลอบว่าอาจจะตาฝาดหรืออะไร แต่เรายังยืนยันคำเดิมว่าไม่ฝาด เห็นชัดสองตา สุดท้ายวันนั้นพ่อเราก็ไม่ได้กินข้าวเย็น และเราก็ไม่เอาข้าวไปให้พ่อช่วงมืดๆ อีก
นี่คือประสบการณ์เด็กวิทย์ที่เห็นครั้งแรก และจะมีครั้งต่อๆ ไปแล้วจะมาโพสเล่าใหม่