“มะเร็ง”เยือนระยอง ในวันที่คนระยองยังคงต้องเผชิญความเสี่ยง

#มลพิษส่งผลต่อร่างกาย #สุดท้ายได้มะเร็ง

“พี่ชายผมเป็นมะเร็งหลอดอาหาร น้องชายผมเป็นมะเร็งตับ พ่อผมก็เป็นมะเร็ง ทั้งสามคนเสียชีวิตในปีเดียวกัน”
.
ปี 2567 เพียงปีเดียว กับการสูญเสีย 3 สมาชิกในครอบครัว ของ ประเสริฐ แสงเมฆ ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.ตะพง อ.เมืองระยอง จ.ระยอง
.
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่นอกจากความเสียใจ ยังทิ้งความวิตกกังวลที่ว่า เขาจะกลายเป็นรายต่อไปหรือไม่
.
เขาเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า พี่ชายเป็นชาวประมง และช่างต่อเรือเช่นเดียวกันกับเขา ป่วยเป็นมะเร็งตอนอายุ 55 ปี โดยก่อนหน้านั้นมีพฤติกรรมชีวิตดื่มสุราบ้างตามโอกาส
.
จนกระทั่งมีอาการเจ็บคอ เสียงแหบโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่ผลตรวจชิ้นเนื้อออกมาว่าเป็นมะเร็งหลอดอาหาร
.
ในขณะที่ น้องชายในวัย 44 ปี เริ่มจากมีอาการเสียดท้อง จึงหาซื้อยามากินเอง แต่เมื่ออาการไม่บรรเทาจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ทันถึงวันที่ได้ตรวจ เขามีอาการเจ็บท้องด้านขวาอย่างรุนแรง จนถูกส่งตัวฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลระยอง  ก่อนจะรู้ผลว่าเป็นมะเร็งตับ และเสียชีวิตตามพี่ชายไปในเวลาไม่นาน
.
ต่อด้วยพ่อของประเสริฐ ในวัย 80 ปี ป่วยติดเตียงด้วยความชรา มีอาการใกล้เคียงกับน้องชาย คือปวดท้องด้านขวาอย่างรุนแรง จนต้องเข้าไปรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ราว 2 เดือน ก่อนจะเสียชีวิต
.
ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องบังเอิญเหรอ สำหรับประเสริฐดูจะไม่ได้คิดเช่นนั้น
.
“ทุกวันนี้ระยองเต็มไปด้วยสารพิษ น้ำเสีย และปัจจัยแวดล้อมเสี่ยงหลายอย่างที่เร่งให้ร่างกายเป็นมะเร็ง”
.
ประเสริฐ กล่าวพร้อมระบุว่า ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่ชุมชนชาวประมงในตัวเมืองระยอง ต่างต้องเผชิญกับการเป็นมะเร็ง
.
ประเสริฐให้ความเห็นว่า ตั้งแต่เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่คนป่วยเป็นมะเร็ง พร้อมๆ กันมากถึงขนาดนี้
.
“สมาชิกในชุมชนชาวประมงแห่งนี้มีอีกสามคนที่เป็นมะเร็ง” ประเสริฐ นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านชาวประมงคลองกะเฌอ
.
“กลุ่มในหาดแม่รำพึง ก็มีคนเป็นมะเร็งตับเสียชีวิตไปสองคนในหมู่บ้านเดียวกัน มันเกิดอะไรขึ้นกับชาวประมงแถวนี้ จากเมื่อก่อนคนไม่ได้เป็นมะเร็งกันง่ายแบบนี้ แต่เดี๋ยวนี้เป็นโดยที่ไม่รู้ตัว”
.
ขณะที่ทั่วประเทศกำลังเผชิญกับภาวะมลพิษ ทั้งจากแม่น้ำปนเปื้อนสารเคมีในภาคเหนือ ฝุ่นควันข้ามพรมแดน หรือปัญหามลพิษเหมืองแร่ในภาคอีสาน ที่ยังต้องใช้เวลากว่าความเสียหายจะเป็นที่ประจักษ์
.
ทว่า คนไทยอีกจำนวนหนึ่ง กำลังระส่ำระสายจากปัญหามลพิษปนเปื้อน ที่ส่งผลกระทบแล้ว ณ ปัจจุบัน จากการขยายตัวขึ้นของอุตสาหกรรม อย่างที่คนภาคตะวันออก เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่อยู่กับสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมมาหลายทศวรรษ
.
และนี่คือผลลัพธ์ที่คนใน จ.ระยอง หนึ่งในจังหวัดที่อยู่ภายใต้นโยบายการพัฒนาตั้งแต่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนถึงระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ต้องเผชิญ
.
[ข้อมูลชี้ ‘ระยอง’ เสี่ยงมะเร็งจากสารเคมีในอุตสาหกรรม]
.
“ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า จ.ระยองเสี่ยงต่อมะเร็ง จุดสำคัญคืออุตสาหกรรมใน จ.ระยอง คืออุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนัก ที่ใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดสารพิษในกระบวนการเป็นร้อยๆ ตัว”
.
ศุภกิจ นันทวรการ อดีตสมาชิกมูลนิธินโยบายสุขภาพ ที่ทำงานวิจัยขับเคลื่อนนโยบาย
ปัญหาใน จ.ระยอง กล่าวว่าในพื้นที่ อ.เมือง มีสารเคมีหลายชนิดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่มีสารก่อมะเร็งออกมาเกินค่ามาตรฐานระดับโลกอย่างชัดเจน
.
“ทำไมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเหล่านี้ถึงย้ายจากอเมริกา ญี่ปุ่น มาตั้งอยู่ในมาบตาพุด” ศุภกิจตั้งคำถาม
.
“เพราะประเทศต้นทางเขารู้แล้วว่ามันเป็นอุตสาหกรรมอันตราย และมันควบคุมได้ยาก เขาพยายามแก้ปัญหานี้กัน และทางออกของพวกเขาคือ ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศที่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า เช่น
ประเทศไทย”
.
รายงานผลการสำรวจความผิดปกติในสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต จ.ระยอง
ของ รศ.ดร. เรณู เวชรัชต์พิมล จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า ประชากรใน จ.ระยอง โดยเฉพาะในเขต อ.เมือง มีสถิติผู้ป่วยมะเร็งสูงที่สุดในประเทศไทย (ข้อมูลจากปี พ.ศ.2542)
.
สอดคล้องอย่างมีนัยสำคัญกับการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในบรรยากาศที่สูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 เช่น เบนซีน และ 1,3-บิวทาไดอีน
.
เช่นเดียวกับงานวิจัย DNA adduct formation among workers in a Thai industrial estate and nearby residents ที่ผลการศึกษาพบว่า ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง และพนักงานในโรงงานเหล็กหรือโรงกลั่นน้ำมัน มีปริมาณความเสียหายของดีเอ็นเอ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับมลพิษอย่างมีนัยสำคัญ
.
โดยเฉพาะในกลุ่มที่สัมผัสสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) จากกระบวนการผลิตอุตสาหกรรม ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า การปล่อยมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรม เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนในพื้นที่เสี่ยงต่อความผิดปกติทางดีเอ็นเอ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับ ‘ความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในอนาคต’
.
การศึกษายืนยันว่า คนงานและประชาชนที่อาศัยอยู่รอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ ที่ส่งผลเสียต่อพันธุกรรม แม้ว่าการก่อตัวของ DNA adducts จะเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของการเกิดมะเร็ง และอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเป็นโรค แต่ผลการวิจัยนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเวลาได้ผ่านมาถึง 20 ปี
.
“ก่อนจะมีโรงงาน น้ำฝนเรายังรองกินได้ แต่ทุกวันนี้ฝนตกมารองน้ำใส่กะละมัง มันมีแต่ตะกอน”
.
ประเสริฐในวัย 55 ปี เล่าถึงชีวิตในทุกวันนี้ที่อยู่กับความวิตกกังวล เพราะเริ่มมีอาการแสบคอและคอแห้ง แต่เขาไม่กล้าไปหาหมอ เพราะกลัวว่าจะถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเหมือนคนในครอบครัว
.
“คนรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ผมไม่ได้เป็นมะเร็งเสียชีวิตกันถี่ขนาดนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์น้ำมันรั่ว พ.ศ.2565 ผมคิดว่าเห็นคนรอบข้างเป็นมะเร็งกันมากขึ้น”
.
ด้าน เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อมูลว่า เธอเคยเก็บตรวจตัวอย่างอากาศพื้นที่มาบตาพุด ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2547-2550 ต่อเนื่อง 5 เดือน และส่งผลตัวอย่างอากาศไปวิเคราะห์ที่สหรัฐอเมริกา
.
ผลการตรวจตอนนั้น เจอสารเคมีต่างๆ รอบๆ พื้นที่มาบตาพุด เป็นครั้งแรกที่ภาคประชาชนตรวจพบสาร VOCs ระเหยในอากาศรวมทั้งหมด 55 ชนิด
.
และใน 55 ชนิดนี้ มีสารที่จัดอยู่ในสารก่อมะเร็งรวมอยู่ด้วย
.
“มันอยู่ในบรรยากาศที่ชาวระยองหายใจ” เพ็ญโฉม ยกตัวอย่าง สารเบนซิลคลอไรด์ ที่จัดอยู่ในสารก่อมะเร็ง
.
“สถานการณ์มะเร็งใน จ.ระยอง ไม่ได้ดีขึ้น แต่คนที่พยายามศึกษาเรื่องนี้ถูกขัดขวางจากรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้คนตื่นตระหนก และไม่เสียบรรยากาศการลงทุน”
.
เพ็ญโฉม ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันแทบไม่มีข้อมูล หรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสารก่อมะเร็งใน จ.ระยอง ถูกเผยแพร่ออกมา รวมทั้งงบประมาณการวิจัยเรื่องนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องการที่จะส่งเสริมบรรยากาศการขยายตัวของอุตสาหกรรม และต้องการใช้พื้นที่ระยอง เป็นต้นแบบของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย
.
การทำงานของมูลนิธิบูรณะนิเวศ ณ ตอนนี้ จึงเน้นไปที่การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อย และเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (กฎหมาย PRTR)
.
เพ็ญโฉม เชื่อมั่นว่า กฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของชาว จ.ระยอง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม แหล่งกำเนิดมลพิษ และทำหน้าที่กำกับ ดูแล ให้แหล่งกำเนิดมลพิษต้องส่งรายงานว่า ปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้างทั้งในอากาศ น้ำ ดิน และกากของเสีย
.
“ภายใต้กฎหมายนี้สารเคมีแต่ละชนิดจะต้องรายงานปริมาณการปล่อยต่อปี ทำให้เรามีข้อมูลว่าโรงงานปล่อยสารเคมีออกมากี่ชนิด และแต่ละชนิดมีปริมาณเท่าไหร่  มีตัวไหนบ้างที่เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เรามีข้อมูลนำไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงต่อได้ ว่าพื้นที่นี้ประชาชนมีความเสี่ยงเป็นโรคอะไร” เพ็ญโฉม กล่าวทิ้งท้าย
.
[มลพิษทางสิ่งแวดล้อมกับสถิติมะเร็งในระยอง]
.
“มะเร็งก็คงเกิดจากตัวเอง ไม่ใช่เพราะโรงงานหรอก ฉันก็ไม่รู้มันเกิดจากอะไร”
.
วงจันทร์ เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม บ้านของเธอมีฉากหลังเป็นปล่องควันจากโรงงานปิโตรเคมี ตั้งสูงตระหง่าน ท่ามกลางความร่มรื่นสีเขียวของสวนผลไม้ที่เป็นของคนท้องถิ่น
.
“ฉันเกิดที่นี่ ตั้งแต่มีแต่ป่า ทุ่งนา โรงงานพวกนี้ก็ตั้งมานานแล้วสามสิบกว่าปี จนฉันใช้ชีวิตชินไปกับมัน”
.
วงจันทร์ เล่าย้อนไปตอนปี พ.ศ.2539 โดยประมาณ ที่เธอรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม
.
ถึงจะผ่านไปหลายปี แต่น้ำเสียงหวาดกลัวยังคงชัดเจน เมื่อเธอเล่าย้อนกลับไปถึงกระบวนการรักษาว่า ต้องทำการผ่าตัดเต้านมถึง 3 ครั้ง สร้างบาดแผลและความเจ็บปวดให้กับเธอเป็นอย่างมาก
.
เธอเล่าอีกว่า ครอบครัวไม่เคยมีใครป่วยเป็นมะเร็งมาก่อน ก่อนจะกล่าวย้ำหนักแน่นว่า ไม่คิดจะกลับไปตรวจหรือรักษามะเร็งอีกแล้ว
.
“ยิ่งรู้ยิ่งเครียด ไม่มีความสุข สู้ไม่รู้ดีกว่าเป็นก็ให้มันเป็นไปเลย ฉันอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต ไม่เคยคิดจะย้ายไปอยู่ที่อื่นอยู่แล้ว” วงจันทร์กล่าว
.
สำหรับ ข้อมูลจากโรงพยาบาลระยอง พบว่า การให้บริการผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งการให้บริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน มีแนวโน้มสูงขึ้น
.
โดยในปีงบประมาณ 2568 มีผู้ป่วยนอกมาเข้ารับบริการทั้งหมด 5,372 คน และเป็นผู้ป่วยในอีก 2,181 คน เทียบกับในปีงบประมาณ​ 2567 ที่ 4,536 และ 2,025 ตามลำดับ
.
นอกจากนี้ข้อมูลปี 2561 พบว่า อำเภอที่พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มากที่สุด คือ อ.เมือง (1,018 ราย) รองลงมาคือ อ.แกลง (357 ราย) และ อ.บ้านค่าย (240 ราย)
.
และการเป็นเนื้องอกที่รวมถึงมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชาชนใน จ.ระยอง โดยในช่วงปี 2558 ถึงกันยายน 2560 มีผู้เสียชีวิตจากเนื้องอกรวม 1,758 คน

.
(ต่อ คห.แรก)
.
บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการ Human Made in Rayong ร่วมกับ EPIGRAM, Thai News Pix, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และ Dot to Dot
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
CR หมอหมูสู้มะเร็ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่