โครงการสายสีแดงวงเวียนใหญ่-มหาชัย ต้นทางกับปลายทางยังต่อต้านอยู่ กฎห้ามบุกรุกที่ดินมีเมื่อ 2499 ควรมีสถานีบ้านขอม

โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางวงเวียนใหญ่-มหาชัย ตอนนี้คนช่วงวงเวียนใหญ่ถึงตลาดพลู พื้นที่ในกรุงเทพฯก็ยังต่อต้านกันรถไฟฟ้ากันอยู่ ไม่อยากให้มีการก่อสร้างเกิดขึ้น เพราะกลัวจะกระทบกับการใช้ชีวิตทั้งที่อยู่ที่หากิน ส่วนปลายทางแถวสมุทรสาคร แถวตลาดมหาชัยก็ไม่เอา เพราะรถไฟฟ้าที่จะสร้างนี้ทำให้เขาเดินทางลำบากขึ้น หาอยู่หากินยากขึ้น

    มีการพูดกันว่า ที่ดินบริเวณรางรถไฟก็เป็นที่ของการรถไฟ คนที่มาบุกรุกที่ดินของการรถไฟมันไม่ถูกเรื่องอยู่แล้ว การรถไฟต้องไล่เขาออกไป ถ้ามองในแง่ของกฎหมาย บางเรื่องก็อาจจะใช่อยู่ แต่ขอถามว่า ตอนที่มีคนมาบุกรุกที่ดินของการรถไฟเพื่อทำที่อยู่อาศัย ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐถึงไม่คัดค้านแต่ทีแรก ปล่อยให้ชาวบ้านเข้าใจผิดว่า ที่ดินการรถไฟคือ ที่ดินที่สามารถอยู่อาศัยได้ ความจริงควรมีการคัดค้านจากหน่วยงานรัฐแต่ทีแรก หากไม่มีการค้าน เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลย เจ้าหน้าที่ก็ผิดกฎหมายเองด้วย นี่ถ้าไม่มีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางนี้ ภาครัฐก็ยังคงปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ปล่อยให้ผิดกฎหมายไปเรื่อย ฉะนั้นอย่าว่าแต่ชาวบ้านทำผิดกฎหมายอย่างเดียว รัฐเองก็ละเลยดูแลประชาชนและผลประโยชน์ของรัฐตามกฎหมายด้วย

    ทีนี้มาพูดถึงตัวบทกฎหมาย กฎหมายห้ามบุกรุกที่ดินเริ่มใช้จริงเมื่อปีพ.ศ.2499 แต่รถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัยกำเนิดเมื่อพ.ศ.2447 สมัยรัชกาลที่ 5 ถ้าเกิดอาคารบ้านเรือนของประชาชนได้สร้างอยู่รอบรางรถไฟมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หรือก่อนที่กฎหมายห้ามบุกรุกที่ดินจะเกิด ก็ไม่ควรเอาผิดเขา ไม่ควรไปว่าอะไรเขา เพราะเขาอยู่มาก่อนที่กฎหมายจะเกิด หลายๆที่ถ้าจะเวนคืน ก็ควรจะตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนว่าบ้านไหนตั้งอยู่มานานเท่าใด และควรจ่ายค่าเวนคืนให้เขาอย่างดีด้วย

    เรื่องบางเรื่อง บริบทบางบริบทในสมัย 50-100 ปีที่แล้วก็ไม่สามารถนำมาใช้กับยุคสมัยนี้ สมัยโบราณที่ดินมีราคาถูก การครอบครองที่ดินเป็นเรื่องง่ายและหละหลวม สมัยนี้ที่ดินมีราคาแพงมาก การครอบครองที่ดินต้องเช็ครายละเอียดอย่างดี ดูตามบทกฎหมายอย่างดี ทัศนคติและการบริหารจัดการที่ดินสมัยปู๋ย่าตายายกับสมัยนี้ต่างกันลิบลับ และเชื่อได้เลยว่าบ้านหลายหลังที่ติดริมทางรถไฟเขาได้สร้างกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งก็ยังไม่มีความเข้มงวดเรื่องกฎหมายที่ดิน

    กฎหมายห้ามบุกรุกที่ดินเริ่มมาบังคับใช้ปีพ.ศ.2499 เอาจริงๆว่า กว่าที่ประชาชนจำนวนมากจะเข้าใจและให้ความสำคัญกฎข้อนี้ ใช้เวลาทั้งหมดกี่ปีได้ เข้าใจว่าเป็น 10 ปีขึ้นไป คนสมัยโน้นการศึกษาก็ไม่สูง เรียนจบไม่สูง ไม่รู้ไม่เข้าใจกฎหมายกันมากมาย
    คนที่ควรทำหน้าที่ตามกฎหมายจริงๆคือเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐต้องคอยควบคุมดูแลให้ประชาชนอยู่ในกรอบของกฎหมาย

*กฎหมายห้ามบุกรุกที่ดินในประเทศไทย บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 362-365) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
-บุกรุกที่ดินทั่วไป (มาตรา 362): เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อยึดถือหรือรบกวนการครอบครอง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ [1]
-บุกรุกยามวิกาล/ร่วมกัน (มาตรา 365): หากบุกรุกโดยมีอาวุธ ร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือทำในเวลากลางคืน โทษจะหนักขึ้นคือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท [1]
-บุกรุกป่าสงวน: ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 โทษหนักกว่า โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 50,000 บาท

    ขอถามว่า แล้วที่ผ่านๆมาหลาย 10 ปี ที่รัฐปล่อยให้ชาวบ้านมาสร้างที่อยู่อาศัยบนที่ดินการรถไฟ รัฐไม่ผิดหรือ ไม่ใช่ละเลยหน้าที่หรือ

   เพราะฉะนั้น ถ้าจะว่าชาวบ้านผิดที่บุกรุกที่ดินรัฐ ที่ผ่านๆมา เจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีความผิดมาตรา 157 ด้วย ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ อย่าไปโทษชาวบ้านทั้งหมดหมด

*เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้ชาวบ้านหรือนายทุนบุกรุกที่ดินของรัฐ ถือว่ามีความผิดทั้งทางวินัยและอาญา
เหตุผลและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
-ความผิดฐานบุกรุก: การบุกรุกที่สาธารณะหรือที่ดินของรัฐเป็นความผิดตามกฎหมาย (ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9)
-ความผิดของเจ้าหน้าที่ (ละเว้นปฏิบัติหน้าที่): เจ้าหน้าที่รัฐที่รู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการระงับ ยับยั้ง หรือดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ถือว่ามีความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
-การลงโทษ: ป.ป.ช. เน้นย้ำว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรปล่อยปละละเลย หากพบต้องดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บุกรุกทุกรายโดยไม่มีข้อยกเว้น

    ทีนี้มาพูดถึงสถานีต่างๆ สถานีวงเวียนใหญ่ถูกวางแผนว่าต้องสร้างแบบยกระดับ ไม่สามารถสร้างใต้ดินได้ เพราะติดกำแพงสายสีม่วง


    ทำให้เรานึกถึงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสีลม เป็นการสร้างที่ยากเพราะมีเสาเข็มสะพานขวางอยู่

แต่ก็สร้างผ่านไปได้ นั่นคือ 30 ปีก่อน เทคโนโลยีการขุดเจาะชั้นใต้ดินยังไม่เท่าตอนนี้ สมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนามาก ขุดเจาะชั้นใต้ดินง่ายกว่ายุคโน้นมาก


    ถ้าขุดอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยามาถึงสถานีคลองสานได้ ก็น่าจะขุดเจาะไปให้ถึงตลาดพลู ลดปัญหาการเวนคืนพื้นที่ได้มาก
  เพราะถ้าชาวบ้านค้านกันมากๆ ไม่อยากให้สร้าง ก็ต้องมีส่วนลงใต้ดินเพิ่มเติมจากแผนล่ะ

    ช่วง missing link ยังให้ความสำคัญเป็นแบบใต้ดินได้ ทำไมที่อื่นถึงไม่ให้ความสำคัญบ้าง


    ต่อไปพูดถึงมหาชัย ก็มีการบอกว่า ต่อขยายจากสถานีคอกควายไปยังสถานีมหาชัยได้ยาก เพราะพื้นที่รอบรางรถไฟมีสิ่งปลูกสร้างเยอะ จึงเลือกสร้างตามแนวทางที่ 3 เบี่ยงเข้าถนนเอกชัย สถานีมหาชัยใหม่ตั้งอยู่หน้ารพ.สมุทรสาคร

พอพยายามมาดูจากแผนที่หลายๆจุด และเช็คข้อมูลต่างๆ ก็ไม่ได้เยอะอย่างที่บอกกัน ที่เยอะจริงก็คือใกล้ๆจะถึงสถานีมหาชัย ซึ่งก็สามารถสร้างลงใต้ดินเพื่อลดการเวนคืนที่ดินได้

    เส้นทางใหม่รถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะสร้างใหม่ ก็จะไม่มีสถานีรถไฟฟ้าบ้านขอมด้วย ซึ่งสถานีนี้เป็นจุดสำคัญที่คนใช้เยอะ สามารถสร้างเป็นสถานียกระดับได้

สถานีนี้น่าจะสร้างจะแบบสถานีหลักสี่สายสีชมพู ชั้นขายตั๋วจะติดชั้นพื้นดิน ขึ้นไปอีกชั้น ก็เป็นชานชาลา

    ที่จริงควรนำรถไฟดีเซลรางแบบเดิมขึ้นไปวิ่งร่วมกับรางรถไฟฟ้าสายสีแดงเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนคนรากหญ้า อาจลดรอบวิ่งลงบ้างเพราะมีรถไฟฟ้าแล้ว และปรับค่าโดยสารเพิ่มเล็กน้อย เช่น เดิม 10 บาท ก็เพิ่มเป็น 12 หรือ 13 บาท แต่ไม่ใช่แบบว่า เมื่อสร้างสายสีแดงเส้นทางนี้และเปิดให้บริการแล้ว ก็ให้ลูกค้ากลุ่มเดิมนั่งรถไฟเก่าจากตลาดมหาชัยมาลงทึ่สถานีคอกควาย แล้วเปลี่ยนขบวนเป็นรถไฟฟ้าที่คอกควายเพื่อนั่งรถไฟฟ้าจนถึงวงเวียนใหญ่ แล้วให้ผู้โดยสารจ่ายค่าตั๋วรถไฟแบบเก่า+รถไฟฟ้าด้วยจำนวนเงินแพงๆ 35-40 บาทอย่างงี้ ผลักภาระให้ชาวบ้านมีค่าครองชีพสูงขึ้น

     ที่จริงควรทำเส้นทางรถไฟฟ้าตั้งแต่หัวลำโพงถึงมหาชัยให้เสร็จทีเดียว ไม่ควรตัดช่วงหัวลำโพง-วงเวียนใหญ่ออกก่อน แล้วไปสร้างทีหลัง ควรให้มีเส้นทางรถไฟวิ่งระหว่างหัวลำโพง-มหาชัย แล้วก็มีรถดีเซลรางแบบเดิมให้พ่อค้าแม่ค้าขนอาหารสดจากมหาชัยมาขายได้ถึงย่านหัวลำโพงซึ่งเป็นกรุงเทพชั้นในได้ด้วย
    ให้รถไฟช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนรากหญ้าหาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่สร้างรถไฟฟ้าแล้วลดทอนวิถีการทำมาหากินของเขา

    ถ้าสร้างรถไฟฟ้าสายนี้ ก็น่าจะสร้างไปตามเส้นทางเดิมทังหมดจนถึงตลาดมหาชัย ให้สถานีมหาชัยอยู่ตำแหน่งเดิมตามแนวทางที่ 2

    แต่ให่สถานีรถไฟฟ้าลงไปอยู่ชั้นใต้ดิน แล้วลอดแม่น้ำไปอีกฝั่งคือสถานีบ้านแหลม นำรถดีเซลรางมาร่วมวิ่งบนรางรถไฟฟ้าด้วย ทำให้เกิดความสะดวกต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในตลาดมหาชัย ช่วยคงค่าครองชีพแบบเดิมไว้

    แต่แนวทางที่ถูกเลือกในตอนนี้คือแนวทางที่ 3 พอเลือกแนวทางที่ 3 ทำให้การต่อขยายจากแถวหน้ารพ.สมุทรสาครถึงปากท่อ ก็จะต้องตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสถานีนกเล็ก ตามภาพ


      แนวทางนี้ตัดสถานีบ้านแหลมและบ้านชีผ้าขาวออกไป ไม่มี 2 สถานีนี้ ส่วนท่าฉลอมก็เปลี่ยนตำแหน่งใหม่ ไม่เชื่อมกับรพ.ท่าฉลอมเหมือนเดิม ลักษณะนี้ก็จะกระทบกับผู้ใช้บริการเดิมหลายสถานีอยู่


     แต่ก็ยังไม่แน่หรอกว่าจะได้ตามแนวทางที่ 3 จริงๆมั้ย ต้องดูว่าสุดท้ายจะเป็นยังไง ต้องรอส่งครม.และเซ็นต์สัญญาก่อสร้างจริงๆก่อน ถึงจะมั่นใจได้ว่าสร้างตามแนวทางนี้ 100%

    ขอพูดการสร้างไปตามแนวทางที่ 2 ไปก่อน ถ้าสร้างตามแนวทางที่ 2 ลอดใต้แม่น้ำท่าจีนไป ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการเดิมหลายสถานีในฝั่งบ้านแหลม เพราะสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีเดิมๆที่เคยใช้บริการได้

    สมมติว่าสร้างตามแนวทางที่ 2 พอลอดใต้แม่น้ำจากสถานีมหาชัยไป ของเดิมคือข้างหน้าเป็นสถานีบ้านแหลม สถานีรพ.ท่าฉลอม สถานีบ้านชีผ้าขาว ถ้าสร้างใหม่ ควรจะรวมสถานีบ้านแหลมกับสถานีรพ.ท่าฉลอมให้เป็นสถานีเดียวกัน เพราะ 2 สถานีนี้มีระยะห่างกันแค่ 500 เมตรนิดๆ สามารถรวม 2 สถานีให้เหลือแค่สถานีเดียว ตั้งพิกัดสถานีใหม่ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างสถานีบ้านแหลมและรพ.ท่าฉลอม และทำ sky walk+บันไดเลื่อนฝั่งละ 250 เมตร หรือจะไม่ทำก็ได้ ระยะแค่ 250-270 เมตรเดินปกติเอาก็ได้ ซึ่งลักษณะนี้จะไม่กระทบกับผู้ใช้บริการเดิม
    ระยะห่างจากสถานีบ้านแหลม

    ระยะห่างจากสถานีรพ.ท่าฉลอม


    สถานีใหม่หากได้สร้างตามแนวทางที่ 2 ก็จะอยู่ประมาณพิกัดในภาพนี้ รวมสถานีบ้านแหลมและสถานีรพ.ท่าฉลอมให้เป็นสถานีเดียวกัน แล้วตั้งชื่อว่า สถานีท่าฉลอม อาจจะเคลื่อนจากพิกัดนี้ได้ซักไม่เกิน 50 เมตร ซึ่งยังไงก็ดีต่อผู้ใช้บริการมากกว่าสถานีท่าฉลอมในแนวทางเลือกที่ 3


    
    การทำลักษณะนี้จะไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการเดิมในฝั่งบ้านแหลม แต่ถ้าเลือกทำตามแนวทางที่ 3 และเปลี่ยนตำแหน่งสถานีท่าฉลอมใหม่ ไม่เชื่อมกับจุดสำคัญอย่างรพ.ท่าฉลอม และตัดสถานีบ้านแหลมและบ้านชีผ้าขาวออก ก็จะกระทบกับผู้ใช้บริการเดิมทั้งฝั่งบ้านแหลมและฝั่งตลาดมหาชัยแน่


    ถ้าได้สร้างสถานีท่าฉลอมใหม่บนเส้นทางแนวทางที่ 2 นี้ ก็น่าจะสร้างแบบชั้นขายตั๋วติดชั้นพื้นดิน ขึ้นบันไดไปก็เป็นชั้นชานชาลา สร้างให้เหมือนสถานีหลักสี่สายสีชมพู ชั้นขายตั๋วอยู่ชั้นถนน ถัดขึ้นไปจึงเป็นชั้นชานชาลา

ก็จะเลือกสร้างเป็นทางรถไฟยกระดับหรือรถไฟใต้ดินก็ได้ จนไปถึงบริเวณใกล้สถานีบ้านชีผ้าขาว จึงสร้างเป็นรถไฟฟ้าทึ่วิ่งระดับดินต่อไป
  ถ้าสร้างเป็นทางยกระดับ ก็ยังพอมีพื้นที่วางเสารถไฟฟ้าได้อยู่



    ที่จริงการทำประชาพิจารณ์ ควรเอาคนฝั่งบ้านแหลมมาร่วมทำด้วย จึงจะถูก เพราะการเลือกแนวเส้นทางแต่ละเส้นนั้นก็ส่งผลต่อการต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าไปยังฝั่งบ้านแหลมในอนาคตด้วย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่