คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11
จขพ. อย่าได้ดูเบาตัวเอง ว่าไม่เข้าถึง ธรรมใน พุทธศาสนา
การร้องไห้ เสียใจ เมื่อต้องสูญเสีย พลัดพรากจากผู้เป็นแม่นั้น ตามสัจจะของความเป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์แท้ต้องหลั่งน้ำตาเป็นธรรมดา
ดุจห้ามกระแสอันเชี่ยวกระของแม่น้ำไว้ไม่ได้ฉันใด ก็ห้ามน้ำตาในสังสารวัฏไม่ได้ฉันนั้น
พระชาติตั้งมากมายของพระพุทธองค์ในอดีตนั้น ก็หลั่งน้ำตามหาศาล ไม่ใช่ยิ่งปฏิบัติธรรมจะยิ่งไร้ความรู้สึกแต่อย่างใด
นับชาติไม่ถ้วนที่ท่านหลั่งน้ำตาออกมา จากความเสียใจบ้าง จากความยินดีบ้าง
เพียงแต่ น้ำตานั้น จัดเป็น ผลผลิตจากกาย ที่ก่อเป็น "รูปธรรม" จาก "นามธรรม" ที่ทำงานร่วมกัน อย่างห้ามไม่ได้ เป็นอนัตตาเท่านั้นเอง
ธรรมในศาสนาพุทธ ไม่ได้ไปห้ามสิ่งที่ไม่ควรห้าม ไม่ให้รู้สึกจึงไม่ทุกข์นะครับ แต่เน้นเห็นไปที่ความห้ามไม่ได้ ความไม่เที่ยงของมันนี่แหละอย่างซื่อตรง จนพบกับสภาพที่เรียกว่า มันเป็น ทุกขัง หรือ ทุกขอริยสัจ(ความจริงอันยิ่งของสิ่งอันเรียกว่าทุกข์)
จขพ. ห้ามการพลัดพรากได้ไหม เหมือนกับที่ห้ามน้ำตาได้หรือไม่
ห้ามการเกิดมาเป็นลูกแม่ได้ไหม ห้ามสิ่งอันเป็นสังขารธรรมทั้งหลายได้หรือไม่
แท้จริงแล้ว มันเกิดเพราะมีเหตุทั้งสิ้น ธรรมทั้งหลายเกิดเพราะมีเหตุ และดับไปเพราะเหตุดับ อยู่อย่างนั้นไปตลอดเป็นสัจจะ อิทัปปจยตา
การเกิดเป็นลูกแม่ ก็มีเหตุ การที่แม่เกิดมาเป็นแม่ของลูกนั้นก็เพราะมีเหตุ ความเสมอกันของธาตุและสัจจาธิษฐานในกาลก่อนให้ผล การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งครับ หากจขพ. คิดถึงแม่มาก ขอให้ท่านมีปัญญาในการเห็น สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นไปตามเหตุ ดับเพราะเหตุดับทั้งสิ้น
แลเห็น ทุกขอริยสัจ เห็นความตั้งอยู่ไม่ได้ ห้ามไม่ได้ในหยดน้ำตานี้ เพื่อเห็นความโศกที่สังสารวัฏล้วนแล้วแต่นำมาและนำไปท่วมท้นเกินกว่ามหาสมุทรทั้งสี่ จะรับไว้ได้ จึงละสมุทัยเป็นเหตุดุจยางเหนียวเหนี่ยวรั้งให้ยินดีและปรีดาในภพ ชาติอยู่ร่ำไป
ธรรมชาติแห่งความดับหรือนิโรธนั้นปรากฏอย่างไร ก็จะพึงทราบ พร้อมด้วยเห็น ทางที่ตถาคตเดิน อันเป็นมรรค
เพื่อนแท้ที่สุด ที่พบเจอสิ่งที่ จขพ. เจอ เพราะเป็นผู้รักแม่ที่สุด และต้องการหาความพ้นทุกข์นี้มาให้แม่ มีแต่ ตถาคต ที่เข้าใจที่สุดในสามโลกธาตุนี้
และแท้จริง แม่ก็มอบศาสตรา ที่ดีที่สุดให้เรามาแล้ว และยังอยู่กับเราเสมอครับ
จงภาคภูมิใจที่ได้ดูแลคุณแม่จนท่านหมดลมหายใจท่านเถิดครับ ส่วนหนึ่งท่านก็ไม่เคยหายไปไหน จขพ. ก็ยังเป็นมรดกที่ท่านฝากไว้ในโลกแล้วแล ให้จขพ. ได้เข้าถึงธรรม เพื่อท่านได้สัมผัสเนื้อนาบุญจาก จขพ. ให้ได้
เพื่อสักชาติหนึ่ง แม่ท่านจะได้พบพานกับความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ทรมานเสียไม่กลับมาอีก
ความรักใดจะยิ่งใหญ่กว่ารักนี้อีกล่ะครับ จขพ. พิจารณาเถิด
การร้องไห้ เสียใจ เมื่อต้องสูญเสีย พลัดพรากจากผู้เป็นแม่นั้น ตามสัจจะของความเป็นมนุษย์ที่บริสุทธิ์แท้ต้องหลั่งน้ำตาเป็นธรรมดา
ดุจห้ามกระแสอันเชี่ยวกระของแม่น้ำไว้ไม่ได้ฉันใด ก็ห้ามน้ำตาในสังสารวัฏไม่ได้ฉันนั้น
พระชาติตั้งมากมายของพระพุทธองค์ในอดีตนั้น ก็หลั่งน้ำตามหาศาล ไม่ใช่ยิ่งปฏิบัติธรรมจะยิ่งไร้ความรู้สึกแต่อย่างใด
นับชาติไม่ถ้วนที่ท่านหลั่งน้ำตาออกมา จากความเสียใจบ้าง จากความยินดีบ้าง
เพียงแต่ น้ำตานั้น จัดเป็น ผลผลิตจากกาย ที่ก่อเป็น "รูปธรรม" จาก "นามธรรม" ที่ทำงานร่วมกัน อย่างห้ามไม่ได้ เป็นอนัตตาเท่านั้นเอง
ธรรมในศาสนาพุทธ ไม่ได้ไปห้ามสิ่งที่ไม่ควรห้าม ไม่ให้รู้สึกจึงไม่ทุกข์นะครับ แต่เน้นเห็นไปที่ความห้ามไม่ได้ ความไม่เที่ยงของมันนี่แหละอย่างซื่อตรง จนพบกับสภาพที่เรียกว่า มันเป็น ทุกขัง หรือ ทุกขอริยสัจ(ความจริงอันยิ่งของสิ่งอันเรียกว่าทุกข์)
จขพ. ห้ามการพลัดพรากได้ไหม เหมือนกับที่ห้ามน้ำตาได้หรือไม่
ห้ามการเกิดมาเป็นลูกแม่ได้ไหม ห้ามสิ่งอันเป็นสังขารธรรมทั้งหลายได้หรือไม่
แท้จริงแล้ว มันเกิดเพราะมีเหตุทั้งสิ้น ธรรมทั้งหลายเกิดเพราะมีเหตุ และดับไปเพราะเหตุดับ อยู่อย่างนั้นไปตลอดเป็นสัจจะ อิทัปปจยตา
การเกิดเป็นลูกแม่ ก็มีเหตุ การที่แม่เกิดมาเป็นแม่ของลูกนั้นก็เพราะมีเหตุ ความเสมอกันของธาตุและสัจจาธิษฐานในกาลก่อนให้ผล การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากยิ่งครับ หากจขพ. คิดถึงแม่มาก ขอให้ท่านมีปัญญาในการเห็น สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นไปตามเหตุ ดับเพราะเหตุดับทั้งสิ้น
แลเห็น ทุกขอริยสัจ เห็นความตั้งอยู่ไม่ได้ ห้ามไม่ได้ในหยดน้ำตานี้ เพื่อเห็นความโศกที่สังสารวัฏล้วนแล้วแต่นำมาและนำไปท่วมท้นเกินกว่ามหาสมุทรทั้งสี่ จะรับไว้ได้ จึงละสมุทัยเป็นเหตุดุจยางเหนียวเหนี่ยวรั้งให้ยินดีและปรีดาในภพ ชาติอยู่ร่ำไป
ธรรมชาติแห่งความดับหรือนิโรธนั้นปรากฏอย่างไร ก็จะพึงทราบ พร้อมด้วยเห็น ทางที่ตถาคตเดิน อันเป็นมรรค
เพื่อนแท้ที่สุด ที่พบเจอสิ่งที่ จขพ. เจอ เพราะเป็นผู้รักแม่ที่สุด และต้องการหาความพ้นทุกข์นี้มาให้แม่ มีแต่ ตถาคต ที่เข้าใจที่สุดในสามโลกธาตุนี้
และแท้จริง แม่ก็มอบศาสตรา ที่ดีที่สุดให้เรามาแล้ว และยังอยู่กับเราเสมอครับ
จงภาคภูมิใจที่ได้ดูแลคุณแม่จนท่านหมดลมหายใจท่านเถิดครับ ส่วนหนึ่งท่านก็ไม่เคยหายไปไหน จขพ. ก็ยังเป็นมรดกที่ท่านฝากไว้ในโลกแล้วแล ให้จขพ. ได้เข้าถึงธรรม เพื่อท่านได้สัมผัสเนื้อนาบุญจาก จขพ. ให้ได้
เพื่อสักชาติหนึ่ง แม่ท่านจะได้พบพานกับความสิ้นสุดแห่งความทุกข์ทรมานเสียไม่กลับมาอีก
ความรักใดจะยิ่งใหญ่กว่ารักนี้อีกล่ะครับ จขพ. พิจารณาเถิด
สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 10
ที่คุณปฏิบัติธรรมแล้ว มันยังไม่มีผล ยังเอาไม่อยู่ เพราะว่า คุณอาจจะปฏิบัติผิดแง่ เลือกธรรมที่ปฏิบัติไม่ตรงกับโรคที่ใจเรากำลังป่วย
ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือ การเยียวยาหัวใจ ด้วยความเข้าใจ
มันจึงต้องเอาความเข้าใจ เป็นรากฐาน
คำว่าเข้าใจที่ว่า มันคือ _mindset หรือชุดความคิด ที่จะทำให้เราเข้าใจแล้วปล่อยวางกับมันไปได้
มันเหมือน น้ำแก้วหนึ่ง
บางคนมองมันเป็นน้ำเปล่า
บ้างมองเป้น สไปรท์
บ้างมองเป็น โซดา
บ้างมองเป้น น้ำส้มสายชู
เมื่อมองต่างกัน ย่อมเข้าใจต่างกัน คนเข้าใจว่าเป็น น้ำส้มสายชู ใครบ้างจะเอามาดื่ม ใครเข้าใจว่าเป็นโซดา ใครบ้างจะเอาไปปรุงรส
ดังนั้น มุมมอง หรือไมน์เซท จึงเป็นสิ่งที่พุทธนำมาใช้ นั่นคือคำว่าสัมมาทิฐิ คือความเห็นที่ถูกต้อง นั่นล่ะ
ทีนี้ คุณลองเก็บไปคิด
หากสมมติว่า เรากับครอบครัว ไปยืนอยู่บนกระทะร้อนๆ ทุกคน ต่างช่วยเหลือกัน ในกระทะร้อนๆอันนั้น ให้มีชีวิตที่พอผ่านพ้นคืนวันไปได้
เจ็บปวดให้น้อยที่สุด คุณคิดว่า การมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักก็ตาม บนกระทะที่ร้อน เผาอยู่ตลอดเวลานี้ คุณคิดว่ามันดีหรือไม่ดี
เหมือนกับคน ที่อาศัยอยู่บนซากเรืออับปาง เกาะอยู่บนไม้ท่อนนึงที่หัก ต่างคนต่างเกาะ แต่ก็คอยช่วยเหลือกัน ไม่ให้โดนสัตว์ทะเลทำลาย จนตายไปเสียก่อน ภาวะแบบนี้ คุณคิดว่า มันดีหรือไม่ดี
ในอดีต มีสตรีนางหนึ่ง นางชื่อว่า กีสาโคตมี นางมีเหตุให้ต้องได้เสียลูกชายไป ตั้งแต่ยังเล็ก
นางอุ้ม ร่างไร้วิญญาณนั้น เร่ร่อนไปทั่ว จนเริ่มเสียสติ เพียงเพื่อหวังว่า จะมีใครสักคน ชุบชีวิตลูกของนางได้
ผ่านไปหลายวัน ก็ไม่มีใครช่วยนางได้เลย ต่างคนก็มีแต่สลดสังเวชใจ เมื่อได้เห็นนาง
จึงมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า หากในโลกจะมีใครช่วยได้ ท่านนั้นคงเป้นตถาคตแล้วล่ะ แล้วบอกให้นางไปลองดู
นางเดินทางไปอย่างเร่งรีบ เมื่อไปถึง พระตถาคตตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันผักกาดจากบ้านไร้คนตาย
เมื่อนางไปเคาะ ขอโทษนะจ๊ะ บ้านนี้มีเมล็ดพันผักกาดไหมช่วยฉันหน่อย ฉันจะเอาไปชุบชีวิตลูก
ชาวบ้านก็บอกว่า มีอยู่
แล้วอย่างนั้น บ้านของคุณเคยมีคนตายไหม
แต่ละบ้าน บ้านนั้นก็พ่อเพิ่งเสียไป บ้านนี้ก็ลูกเพิ่งตายไปเหมือนกัน บางบ้านหนักกว่า บอกว่า บ้านฉัน มีคนเหลือ น้อยกว่าคนตายเสียอีก
นางค่อยๆได้เรียนรู้ว่า ชีวิตบนโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครพ้นไปจากความตายได้เลย ไม่ใช่แต่นางเท่านั้น แต่ทุกคนล้วนมีญาติพี่น้อง ที่ต้องจากกัน
น่างค่อยๆ คิดคำตอบที่ได้รับตรงหน้า จนถึงวันนึง นางเดินไปที่ป่าช้า
แล้ววางลูกลง นางกล่าวกับศพลูกนางว่า ลูกเอ๋ย ไม่ใช่เพียงแต่ลูก ที่ต้องตาย คนอื่นๆก็ล้วนตายเหมือนกัน
นางกลับไปตัวเปล่า ไปหาตถาคต
ตถาคตกล่าวถามว่า โคตมี เธอได้เมล็ดผักกาดหรือยัง
นางตอบว่า ไม่ได้พระเจ้าข้า
ไม่มีบ้านใด ไม่มีใคร ที่จะไม่เคยสูญเสีย
พระตถาคตตอบว่า มฤตยูย่อมพรากบุคคล ผู้ไหลไปในอารมณ์ ประดุจหมู่ชนผู้หลับไหลโดนน้ำป่าพัดพาไปฉะนั้น
หมายถึงว่า บุคคลผู้ไหลไปในอารมณ์ต่างๆ (ผิดหวัง โศกเศร้า เสียใจ อาลัยอาวร )`ย่อมยังเป้นผุ้ประมาทอยุ่
ผ่อมผลักตนไปสู่หายนะ โดยที่ตนเองไม่ได้ตั้งตัว เพราะว่าอารมณ์นั่นล่ะ เป้นเหตุ
ถ้าเรามาส่องดู เราจะเห้นว่า ใจเขาเราเป็นเช่นนั้น มันเกิดความเสียใจ อาลัยอาวร เกิดความผิดหวัง ไม่เป็นดั่งใจ
แล้วใจก็ทุกข์ เพราะ ปล่อยใจไหลไปตามอารมณ์เหล่านั้น เราก็ไม่เคยเตรียมใจ ไม่เคยตั้งตัว ไม่เคยตั้งรับ เตรียมพร้อมอะไรเลย
จึงประมาทดุจ คนหลับไหลโดนน้ำป่าซัดไปจริงๆนั่นล่ะ
ทั้งที่จริง เราตั้งสติ แล้วดูโลก มองโลกใหม่อีกครั้ง
โลกนี้ มันคืออะไร เมื่อเกิดมา ต้องมีเจ็บป่วย
เมื่อพบ ต้องมีจาก
เมื่อมีดั่งใจ ก็มีไม่ได้ดั่งใจ
เมื่อความสุขมี ทุกข์ก็มาก
ร่างกายมีแต่ค่อยๆแก่ชราลงไปทุกวัน ตามมาด้วยป่วยไข้ ในการใช้ชีวิต
ตามมาด้วย ชีวิตที่จบไป อย่างอาลัยอาวร
เป้นดินแดนแห่งน้ำตา และความผิดหวัง อันนี้ล่ะครับ คือโลก ที่พระชี้ให้เราเห็นแล้วไปดู ไปสังเกต ไปพิจารณาว่าจริงไหม โลกเช่นนี้ น่าอยู่จริงหรือไม่
หากเรามองว่า โลกคือทุ่งลาเวนเด้อ เราจะมีแต่ความอาลัยอาวร เสียใจ ผิดหวัง วนไป เพราะมันไม่ใช่ทุ่งลาเวนเด้อจริง แต่มันเป้นอย่างที่กล่าวไป
ให้พิจารณาให้เห็น ให้เข้าใจว่า โลก มันคือกองไฟ คือกระทะร้อน คือท่อนไม้ลอยกลางทะเล
เพราะอะไร อย่างแม่เราเป้นตัวอย่างทีดี ก็เม่อมาเกิดในโลก ก็มีร่างกายเป็นภาระ
ต้องหาให้มันกิน ต้องคอยหลบแดด หาพัดลม เครื่องปรับอากาศ หาโลชั่นมาทา หาสารพัดมาประคบประหงมกายอันนี้
สุดท้าย มันตอบแทนอะไรให้เรา มันตอบแทนคือความเจ็บ ความไข้ ความทรมาน ความทุกข์ นี่คือสิ่งที่เราได้จากการประคบประหงมร่างกายมาทั้งชีวิต ท่านจึงสอนว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ถ้าเราเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรา มันก็ใช้สักแต่ว่าใช้ รักษาแต่ว่ารักษา แต่ไม่ผูกพัน
เหมือนบุคคล เข้าไปเช่าบ้านอยู่ ย่อมไม่อยากจะไปเสียเงินต่อเติม ไปติด โซล่าเซล ไปทำหลังคาใหม่ ไปทาสีใหม่ ถ้าไม่จำเปน ก็ไม่ทำ
เพราะเรารู้ว่า มันไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง ทำไป ก็เสียงเงินเปล่า และเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ของๆเราแท้จริง เราก็ไม่ได้ใส่ใจ สนใจ ใช้ก็ใช้ไป ไม่ผูกใจ ไม่ยึดติด ไม่ผิดหวัง เพราะว่าทำใจอยู่ตลอดว่า นี่เป็นบ้านเช่า ไม่ใช่บ้านเรา นี่คือมุมมองที่ท่านสอนให้เราเข้าใจ
ร่างกายนี้ มันใช่ไหมล่ะของเรา หรือของๆแม่ ถ้ามันใช่ ร่างกายย่อมไม่เน่าเปื่อยแตกสลาย ย่อมอยู่คงทนกระพันชาตรี ไม่เปลีย่นแปลง
อันนี้ เพราะไม่ใช่ของๆเรา วันนึง โลกก็ดึงกลับไป เอาไปเป้นดินน้ำลมไฟ คืนกลับ เพื่อเขาจะนำไปสร้างคนอื่นสัตว์อื่น ให้ได้มาทุกข์ มาเสียน้ำตาอย่างนี้อีก
จะเห็นได้ว่า โลกนี่ล่ะ คือกระทะร้อนๆ ที่พากันมาอยู่ มันน่าอยู่จริงๆหรือ มันใช่ทุ่งลาเวนเด้อจริงหรือ ใช่ที่ๆควรจะมาผูกใจ มัดใจเราเอาไว้จริงหรือ
ที่ดิ้นรนมาทั้งชีวิต สุดท้ายไม่เหลืออะไร มันก็เหมือนคนเข้าไปอยู่บ้านเช่า แล้วต่อเติม ทำอย่างกับนี่คือบ้านจริงของตน พอลงทุนไปเต็มๆ
แล้วครบสัญญาต้องย้ายออก มันทำใจไม่ได้ เพราะลงแรงลงใจไปมาก
แต่ถ้า มองว่า ไม่ใช่ของเราจริงๆ มันเป็นของโลก มันคือ ดินน้ำลมไฟ คืออาหาร ที่ประคองคำว่าชีวิต ร่างกายให้อยู่ไปได้วันหนึ่งคืนหนึ่ง
และได้รับคือ ความชรา โรคภัย มันก็จะเห้นว่า แม้กายแม่ ก็ไม่ใช่ของๆแม่ แม้กายเราก็จะเป็นเช่นนั้น
มาเกิดในโลกที่เป็นกระทะร้อนรนอยู่ตลอด ไม่ใช่ความสุขเลย ไม่น่าผูกพันเลย
ให้พิจารณาทำนองนี้ เป้นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้เสมอๆ คุณะจเริ่มเกิดความเข้าใจ ในสัจธรรม คือความจริงนี่ล่ะ เห็นความจริงของโลกเป็นกองทุกข์กองเพลิง ในขณะที่แม่เรา อาจจะไปอยู่ที่ๆดีกว่า แต่เรายังผจญอยู่ในกองเพลิง ยังไม่รู้ว่าเราอยู่ในกองเพลิง
ยังหลง ยังผูกพัน กับของที่ไม่ใช่ของๆเรา และแน่นอน อีกไม่นานก็ต้องคืนกลับไป
ดิ้นรนแทบตายรักษาอะไรไว้สักสิ่งก็ทำไม่ได้ นี่มันยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเป้นของเราแท้จริงในโลกสักอย่าง
มีแต่ความทุกข์นั่นละที่ได้มา มีแต่ความเสียใจนั่นล่ะที่ได้รับ เพราะเราคิดว่า มันมีสุขให้วิ่งหา แต่กลับสุขแบบกระพริบตาก็หมดไป
แต่ทุกข์นี้ กลับต้องดื่มกินตลอดเวลา
ถ้าไปพิจารณา แต่ละคน ตั้งแต่ตื่นยันหลับ วุ่นวายแต่วัตถุของโลกอย่างเดียว หามา กินใช้ไป วนไปอย่างนี้ทั้งวันคืน
แต่หัวใจที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ได้สนไม่ได้ดูแล แต่กลับไปดูแลเอาแต่สิ่งที่ทรยศ เปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคง ไปยึดมั่นว่านี่ล่ะ เรา ชีวิตเรา ของๆเรา
มันจึงต้องทุกข์ เพราะกายมันดันไม่ใช่ชองเรา แต่จิตใจของเราจริงๆ ไม่ได้ดูแลเลย นี่ล่ะคือปัญหา
ท่านจึงกล่าวว่า น้ำตาของเธอที่รินไหลอยู่ในโลก นั้นมากมายกว่ามหาสมุทรทั้งสี่
มันแปลว่า เกิดมานับไม่ถ้วน ก็วนอยู่แต่กับความเสียใจ ผิดหวัง มันก็วนแค่นี้จริงๆ และจะต้องร้องไห้ไปเรือ่ยๆ เสียใจไปเรื่อยๆ
มีที่สิ้นสุดได้เวลาใดกับโลกใบนี้ ที่ยังต้องมีเกิดตาย มีเจ็บป่วย ยังมีผิดหวังเสียใจทุกข์ทรมาณ
ถ้าเมื่อไรทำใจได้ว่า มันไม่ใช่ของเราแท้จริง มันล้วนเปลีย่นแปรไปเรื่อยไม่มั่นคง เราจะไปยึดถือ ผลที่ได้ย่อมไม่พ้นคำว่าทุกข์ได้เลย
บุคคลใดยังหลงไล่ตะครุบอารมสุขยินดีพอใจของโลก จึงได้รับของแถมเป็นทุกข์ เสียใจผิดหวัง อย่างนี้ร่ำไป
ลองทำความเข้าใจดูใหม่ครับ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือ การเยียวยาหัวใจ ด้วยความเข้าใจ
มันจึงต้องเอาความเข้าใจ เป็นรากฐาน
คำว่าเข้าใจที่ว่า มันคือ _mindset หรือชุดความคิด ที่จะทำให้เราเข้าใจแล้วปล่อยวางกับมันไปได้
มันเหมือน น้ำแก้วหนึ่ง
บางคนมองมันเป็นน้ำเปล่า
บ้างมองเป้น สไปรท์
บ้างมองเป็น โซดา
บ้างมองเป้น น้ำส้มสายชู
เมื่อมองต่างกัน ย่อมเข้าใจต่างกัน คนเข้าใจว่าเป็น น้ำส้มสายชู ใครบ้างจะเอามาดื่ม ใครเข้าใจว่าเป็นโซดา ใครบ้างจะเอาไปปรุงรส
ดังนั้น มุมมอง หรือไมน์เซท จึงเป็นสิ่งที่พุทธนำมาใช้ นั่นคือคำว่าสัมมาทิฐิ คือความเห็นที่ถูกต้อง นั่นล่ะ
ทีนี้ คุณลองเก็บไปคิด
หากสมมติว่า เรากับครอบครัว ไปยืนอยู่บนกระทะร้อนๆ ทุกคน ต่างช่วยเหลือกัน ในกระทะร้อนๆอันนั้น ให้มีชีวิตที่พอผ่านพ้นคืนวันไปได้
เจ็บปวดให้น้อยที่สุด คุณคิดว่า การมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารักก็ตาม บนกระทะที่ร้อน เผาอยู่ตลอดเวลานี้ คุณคิดว่ามันดีหรือไม่ดี
เหมือนกับคน ที่อาศัยอยู่บนซากเรืออับปาง เกาะอยู่บนไม้ท่อนนึงที่หัก ต่างคนต่างเกาะ แต่ก็คอยช่วยเหลือกัน ไม่ให้โดนสัตว์ทะเลทำลาย จนตายไปเสียก่อน ภาวะแบบนี้ คุณคิดว่า มันดีหรือไม่ดี
ในอดีต มีสตรีนางหนึ่ง นางชื่อว่า กีสาโคตมี นางมีเหตุให้ต้องได้เสียลูกชายไป ตั้งแต่ยังเล็ก
นางอุ้ม ร่างไร้วิญญาณนั้น เร่ร่อนไปทั่ว จนเริ่มเสียสติ เพียงเพื่อหวังว่า จะมีใครสักคน ชุบชีวิตลูกของนางได้
ผ่านไปหลายวัน ก็ไม่มีใครช่วยนางได้เลย ต่างคนก็มีแต่สลดสังเวชใจ เมื่อได้เห็นนาง
จึงมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า หากในโลกจะมีใครช่วยได้ ท่านนั้นคงเป้นตถาคตแล้วล่ะ แล้วบอกให้นางไปลองดู
นางเดินทางไปอย่างเร่งรีบ เมื่อไปถึง พระตถาคตตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันผักกาดจากบ้านไร้คนตาย
เมื่อนางไปเคาะ ขอโทษนะจ๊ะ บ้านนี้มีเมล็ดพันผักกาดไหมช่วยฉันหน่อย ฉันจะเอาไปชุบชีวิตลูก
ชาวบ้านก็บอกว่า มีอยู่
แล้วอย่างนั้น บ้านของคุณเคยมีคนตายไหม
แต่ละบ้าน บ้านนั้นก็พ่อเพิ่งเสียไป บ้านนี้ก็ลูกเพิ่งตายไปเหมือนกัน บางบ้านหนักกว่า บอกว่า บ้านฉัน มีคนเหลือ น้อยกว่าคนตายเสียอีก
นางค่อยๆได้เรียนรู้ว่า ชีวิตบนโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครพ้นไปจากความตายได้เลย ไม่ใช่แต่นางเท่านั้น แต่ทุกคนล้วนมีญาติพี่น้อง ที่ต้องจากกัน
น่างค่อยๆ คิดคำตอบที่ได้รับตรงหน้า จนถึงวันนึง นางเดินไปที่ป่าช้า
แล้ววางลูกลง นางกล่าวกับศพลูกนางว่า ลูกเอ๋ย ไม่ใช่เพียงแต่ลูก ที่ต้องตาย คนอื่นๆก็ล้วนตายเหมือนกัน
นางกลับไปตัวเปล่า ไปหาตถาคต
ตถาคตกล่าวถามว่า โคตมี เธอได้เมล็ดผักกาดหรือยัง
นางตอบว่า ไม่ได้พระเจ้าข้า
ไม่มีบ้านใด ไม่มีใคร ที่จะไม่เคยสูญเสีย
พระตถาคตตอบว่า มฤตยูย่อมพรากบุคคล ผู้ไหลไปในอารมณ์ ประดุจหมู่ชนผู้หลับไหลโดนน้ำป่าพัดพาไปฉะนั้น
หมายถึงว่า บุคคลผู้ไหลไปในอารมณ์ต่างๆ (ผิดหวัง โศกเศร้า เสียใจ อาลัยอาวร )`ย่อมยังเป้นผุ้ประมาทอยุ่
ผ่อมผลักตนไปสู่หายนะ โดยที่ตนเองไม่ได้ตั้งตัว เพราะว่าอารมณ์นั่นล่ะ เป้นเหตุ
ถ้าเรามาส่องดู เราจะเห้นว่า ใจเขาเราเป็นเช่นนั้น มันเกิดความเสียใจ อาลัยอาวร เกิดความผิดหวัง ไม่เป็นดั่งใจ
แล้วใจก็ทุกข์ เพราะ ปล่อยใจไหลไปตามอารมณ์เหล่านั้น เราก็ไม่เคยเตรียมใจ ไม่เคยตั้งตัว ไม่เคยตั้งรับ เตรียมพร้อมอะไรเลย
จึงประมาทดุจ คนหลับไหลโดนน้ำป่าซัดไปจริงๆนั่นล่ะ
ทั้งที่จริง เราตั้งสติ แล้วดูโลก มองโลกใหม่อีกครั้ง
โลกนี้ มันคืออะไร เมื่อเกิดมา ต้องมีเจ็บป่วย
เมื่อพบ ต้องมีจาก
เมื่อมีดั่งใจ ก็มีไม่ได้ดั่งใจ
เมื่อความสุขมี ทุกข์ก็มาก
ร่างกายมีแต่ค่อยๆแก่ชราลงไปทุกวัน ตามมาด้วยป่วยไข้ ในการใช้ชีวิต
ตามมาด้วย ชีวิตที่จบไป อย่างอาลัยอาวร
เป้นดินแดนแห่งน้ำตา และความผิดหวัง อันนี้ล่ะครับ คือโลก ที่พระชี้ให้เราเห็นแล้วไปดู ไปสังเกต ไปพิจารณาว่าจริงไหม โลกเช่นนี้ น่าอยู่จริงหรือไม่
หากเรามองว่า โลกคือทุ่งลาเวนเด้อ เราจะมีแต่ความอาลัยอาวร เสียใจ ผิดหวัง วนไป เพราะมันไม่ใช่ทุ่งลาเวนเด้อจริง แต่มันเป้นอย่างที่กล่าวไป
ให้พิจารณาให้เห็น ให้เข้าใจว่า โลก มันคือกองไฟ คือกระทะร้อน คือท่อนไม้ลอยกลางทะเล
เพราะอะไร อย่างแม่เราเป้นตัวอย่างทีดี ก็เม่อมาเกิดในโลก ก็มีร่างกายเป็นภาระ
ต้องหาให้มันกิน ต้องคอยหลบแดด หาพัดลม เครื่องปรับอากาศ หาโลชั่นมาทา หาสารพัดมาประคบประหงมกายอันนี้
สุดท้าย มันตอบแทนอะไรให้เรา มันตอบแทนคือความเจ็บ ความไข้ ความทรมาน ความทุกข์ นี่คือสิ่งที่เราได้จากการประคบประหงมร่างกายมาทั้งชีวิต ท่านจึงสอนว่า กายนี้ไม่ใช่เรา ถ้าเราเข้าใจว่า มันไม่ใช่เรา มันก็ใช้สักแต่ว่าใช้ รักษาแต่ว่ารักษา แต่ไม่ผูกพัน
เหมือนบุคคล เข้าไปเช่าบ้านอยู่ ย่อมไม่อยากจะไปเสียเงินต่อเติม ไปติด โซล่าเซล ไปทำหลังคาใหม่ ไปทาสีใหม่ ถ้าไม่จำเปน ก็ไม่ทำ
เพราะเรารู้ว่า มันไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง ทำไป ก็เสียงเงินเปล่า และเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ของๆเราแท้จริง เราก็ไม่ได้ใส่ใจ สนใจ ใช้ก็ใช้ไป ไม่ผูกใจ ไม่ยึดติด ไม่ผิดหวัง เพราะว่าทำใจอยู่ตลอดว่า นี่เป็นบ้านเช่า ไม่ใช่บ้านเรา นี่คือมุมมองที่ท่านสอนให้เราเข้าใจ
ร่างกายนี้ มันใช่ไหมล่ะของเรา หรือของๆแม่ ถ้ามันใช่ ร่างกายย่อมไม่เน่าเปื่อยแตกสลาย ย่อมอยู่คงทนกระพันชาตรี ไม่เปลีย่นแปลง
อันนี้ เพราะไม่ใช่ของๆเรา วันนึง โลกก็ดึงกลับไป เอาไปเป้นดินน้ำลมไฟ คืนกลับ เพื่อเขาจะนำไปสร้างคนอื่นสัตว์อื่น ให้ได้มาทุกข์ มาเสียน้ำตาอย่างนี้อีก
จะเห็นได้ว่า โลกนี่ล่ะ คือกระทะร้อนๆ ที่พากันมาอยู่ มันน่าอยู่จริงๆหรือ มันใช่ทุ่งลาเวนเด้อจริงหรือ ใช่ที่ๆควรจะมาผูกใจ มัดใจเราเอาไว้จริงหรือ
ที่ดิ้นรนมาทั้งชีวิต สุดท้ายไม่เหลืออะไร มันก็เหมือนคนเข้าไปอยู่บ้านเช่า แล้วต่อเติม ทำอย่างกับนี่คือบ้านจริงของตน พอลงทุนไปเต็มๆ
แล้วครบสัญญาต้องย้ายออก มันทำใจไม่ได้ เพราะลงแรงลงใจไปมาก
แต่ถ้า มองว่า ไม่ใช่ของเราจริงๆ มันเป็นของโลก มันคือ ดินน้ำลมไฟ คืออาหาร ที่ประคองคำว่าชีวิต ร่างกายให้อยู่ไปได้วันหนึ่งคืนหนึ่ง
และได้รับคือ ความชรา โรคภัย มันก็จะเห้นว่า แม้กายแม่ ก็ไม่ใช่ของๆแม่ แม้กายเราก็จะเป็นเช่นนั้น
มาเกิดในโลกที่เป็นกระทะร้อนรนอยู่ตลอด ไม่ใช่ความสุขเลย ไม่น่าผูกพันเลย
ให้พิจารณาทำนองนี้ เป้นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้เสมอๆ คุณะจเริ่มเกิดความเข้าใจ ในสัจธรรม คือความจริงนี่ล่ะ เห็นความจริงของโลกเป็นกองทุกข์กองเพลิง ในขณะที่แม่เรา อาจจะไปอยู่ที่ๆดีกว่า แต่เรายังผจญอยู่ในกองเพลิง ยังไม่รู้ว่าเราอยู่ในกองเพลิง
ยังหลง ยังผูกพัน กับของที่ไม่ใช่ของๆเรา และแน่นอน อีกไม่นานก็ต้องคืนกลับไป
ดิ้นรนแทบตายรักษาอะไรไว้สักสิ่งก็ทำไม่ได้ นี่มันยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีอะไรเป้นของเราแท้จริงในโลกสักอย่าง
มีแต่ความทุกข์นั่นละที่ได้มา มีแต่ความเสียใจนั่นล่ะที่ได้รับ เพราะเราคิดว่า มันมีสุขให้วิ่งหา แต่กลับสุขแบบกระพริบตาก็หมดไป
แต่ทุกข์นี้ กลับต้องดื่มกินตลอดเวลา
ถ้าไปพิจารณา แต่ละคน ตั้งแต่ตื่นยันหลับ วุ่นวายแต่วัตถุของโลกอย่างเดียว หามา กินใช้ไป วนไปอย่างนี้ทั้งวันคืน
แต่หัวใจที่เป็นของเราจริงๆ ไม่ได้สนไม่ได้ดูแล แต่กลับไปดูแลเอาแต่สิ่งที่ทรยศ เปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคง ไปยึดมั่นว่านี่ล่ะ เรา ชีวิตเรา ของๆเรา
มันจึงต้องทุกข์ เพราะกายมันดันไม่ใช่ชองเรา แต่จิตใจของเราจริงๆ ไม่ได้ดูแลเลย นี่ล่ะคือปัญหา
ท่านจึงกล่าวว่า น้ำตาของเธอที่รินไหลอยู่ในโลก นั้นมากมายกว่ามหาสมุทรทั้งสี่
มันแปลว่า เกิดมานับไม่ถ้วน ก็วนอยู่แต่กับความเสียใจ ผิดหวัง มันก็วนแค่นี้จริงๆ และจะต้องร้องไห้ไปเรือ่ยๆ เสียใจไปเรื่อยๆ
มีที่สิ้นสุดได้เวลาใดกับโลกใบนี้ ที่ยังต้องมีเกิดตาย มีเจ็บป่วย ยังมีผิดหวังเสียใจทุกข์ทรมาณ
ถ้าเมื่อไรทำใจได้ว่า มันไม่ใช่ของเราแท้จริง มันล้วนเปลีย่นแปรไปเรื่อยไม่มั่นคง เราจะไปยึดถือ ผลที่ได้ย่อมไม่พ้นคำว่าทุกข์ได้เลย
บุคคลใดยังหลงไล่ตะครุบอารมสุขยินดีพอใจของโลก จึงได้รับของแถมเป็นทุกข์ เสียใจผิดหวัง อย่างนี้ร่ำไป
ลองทำความเข้าใจดูใหม่ครับ
แสดงความคิดเห็น
แม่เพิ่งเสียค่ะ คิดถึงแม่มาก ขอวิธีก้าวผ่านช่วงแห่งความเจ็บปวดหน่อยค่ะ
ตอนนี้เราคิดถึงแม่มากเลย ไม่รู้จะก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างไร
บางทีก็อยากตามแม่ไปอยู่ด้วย
ความคิดถึงมันทรมานจริง ๆ
ตอนแม่ป่วยก่อนแม่ตายเราร้องไห้ทุกวันหนักมาก
ในวันที่แม่ตาย เราไม่มีน้ำตาสักหยด เพราะดีใจที่แม่พ้นทรมานจากความเจ็บป่วย แม่เราติดเตียงมา 3 ปีกว่าแล้ว จะพูดก็พูดไม่ได้ จะกินก็ต้องผ่านสายยาง จะฉี่ก็ต้องสายยาง เราจึงดีใจที่แม่ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไปแล้ว
วันที่ 2 ของการจากไป เราไปทำใบมรณบัตรให้แม่ ก็ยังไม่ร้อง เพราะขณะนั้นมีสามีและผู้ดูแลแม่ไปเป็นเพื่อน
จนตอนเย็น เราจองวัดจัดงานศพให้แม่ 1 คืน แม่บริจาคร่างเป็นอาจารย์ใหญ่จึงไม่มีการเผา ตอนแจ้งกำหนดการงานไปยังคนกลุ่มต่าง ๆ ก็ยังเฉย ๆ มาน้ำตาแตกตอนไล่หาเบอร์โทรเพื่อนเก่า ๆ ไปเจอเบอร์เพื่อนสมัย ม.ปลาย โชคดีเขายังใช้เบอร์เดิม เรายินดีมากที่เขาจะมาร่วมงานศพแม่
แต่หลังจากนั้นความเศร้ามหาศาลก็ถาโถมมาที่เรา
เราคิดถึงแม่
เราจะทำอย่างไรดี
เราปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรมจากศาสนาพุทธ แต่พอถึงเวลาจริง ธรรมะข้อไหนก็รักษาหัวใจไม่อยู่ นั่นเพราะเราสักแต่รู้ยังไม่เข้าถึงใช่มั้ยคะ
แล้วเราต้องทำยังไง ถึงจะหายเศร้า หายเหงา หายว้าเหว่จากความพลัดพรากนี้
ทำยังไงดี เราจะผ่านมันไปยังไง
—————————————————
มา
Update ให้ฟังกันค่ะ
คำตอบที่ช่วยให้เราหายเศร้าได้อย่างชะงัดคือคำตอบที่ 10 นะคะ
เราติ๊กผิด ระบบมันไม่ให้แก้ไขค่ะ